วิรัตน์ แสงทองคำ | https://viratts.com
ว่าด้วยเบื้องหลัง-เบื้องหน้า ในความพยายามก่อเกิดอุตสาหกรรมอุดมคติในสังคมไทย
อันเนื่องมาจากแรงบันดาลใจขับเคลื่อนโดยผู้นำสังคมไทยหลังยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทั้งนี้ บริษัทปูนซิเมนต์ไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้บุกเบิกอย่างแท้จริง
“หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยได้ไม่นาน นักวางแผนเศรษฐกิจได้ลงความเห็นว่า การที่จะพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองได้นั้น ประเทศของเราจะต้องก้าวเข้าสู่กิจการอุตสาหกรรม และในความนึกคิดของนักวางแผนเห็นว่า ในการเข้าสู่กิจการอุตสาหกรรมจะต้องมีการผลิตเหล็กขึ้นในประเทศ”
วิชา เศรษฐบุตร อธิบดีกรมโลหกิจ (ต่อมาคือ กรมทรัพยากรธรณี) 2498-2514 อดีตกรรมการบริษัท เหล็กสยาม จำกัด และกรรมการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (2498-2517) กล่าวไว้ในบท “จารึกในความทรงจำ” เรื่อง “เคียงคู่ไปกับทรัพยากร” ในหนังสือครบรอบ 70 ปี..ปูนซิเมนต์ไทย 2456-2526
ภาพกว้างในมุมมองข้างต้น สะท้อนบริบทสัมพันธ์กับทิศทาง กระแส และอิทธิพลระดับโลก ด้วยปรากฏการณ์อ้างอิง ด้วยภาพใหญ่อุตสาหกรรมเหล็ก ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในกระบวนการพัฒนาอย่างแข็งขันในโลกตะวันตก ทั้งในอังกฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และประเทศสำคัญในยุโรป ขยายวงมาถึงโลกตะวันออกอย่างญี่ปุ่นด้วย จับภาพตั้งแต่ยุคขยายอิทธิพลของจักรพรรดิ (คศ1900-1945) จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แม้พ่ายแพ้สงคราม แต่ญี่ปุ่นก็มุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวข้องอย่างจริงจังกับอุตสาหกรรมเหล็ก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต่อเรือและรถยนต์
จนญี่ปุ่นกลายเป็นผู้ผลิตเหล็กเป็นอันดับสามของโลกในราวปี 2510
ว่าด้วยมิติของสังคมไทย ภาพใหญ่ยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อาจถือเป็นจุดเริ่มต้นแนวคิดแนวทางการพัฒนาสังคมไทยสู่สังคมสมัยใหม่อีกระดับหนึ่ง
ดัชนีหนึ่งสะท้อนถึงความพยายามอย่างเต็มกำลังเพื่อสร้างอุตสาหกรรมเหล็กขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย
ว่าไปแล้ว มีเพียงบริษัทปูนซิเมนต์ไทยเท่านั้นที่มีศักยภาพในการแบกรับภารกิจบุกเบิกสำคัญนี้ ในฐานะอุตสาหกรรมแห่งแรกของไทย อยู่ภายใต้การบริหารของทีมชาวเดนมาร์ก นับเป็นกิจการมีระบบการจัดการ ระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพ และมีบุคลากรที่มีประสบการณ์และความสามารถ
ทั้งนี้ รัฐบาลในเวลานั้นให้การสนับสนุนเต็มที่ ให้ทีมงานจากกองทัพเรือมาร่วมงานด้วยกับบริษัทปูนซิเมนต์ไทยในโครงการอุตสาหกรรมเหล็กเริ่มแรก แต่ไม่อาจมีบทสรุปที่ควรได้
