‘ความฝันในหอแดง’ วรรณกรรมการเมืองที่ไม่พูดเรื่องการเมือง (1)
คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
เมื่อต้นเดือนเมษายนนี้ ผมกับครอบครัวถือโอกาสหนีร้อนและข่าวสงครามอิสราเอลและสหรัฐถล่มอิหร่านที่ชุลมุนวุ่นวายชีวิตและความสงบของเรานัก หนทางที่หลายคนใช้ในการหลบเลี่ยงนี้คือการไปเที่ยวต่างประเทศ
เราเลือกแดนที่ไม่ไกลและคิดว่าคงคุ้นเคยได้ไม่ยากในเวลาที่ไม่นาน แล้วเราก็ร่อนลงสู่กรุงไทเปแห่งสาธารณรัฐไต้หวันหรือประเทศจีน (ที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์) ก่อนที่จะถูกโอนกลับไปให้ปักกิ่งและรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นเจ้าเหนือดินแดนเกาะอย่างมีเงื่อนไขต่อไปตามพลังการเมืองที่เปลี่ยนไปในภูมิรัฐศาสตร์ใหม่
โดยไม่คาดฝันเราใช้เวลาวันสุดท้ายด้วยการไปชมพิพิธภัณฑ์หลวงแห่งชาติกรุงไทเป ซึ่งมีของและเรื่องราวให้ชมพอสมควร
แต่เมื่อเทียบกับพิพิธภัณฑ์แห่งชาติในหลายประเทศที่มีประวัติศาสตร์เป็นเอกภาพและรักษาความต่อเนื่องไว้ได้อย่างไม่ขาดสาย พิพิธภัณฑ์ไต้หวันขาดเรื่องราวของจีนเก่าและข้าวของเก่าจำนวนมากเพราะมันอยู่ภายในผืนแผ่นดินใหญ่ของประเทศจีนที่เป็นคอมมิวนิสต์
เรื่องเล่าของไต้หวันจึงกลายไปเหมือนเป็นเสี้ยวหนึ่งของความเป็นจีนแผ่นดินใหญ่ไป
อย่างไรก็ตาม นิทรรศการอันหนึ่งที่ไต้หวันทำได้น่าสนใจยิ่งคือ “ความวิจิตรอลังการของความฝันในหอแดง” ด้วยการเสนอวัตถุและสิ่งของที่พูดถึงในโลกของนิยายเรื่องนี้ เข้าไปในยุคสมัยที่ผ่านไปแล้วและผ่านความงดงามและความเศร้าที่ไม่อาจเปรียบได้ของ “ความฝันในหอแดง”
นิทรรศการแบ่งการนำเสนอออกไปเป็นสามภาค ภาคแรกความโอ่อ่างดงามอันทรงศักดิ์ของวัฒนธรรมชนชั้นขุนนางซึ่งแสดงผ่านวัตถุมากมายโดยใช้เรื่องราวของครอบครัวตระกูลเจี๋ย
ภาคสองคือด้านแปลกใหม่ของวัตถุต่างชาติที่นิยายพรรณนา บอกถึงการเลียนแบบของต่างชาติที่ขุนนางเลียนแบบราชสำนัก
ภาคที่สามคือความฝันอันฟุ้งซ่านของตัวละครที่แนบแน่นกับวัตถุและข้าวของรอบตัว ตัวละครมีลักษณะและความหมายต่างๆ กัน ที่สำคัญคือการดำรงอยู่ของชีวิตที่สั้นแต่โดดเด่นของเหล่าสตรี ชีวิตที่กระตุ้นความเห็นอกเห็นใจและความเศร้าสลดในชีวิตของพวกเขา
สุดท้ายนิทรรศการตอกย้ำว่าการพินิจ “ความฝันในหอแดง” ไม่อาจทำได้โดยปราศจากเรื่องของความรัก ไม่ว่าจะเป็นของครอบครัวหรือรักโรแมนติก ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเพื่อนหรือระหว่างขุนนางกับบ่าวไพร่บริวาร
ความรักเหล่านั้นก่อเกิดและเกี่ยวพันโยงใยอยู่ภายในปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ที่ถักทออารมณ์รู้สึกด้านลึกผ่าน “วัตถุและสิ่งของ” สร้างภาพลักษณ์อันแจ่มชัดขึ้นที่ทำให้ “ความฝันในหอแดง” จับต้องได้

