พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
สําหรับวงการประวัติศาสตร์ศิลปะ สถาปัตยกรรม โบราณคดี และพิพิธภัณฑ์ ในสังคมไทย หนังสือ “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” ของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ คืองานเขียนที่ต้องอ่านและต้องใช้อ้างอิง แม้กระทั่งในปัจจุบันก็ยังถือว่าเป็นเสาหลักสำคัญในการทำความเข้าใจศิลปะและโบราณวัตถุสถานของประเทศไทย
อาจกล่าวได้ว่า หนังสือเล่มนี้คืองานเขียนอันเป็นรากฐานสำคัญต่อการก่อรูปองค์ความรู้ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยมาโดยตลอด
ตำนานพุทธเจดีย์สยาม ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2469 เพื่อใช้เป็นหนังสือแจกในงานศพของเจ้าจอมมารดาชุ่ม ซึ่งเป็นพระมารดาของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ โดยในหน้า “คำนำ” พระองค์ทรงปรารภเอาไว้ความตอนหนึ่งว่า
“…เมื่อข้าพเจ้าปรารภถึงงารศพมารดา ได้ยินคำกล่าวกันว่า ‘งารศพนี้เห็นจะได้อ่านหนังสือแปลก’ ด้วยคาดกันว่าข้าพเจ้าคงจะแต่งหนังสือเรื่องอันใดขึ้นใหม่ ให้สมศรัทธาที่ทำการสนองคุณมารดา ที่คาดเช่นนั้นก็เปนอันหยั่งใจถูก ด้วยข้าพเจ้าก็คิดอยู่ว่าจะแต่งหนังสือขึ้นใหม่ด้วยน้ำพักน้ำแรง อุทิศกุศลสนองพระคุณอันสูงสุดสักเรื่องหนึ่ง อาศรัยเหตุนี้จึงได้พยายามแต่งเรื่องตำนานพุทธเจดีย์สยามขึ้น ด้วยเห็นว่าประกอบพร้อมด้วยประโยชน์ทั้ง ๒ ประการ คือประโยชน์ในทางสืบอายุพระพุทธสาสนาประการ ๑ กับประโยชน์ในทางบำรุงความรู้ด้วยอีกประการ ๑ ควรนับว่าเปนบำเพ็ญกุศลได้…”
เนื้อหาภายในเล่มแบ่งออกเป็น 9 บท เรียงตามลำดับดังนี้
หนึ่ง ว่าด้วยมูลเหตุที่เกิดพุทธเจดีย์, สอง ว่าด้วยประวัติพุทธเจดีย์, สาม สมัยแรกพระพุทธศาสนาเปนประธานของประเทศ, สี่ ว่าด้วยมูลเหตุที่เกิดพระพุทธรูป, ห้า ว่าด้วยพระพุทธรูปปางต่างๆ, หก ว่าด้วยพระพุทธรูปแลรูปพระโพธิสัตว์, เจ็ด ว่าด้วยพุทธเจดีย์ในนานาประเทศ, แปด ว่าด้วยพระพุทธศาสนาในประเทศสยาม, และ เก้า ว่าด้วยพุทธเจดีย์ในสยามประเทศ
หลังจากที่มีการตีพิมพ์ไม่นานได้มีการนำไปแปลย่อในภาษาฝรั่งเศส แปลเป็นภาษาเขมรในปี พ.ศ.2471 และต่อมาได้มีการแปลเนื้อหาบางส่วน (บทที่ 8-9) เป็นภาษาอังกฤษเมื่อ พ.ศ.2505 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหนังสือเล่มนี้ในโลกวิชาการไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มาของการแต่งหนังสือเล่มนี้ แม้จะเริ่มจากหนังสือแจกงานศพ แต่แนวคิดในการเขียนมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงปรารภไว้ใน “คำนำ” ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกว่า มองสิเออ เฟอนองค์ ปิลา (Fernand Pila) อัครราชทูตฝรั่งเศส เป็นคนชวนให้แต่ง เนื่องจากเห็นว่าประเทศสยามมีโบราณวัตถุดีงามน่าชมอยู่เป็นอันมาก แต่ชาวต่างชาติไม่ค่อยรู้จัก ถ้าพระองค์มีพระนิพนธ์อธิบายพุทธเจดีย์สยามขึ้นจะเป็นประโยชน์มาก อย่างน้อยก็จะช่วยเผยแพร่ให้คนทั้งหลายได้รู้เห็นความรุ่งเรืองของประเทศสยามที่มีมายาวนาน
ในฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก ต้นฉบับถูกเขียนขึ้นอย่างรีบเร่งเพื่อให้ทันงานศพ ซึ่งทำให้มีเนื้อหาบางส่วนไม่เป็นที่พอใจของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ดังที่พระองค์ทรงกล่าวไว้ในหนังสือว่า
“…หนังสือเรื่องนี้แต่งยากกว่าหนังสือเรื่องอื่นๆ ซึ่งข้าพเจ้าได้เคยแต่งมาโดยมาก ด้วยมีกิจที่จำต้องตรวจหนังสือต่างๆ และต้องค้นหาวัดถุที่จะทำรูปภาพมากอยู่ ทั้งตัวข้าพเจ้าเองก็เกิดชล่าใจ ด้วยไม่ทราบกำหนดซึ่งจะได้ปลงศพมารดาอยู่ช้านาน เมื่อลงมือแต่งหนังสือแล้วมีการอื่นก็ทิ้งไปทำการนั้นเสีย แต่แต่งๆ หยุดๆ มาหลายคราว ครั้นมาทราบกำหนดงารศพแน่เวลาสิมีอยู่เพียงเดือนเดียว จึงต้องรีบเร่งแต่งตอนข้างท้ายแลส่งตอนข้างต้นไปให้พิมพ์ในเวลากำลังแต่งอยู่นั้น ไม่มีโอกาศที่จะได้ตรวจตราพิจารณาให้ถ่องแท้ หนังสือที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้เห็นจะมีวิปลาศคลาดเคลื่อนอยู่มิมากก็น้อย…”
ด้วยเหตุนี้จึงมีการแก้ไขต้นฉบับขึ้นใหม่ และได้ประทานต้นฉบับให้แก่ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ เก็บรักษาไว้ ซึ่งในฉบับแก้ไขนี้ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2490 ในงานฌาปนกิจศพ นายมังกร สามเสน โดยในการพิมพ์ครั้งนี้มีการปรับชื่อหนังสือใหม่เป็น “ตำนานพุทธเจดีย์” (ตัดคำว่าสยามออกไป)
ต่อมาในปี พ.ศ.2503 มีการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้อีกครั้งในงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ซึ่งในครั้งนั้น รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัสสั่งให้ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงตรวจสอบเนื้อหาพร้อมทั้งทำเชิงอรรถเพิ่มเติมเพื่อให้เนื้อหาทันกับองค์ความรู้ที่เปลี่ยนไป พร้อมทั้งใส่ภาพประกอบใหม่ และมีการปรับชื่อใหม่อีกครั้งเป็น “ตำนานพระพุทธเจดีย์” (เติมคำว่า “พระ” เข้าไป)
ซึ่งต้นฉบับในการพิมพ์ครั้งที่ 3 นี้ได้กลายเป็นต้นฉบับหลักในการตีพิมพ์ครั้งต่อๆ มาอีกเป็นจำนวนมากจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ.2569 หนังสือเล่มนี้มีอายุครบ 100 ปีเป็นที่เรียบร้อย แม้เนื้อหาภายในไม่ถือว่าเป็น “ของแปลก” อะไรอีกต่อไปแล้ว อีกทั้งประโยชน์ในทางสืบอายุพระพุทธศาสนาก็ดูจะไม่ใช่ภาระหน้าที่หลักของหนังสือเล่มนี้อีกแล้วเช่นกัน แต่ในแง่ของอิทธิพลต่อการจัดการความรู้ของสังคม ต้องถือว่าหนังสือเล่มนี้ยังทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งและยืนอยู่ในสถานะสูงยิ่งบนยอดพีระมิดทางความรู้ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาในบทที่ 9 ที่มีการแบ่งยุคสมัยพุทธเจดีย์ในสยามประเทศออกเป็น 7 สมัย ได้แก่ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงแสน สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ซึ่งได้กลายมาเป็นกรอบแนวคิดหลักที่ส่งอิทธิพลต่อการจำแนกยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ศิลปะของไทยมาถึงปัจจุบัน