ในที่สุด ปูนซิเมนต์ไทยจึงต้องดำเนินการตามลำพัง โดยทีมงานจากกองทัพเรือบางส่วนตัดสินใจมาร่วมงานกับบริษัทปูนซิเมนต์ไทยต่อไป
ขณะแผนการโรงงานท่าหลวงได้ “ไฟเขียว” ดำเนินไปอย่างดีนั้น อุตสาหกรรมเหล็กค่อยๆ ก่อร่างขึ้น ดูเป็นเส้นทางที่จริงจังอย่างมาก
เป็นไปได้ว่า จากการตอบสนองแผนการอุตสาหกรรมเหล็กของรัฐ ส่งผลให้อำนาจต่อรองของบริษัทปูนซิเมนต์ไทยในเรื่องสำคัญๆ มีมากขึ้น
โดยเฉพาะกรณีหนึ่ง แผนการบริษัทไทยนิยมพาณิชย์ แต่เดิมจะเข้าควบคุมการค้าปูนซีเมนต์ทั่วประเทศแต่เพียงผู้เดียวนั้น ในที่สุด เป็นไปได้ว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เชื่อกันว่า ผู้จัดการชาวเดนมาร์ก (Friis Jespersen) และ F.L. Smidth ผู้อยู่เบื้องหลังในการขับเคลื่อนแผนการใหญ่ มีแนวความคิดสอดคล้องกันกับนักวางแผนเศรษฐกิจของคณะราษฎร ผู้จัดการชาวเดนมาร์กเองมีภูมิหลังเป็นวิศวกร ผู้มองภาพอุตสาหกรรมอย่างยิ่งใหญ่
ส่วน F.L. Smidth ในเวลานั้น ได้ขยายกิจการจากความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีผลิตปูนซีเมนต์เข้าสู่อุตสาหกรรมเหล็กด้วย
มีบริษัทหนึ่ง – Varde Steel Works Ltd. มาเป็นบริษัทที่ปรึกษาโครงการผลิตเหล็กของบริษัทปูนซิเมนต์ไทยตั้งแต่แรก ถือได้ว่าเป็นกิจการซึ่ง F.L. Smidth เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วย
จากข้อมูลที่เปิดเผย (ปูนซิเมนต์ไทย 2456-2526 อ้างถึงข้างต้น) ซึ่งนำเสนอลำดับเหตุการณ์อุตสาหกรรมเหล็กไว้ท้ายเล่มอย่างเป็นระบบ
“2485 บริษัทปูนซิเมนต์ไทยทำความตกลงกับรัฐบาล ว่าด้วยเรื่องการทำเหมืองแร่เหล็ก การถลุงเหล็ก การผลิตเหล็กกล้า และได้รับประทานบัตรทำเหมืองแร่เหล็กที่จังหวัดลพบุรีและจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมกับสร้างเตาถลุงทดลองขนาดเล็กกำลังผลิตเตาละ 3 ตันที่โรงงานบางซื่อ 1 เตา ที่โรงงานท่าหลวง 1 เตา เป็นการเริ่มต้นอุตสาหกรรมเหล็กครั้งแรกในประเทศไทย”
ในช่วงต้นนั้น มีเรื่องเล่าจากผู้เกี่ยวข้องได้ขยายมิติอย่างน่าสนใจ
“แม้แร่เหล็กที่ใช้ถลุงจะมีคุณภาพดี แต่ผลผลิตที่ได้จากการถลุงยังมีคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร เพราะไม่มีถ่านโค้กซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่เหมาะที่สุดในยุคนั้น บริษัทจึงได้ทดลองถลุงเหล็กโดยใช้เตาหลอมขนาดเล็กและใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิงตามวิธีที่ทำในประเทศสวีเดน …ประเทศไทยยังขาดเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการผลิตเหล็กคุณภาพสูงอยู่มาก… แต่เรื่องการถลุงเหล็กก็ต้องมาชะงักลงเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง” วิชา เศรษฐบุตร กล่าวอีกตอน (อ้างแล้ว) ข้อความตอนท้ายๆ สอดคล้องกับลำดับเหตุการณ์ (อ้างแล้ว) อีกช่วงหนึ่ง