จําได้ว่าเมื่อคนรุ่นเราเริ่มอ่านวรรณกรรมในฐานะของสื่อความหมายทางการเมือง ไม่ใช่เพียงแค่นิยายประโลมโลกย์ถ่ายเดียว
เมื่อมาถึงประวัติศาสตร์และการเมืองจีน งานเขียนที่เรียกรวมๆ ว่าวรรณกรรมที่แสดงบทบาทในการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองของคนจีนรุ่นใหม่มีหลายเล่ม บางเล่มเคยแปลเป็นภาษาไทยมาก่อน เช่น ซ้องกั๋งหรือตำนานเขาเหลียงซาน และสามก๊ก
ซึ่งเล่มแรกนี้เล่าว่าเป็นนิยายโปรดของเหมา เจ๋อตุง สมัยที่ยังเป็นหนุ่ม
เล่มที่มีการเอ่ยถึงอย่างสำคัญคืองานเขียนของหลู่ซิ่นที่มีการแปลออกมาหลายเรื่องโดยอดีตซ้ายรุ่นแรก เช่น “ประวัติจริงของอา Q”
ระหว่างนั้นมีการเอ่ยถึงเล่มหนึ่งซึ่งน้ำเสียงก็สำคัญแต่ไม่มีรายละเอียดมากนักคือ “ความฝันในหอแดง”
เราได้ฟังทำนองว่าเป็นนิยายที่เล่าเรื่องประโลมโลกย์ ไม่มีการเมืองอะไรมากนัก แต่ใช้ได้สำหรับการวิพากษ์ระบบศักดินาจีนที่ต่อมาเสื่อมโทรมกระทั่งถูกทำลายโดยการปฏิวัติของพรรคก๊กมินตั๋ง
ผมจึงชะลอการอ่านเล่มนี้ไป คิดว่าหากมีโอกาสว่างในอนาคต คงจะได้อ่านก็ยังไม่สายเกินไป
วันนั้นในที่สุดก็มาถึงหลังกลับจากการเยี่ยมชมนิทรรศการอลังการของความฝันในหอแดงในกรุงไทเป ผมรีบค้นหาต้นฉบับพากย์ไทยที่เคยได้รับมาจากสหายเก่าร่วมสำนักเหลืองแดงท่าพระจันทร์ ที่ได้แปลนวนิยายมหากาพย์นี้จบทั้งเล่ม เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ยิ่ง ด้วยความยาวและซับซ้อนซ่อนเงื่อนของเนื้อเรื่องอย่างยอดเยี่ยม
ผู้แปลคือ “จรัสชัย เชี่ยวยุทธ” หรือที่เพื่อนๆ รู้จักในนาม อรรถวิบูล ศรีสุวรนันท์ ซึ่งมีหลายบทบาท ซึ่งผู้แปลต้องการให้ผู้อ่านสนใจเฉพาะ ‘จรัสชัย’ และสำนวนการแปลของคนคนนี้เท่านั้น ต้องชื่นชมว่าเป็นงานแปลที่คลาสสิคและถูกต้องตามหลักวิชามากที่สุด โดยเฉพาะการทำให้ภาษาจีนกลายเป็นภาษาไทยได้อย่างตรงตามต้นฉบับที่สุด
ใครที่ยังไม่ได้อ่าน ผมแนะนำผู้สนใจวรรณกรรมและประวัติศาสตร์จีนด้วยใจจริงว่าต้องอ่านให้ได้ โดยเฉพาะฉบับแปลไทยนี้ที่จะเป็นฐานในการศึกษาการแปลไปอีกนาน
ยิ่งกว่านั้นผู้แปลยังยินดีมอบให้อ่านฟรีผ่านระบบออนไลน์ด้วยตามนี้ – Hongloumeng – A Dream of Red Mansions
นวนิยายเรื่องนี้มีความยาว 120 ตอน โดยที่ผู้ประพันธ์คนแรกคือเฉา เฉวี่ยฉิน (1715-1763) เขียนเสร็จ 80 ตอน มีอายุอยู่ในรัชสมัยจักรพรรดิหย่งเจิ้ง ตระกูลเฉาเป็นขุนนางรับใช้ราชวงศ์มายาวนานจนมีฐานะร่ำรวยทรัพย์สินและที่ดินคฤหาสน์ใหญ่โตพร้อมเมียน้อย เมียเก็บ และบ่าวไพร่นับร้อยๆ
กระทั่งมาถึงปลายรัชสมัยจักรพรรดิที่ตระกูลเฉาตกต่ำไม่เป็นที่โปรดปรานอีกต่อไป จนในที่สุดทรัพย์สินและคฤหาสน์ถูกยึด กลายเป็นคนยากจนสิ้นไร้ไม้ตอกไป