รูปธรรมที่ยืนยันชัดเจนคือ โครงการปรับปรุงการจัดแสดงหลักของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ภายในอาคารมหาสุรสิงหนาท และประพาสพิพิธภัณฑ์ ครั้งล่าสุด ที่เริ่มต้นขึ้นในราวปี พ.ศ.2555 และเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในราวกลางปี พ.ศ.2565 ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่เทคนิคการจัดแสดงที่ทั้งสวยงามและส่งเสริมศิลปวัตถุให้โดดเด่น
แต่หากพิจารณาในด้านเนื้อหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรอบวิธีคิดในการจำแนกหมวดหมู่ยุคสมัยทางศิลปะของประเทศไทย กลับมีลักษณะที่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเลยจากสิ่งที่ปรากฏในหนังสือตำนานพุทธเจดีย์สยาม แทบไม่มีการเติมเต็มประเด็นที่ขาดหายไปหรือข้อบกพร่องอย่างสำคัญต่อการมองศิลปะวัตถุและโบราณวัตถุสถานที่ปรากฏอยู่ในกรอบแนวคิดที่ได้รับการวางรากฐานมาจากหนังสือเล่มนี้เลย
ด้วยเหตุนี้ ในวาระครบรอบหนึ่งศตวรรษแห่งการตีพิมพ์ ผมจึงอยากเสนอว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่แวดวงประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีควรนำ ตำนานพุทธเจดีย์สยาม ขึ้นมาอ่านใหม่ ทบทวนใหม่ และวิพากษ์กันอย่างจริงจังอีกครั้ง

ส่วนตัวเคยอ่านหนังสือเล่มนี้มาหลายครั้งพอสมควร และมองเห็นคุณูปการมากมายของมัน แต่ขณะเดียวกันก็เห็นถึงจุดบกพร่อง ตลอดจนช่องว่างมากมายที่หนังสือเล่มนี้ได้ทิ้งเอาไว้จนกลายเป็นปัญหา ที่ไม่ใช่แค่ปัญหาในแวดวงวิชาการ แต่ได้สร้างปัญหาสำคัญในเชิงกรอบความคิดใหญ่ที่สังคมไทยใช้มองอดีตและนิยามตัวตนของตนเองผ่านหลักฐานทางศิลปะและโบราณวัตถุสถาน
คงไม่เกินไปนักหากผมจะกล่าวว่าพลังและอิทธิพลของ ตำนานพุทธเจดีย์สยาม เป็นมากกว่าหนังสือความรู้ทางวิชาการทั่วไป แต่ได้กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในการสร้างสิ่งที่ผมเรียกว่า “จินตกรรมรัฐสยามทางศิลปะ” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบครั้งแรก
จินตกรรมที่ว่านี้ ไม่ได้ทำหน้าที่แค่จัดหมวดหมู่ศิลปะ แต่มันคือกลไกที่สอดรับกับสำนึกทางประวัติศาสตร์ไทยแบบสมัยใหม่ การสถาปนาอำนาจของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเป็นหนึ่งในเสาหลักของคำอธิบายว่าด้วยความเป็นไทย (ผ่านงานศิลปะ) ของรัฐไทยจวบจนกระทั่งในปัจจุบัน
แม้ ตำนานพุทธเจดีย์สยาม มิใช่งานเขียนชิ้นแรกที่ทำหน้าที่ดังกล่าว (มีงานเขียนในทำนองนี้เกิดขึ้นมากมายอาจย้อนกลับไปได้จนถึงตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19) แต่ ตำนานพุทธเจดีย์สยาม ต่างออกไปจากงานเขียนก่อนหน้านั้น
ความพิเศษที่ว่านั้นคืออะไร?
เหตุใดหนังสือแจกงานศพจึงสามารถสถาปนาตนเองขึ้นเป็นดั่งหางเสือที่กำหนดกรอบการมองอดีตของคนไทยกระแสหลักมาได้ยาวนานถึง 100 ปี?
และเราต้องสูญเสียอะไรไปบ้างจากการที่ยังคงใช้แว่นตาของร้อยปีที่แล้วมามองศิลปะในปัจจุบัน?
บทความนี้จะขอลองย้อนกลับไปอ่านและทบทวนประเด็นเหล่านี้ทั้งหมดอีกครั้ง