“2487 เตาถลุงที่โรงงานบางซื่อระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเหลือเตาถลุงที่โรงงานท่าหลวงเพียงแห่งเดียว”
เท่าที่ปรากฏในเอกสารทางการอีกฉบับหนึ่ง (หนังสือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด 2500 (1957)) ปูนซิเมนต์ไทยเริ่มผลิตเหล็กอย่างจริงจังได้หลังสงครามโลกครั้งที่สองหลายปี (ปี 2499) มีผลิตภัณฑ์ ที่เรียกว่า เหล็กถลุงและเหล็กเหนียว รวมทั้งตะปูและเหล็ก
เกี่ยวกับกรณีพัฒนาการการผลิตตะปู แม้ดูเป็นเรื่องเล็ก แต่บางมิติได้สะท้อนวิวัฒนาการด้วยเรื่องเล่าหนึ่งถึงอุปสรรคบางด้าน นอกจากระบุว่า “…เป็นกรรมวิธีในการผลิตที่ยุ่งยากมาก” (อ้างจากบทความเรื่อง “บนเส้นทางแห่งการพัฒนา” (ในหนังสือ ปูนซิเมนต์ไทย 2456-2526 ) โดย กนก พงศ์พิพัฒน์ อดีตผู้บริหารกิจการเหล็กของปูนซิเมนต์ไทย ผู้มีบทบาทยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ
“…คู่แข่งขันนำลวดเหล็กสำหรับทำตะปูเข้ามาจากญี่ปุ่นซึ่งมีขนาดตามที่ต้องการโดยไม่ต้องนำมารีดอีก เราก็รู้ทันทีว่าไม่มีทางจะแข่งขันกับเขาได้ จึงปิดโรงงานแล้วก็ขายเครื่องจักรไป”
จากยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง ต่อเนื่องมาถึงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สู่ยุคใหม่ มุ่งให้เอกชนมีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น บริษัทเหล็กสยาม บริษัทสำคัญในเครือซิเมนต์ไทย ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ (ปี 2508) โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากกฎหมายส่งเสริมการลงทุนฉบับแรกของไทย ในยุคอิทธิพลอเมริกา เป็นความต่อเนื่องจากยุคผู้จัดการชาวเดนมาร์กถึง 2 คน จนถึงผู้จัดการคนไทย ตั้งแต่คนแรก – บุญมา วงศ์สวรรค์ ผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการคนแรกของบริษัทเหล็กสยาม
ที่สำคัญ เมื่อมาถึงยุคสมหมาย ฮุนตระกูล (ผู้จัดการใหญ่ 2519-2523) ผู้มีบทบาทสำคัญ เชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจใหญ่แห่งญี่ปุ่น เป็นสายสัมพันธ์อันมั่นคงและยาวนานถึงปัจจุบัน
“กิจการเหล็กหล่อของบริษัทเหล็กสยาม เพราะในขณะนั้นการดำเนินงานของกิจการเหล็กหล่อประสบกับการขาดทุนเป็นอย่างมากและเป็นเวลานาน พลอยทำให้ผลกำไรซึ่งพอจะได้จากกิจการอื่นๆ ในเครือฯ ต้องตกต่ำลงไปด้วย…”
เขาได้กล่าวถึงอุตสาหกรรมเหล็กไว้อย่างเจาะจง (ในหนังสือ ปูนซิเมนต์ไทย 2456-2526) แล้วมีสรุปสู่แนวทางใหม่ “เราจึงเริ่มต้นการผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่ของรถยนต์”
จากนั้นมาอีกราวทศวรรษเดียว ภาพต่อยอดอุตสาหกรรมเหล็กดูยิ่งใหญ่ เครือซิเมนต์ไทยก้าวไปไกลกับเครือข่ายธุรกิจชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์
แต่ในที่สุด ได้ปิดฉากลงอย่างหักมุม เมื่อเผชิญวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540