ผู้เขียนคือเฉา เฉวี่ยฉิน มีชีวิตในช่วงตระกูลตกต่ำ เขาจึงซาบซึ้งในความไม่ยุติธรรม ในการกดขี่และเบียดเบียนราษฎรของพวกขุนนางและบริวารอันธพาลทั้งหลายที่ใช้กฎหมู่กับราษฎร
มหากาพย์นวนิยายแบบเพ้อฝันที่มีหลายชื่อ นับจากชื่อแรกว่า “ตำนานของก้อนศิลา” มาถึง “บันทึกของหลวงจีนผู้ยังข้องแวะในบ่วงกาม” จนสุดท้ายกลายมาเป็น “ความฝันในหอแดง”
จึงเป็นบันทึกภาคสนามของนักประพันธ์ที่เหมือนนักมานุษยวิทยา ในการลำดับเรียบเรียงความเป็นมาของการเกิด เติบใหญ่และเสื่อมสลายของตระกูลขุนนาง อย่างเป็นภววิสัย
ผ่านการแสดงออกที่เป็นรูปธรรมของตัวละครเอกและรองไปถึงพวกฝุ่นละอองใต้ตีนทั้งหลาย ทั้งจากการพูด อากัปกิริยาท่าทาง ไปถึงกลิ่น รสชาติ
แน่นอนที่ขาดไม่ได้คืออารมณ์ความรู้สึกภายในที่ไม่ตรงกับการแสดงภายนอกเลย
ท้ายสุดที่เป็นไคลแมกซ์ของเรื่องคือความรักที่แยกไม่ออกระหว่างความใคร่ที่เป็นความต้องการดิบทางกายกับการปลดปล่อยอารมณ์จินตนาการไปสู่โลกว่างเปล่าที่ไม่อาจจับต้องได้
สิ่งสะดุดใจอันแรกหลังจากอ่านบทแรกๆ คือมรรควิธีในการเริ่มเรื่องที่ไม่เหมือนนิยายหรือวรรณกรรมคลาสสิคทั้งหลาย
นั่นคือกำเนิดของเรื่องราวที่จะมาเป็นนวนิยายนี้ที่ให้น้ำหนักความสำคัญแก่ปรัชญาเบื้องหลังการเล่าเรื่อง
ความจริงมีมหากาพย์อีกเรื่องที่กำเนิดคล้ายกันคือ “มหาภารตะ” ของอินเดียที่ฤษีวยาสหลังจากรจนามหากาพย์มหาภารตะได้สำเร็จ ต้องการจะบันทึกเป็นลายลักษณ์เพื่อให้ศิษย์ได้ศึกษา ในที่สุดได้พระคเณศผู้เป็นเทพแห่งปัญญามาช่วยบันทึก โดยมีเงื่อนไขว่าเมื่อลงมือลิขิตแล้วฤษีจะหยุดคำบอกไม่ได้ หากจะต้องร่ายโศลกคำบอกให้ติดต่อกันไปจนจบเรื่อง ฤษีวยาสตอบตกลง แต่ขอร้องว่า “อันใดที่พระคเณศลิขิตลงไป อันนั้นพระคเณศเองจะต้องเข้าใจเสียก่อน มิฉะนั้นอาจจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้” (กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย 2552)
ส่วนของจีนนั่นคือการให้หลวงจีนถือพุทธที่เปลี่ยนมาจากนักพรตเต๋า ซึ่งเรียกตัวเองว่า “หลวงจีนผู้ยังข้องแวะในบ่วงกาม” กับนักพรตเต๋าที่มีรูปร่างกิริยาแบบหัวโป้งตีนอีกรูปนั่งเล่าเรื่องความเป็นมาของก้อนศิลาที่สวยใสแวววาวราวแก้วกระจกที่พลาดจากการได้ขึ้นสวรรค์ในการรับใช้พระแม่เจ้าหนี่วา แต่พระนางทรงนำหินใสห้าสีที่ว่ามาใช้ซ่อมหลังคาสวรรค์เพียงแค่สามหมื่นหกพันห้าร้อยก้อนเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกก้อนหนึ่งพระนางทรงโยนมันทิ้งไว้ที่ตีน นั่นคือกำเนิดของหินก้อนนั้น
แต่แทนที่สองนักบวชจะเน้นที่ความจริงของเรื่อง พวกเขากลับวิสาสะกันถึงความขัดแย้งในความจริง
เริ่มที่ “หินศิลาที่ดูสดใสเหมือนจะมีค่า แต่ยังหาราคาที่แท้ไม่ได้ อาตมาจึงสลักอักษรให้ที่ตัวหินเผื่อใครมาเห็นเข้าก็จะคิดว่านี่เป็นหินวิเศษ จากนั้นจะพาเจ้าหินนี้ไปยังโลกโลกแห่งความฟุ้งเฟื่องเรืองวิไล ให้ไปอยู่กับตระกูลขุนนางชั้นผู้ใหญ่ผู้ดีมีวัฒนธรรมตระกูลหนึ่ง คฤหาสน์หลังนั้นเป็นสถานที่ที่ดอกไม้เบ่งบาน หมู่หลิวตระการตา เต็มไปด้วยห้องหอเวียงวังแห่งความหรูหราที่เจ้าจะอยู่อาศัยได้อย่างสะดวกสบาย” (จรัสชัย เชี่ยวยุทธ แปล)
ก้อนหินนั้นจารึกคำว่า “หยกแห่งญาณสมาธิ” จากนั้นศิลาหยกก้อนนั้นก็เข้าสู่ “ดินแดนมายาแห่งความว่างเปล่าที่กว้างใหญ่”) เหนือซุ้มประตูทางเข้ามีคำกลอนเขียนเอาไว้ที่ต้นเสาขนาบข้างทั้งสองความว่า
หากเท็จ (เจี๋ย ?) มาจากจริง (เจิ๊น ?) จริงก็กลายเป็นเท็จ
ก็เช่นเดียวกัน เมื่อสิ่งที่ไม่มีอยู่แสร้งว่าตัวมีอยู่ ตัวที่มีอยู่ก็จะกลายเป็นสิ่งไม่มีอยู่
(When falsehood stands for truth, truth likewise becomes false,
Where naught be made to aught, aught changes into naught.)
นั่นคือบทนำหรือกล่าวนำของมหากาพย์ “ความฝันในหอแดง” ที่ตั้งโจทย์และให้วิธีวิทยาในการศึกษา (อ่าน) แก่ผู้คนอย่างอลังการ จะว่าเป็นการเมืองก็ได้ หรือเป็นลัทธิความเชื่อที่ผสมพุทธ ขงจื๊อ เต๋า และตำนานต่างๆ ก็ได้ เพราะมันแตะไปที่วิญญาณของเรื่องทั้งหมดอย่างปราศจากเครื่องปิดบังอำพรางที่วรรณกรรมทั่วไปนำมาใช้ในการรจนาเพื่อไปบรรลุจุดหมายที่มีอยู่ก่อนแล้วของคุณค่าทางสังคมและการเมืองขณะนั้น
สุดท้ายคือชื่อเรื่อง “ความฝันในหอแดง” ผู้แปลให้อรรถาธิบายอย่างลึกซึ้งชัดเจนว่า ความฝันในนวนิยายนี้คือ “มายา” ในคติพุทธนั่นเอง ส่วนคำว่า ‘ฝุ่นธุลีแดง’ หรือ หงเฉิน ?? แดง, เริงรมย์และฝุ่น อันหมายถึงโลกของมนุษย์ผู้ไม่อมร โลกที่แปดเปื้อนสกปรกโสมมด้วยฝุ่นผง เต็มไปด้วยมายาภาพและโลกียวิสัย…เหนือสิ่งอื่นใดท่านผู้ประพันธ์กำลังเปรียบนิยายเรื่องนี้ของตัวเป็น ‘นิยายประโลมโลกย์’ นั่นเอง
ท้ายสุด สิ่งที่นวนิยายนี้ไม่พูดถึงโดยตรงเลยคือการเมือง
ทว่า มันกลับไปแสดงออกที่กลวิธีในการเขียนของเฉา เฉวี่ยฉิน ซึ่งเต็มไปด้วยรหัสยนัยเพื่อหลบเลี่ยงจากการเซ็นเซอร์และจับกุมของทางการสมัยนั้นที่ไม่อาจรับได้กับการวิพากษ์และแพร่หลายของความคิดใหม่ที่ต่อต้านความคิดจารีตประเพณีเก่าที่ในที่สุดนำไปสู่การปะทุขึ้นของการก่อความไม่สงบกระทั่งการกบฏโดยพวกข้าละอองพระบาททั้งหลาย (ยังมีต่อ)
อ้างอิง
กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย แปลและเรียบเรียง. 2552. มหาภารตยุทธ กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ศยาม.
จรัสชัย เชี่ยวยุทธ แปล. 2557. Hongloumeng – A Dream of Red Mansions
