ชนวน “กบฏแมนฮัตตัน” และความล้มเหลว ทั้งที่สามารถคุมตัว ‘จอมพล’ ป.’ ได้แล้ว
หมายเหตุ : ส่วนหนึ่งในบทความชุด “ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร” โดยพล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
“กบฏแมนฮัตตัน” เมื่อ พ.ศ.2494 อาจถือเป็น “ภาคต่อ” ของ “กบฏวังหลวง” ที่มิได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างกองทัพบกกับกองทัพเรือเท่านั้น แต่มีความเชื่อมโยงไปถึงการต่อสู้อันยาวนานระหว่างฝ่าย “อำนาจเก่า” กับ “คณะราษฎร” และตัวบุคคลคือ นายปรีดี พนมยงค์
แม้อดีตคณะราษฎรสายพลเรือนและอดีตเสรีไทยจะถูกทำลายลงอย่างเบ็ดเสร็จไปแล้วหลังการกวาดล้างใหญ่เมื่อสิ้นสุดกบฏวังหลวง นายปรีดี พนมยงค์ ลี้ภัยไปต่างประเทศและหมดบทบาทอย่างสิ้นเชิง
แต่ทหารเรือที่ถูกมองอย่างหวาดระแวงมาโดยตลอดว่าเป็นปฏิปักษ์กับทหารบกยังดำรงอยู่
และหลวงสินธุสงครามชัยก็ยังคงเหนียวแน่นในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ
ความร้าวฉาน
ความร้าวฉานระหว่างกองทัพบกกับกองทัพเรือเกี่ยวข้องแยกไม่ออกกับปัญหาผู้นำ 3 ท่าน
ได้แก่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายปรีดี พนมยงค์ และหลวงสินธุสงครามชัย ซึ่งปรากฏขึ้นบ่อยครั้งหลังจอมพล ป.พิบูลสงคราม ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปลายปี พ.ศ.2481
ความร้าวฉานต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษจนถึงเหตุการณ์กบฏวังหลวงเมื่อ พ.ศ.2492
มีลำดับความเป็นมาดังนี้
ความไม่พอใจครั้งที่ 1
: จอมพล ป.พิบูลสงคราม ลาออก
เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2486 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อผู้สำเร็จราชการโดยมิได้มีเจตนาจะลาออกจริงเพราะเชื่อว่าคณะผู้สำเร็จราชการที่มีพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา เป็นประธานจะไม่อนุมัติ
แต่ผลกลับออกมาในทางตรงข้าม สร้างความไม่พึงพอใจต่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นอันมาก
พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาทรงเกรงความปลอดภัยจึงเสด็จไปประทับอยู่กับนายปรีดี พนมยงค์ ที่ทำเนียบผู้สำเร็จราชการ ท่าช้าง ซึ่งได้แจ้งไปยังกองทัพเรือขอความอารักขา กองทัพเรือที่มีหลวงสินธุสงครามชัยเป็นผู้บัญชาการจึงส่งเรือยามฝั่งในบังคับบัญชาของเรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวช มารักษาเหตุการณ์
เป็นเหตุให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม ไม่พอใจทั้งนายปรีดี พนมยงค์ และหลวงสินธุสงครามชัย
ความไม่พอใจครั้งที่ 2
: ความหวาดระแวงจากเหตุการณ์ในอิตาลี
ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 นายปรีดี พนมยงค์ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ภายในประเทศอิตาลีซึ่งรัฐบาลส่งตัวมุสโสลินีให้ฝ่ายสัมพันธมิตร
เมื่อล่วงรู้ไปถึงจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็สั่งให้สอบสวนทันที โดยมองว่ากำลังคิดกระทำในทำนองเดียวกันในประเทศไทย
โดยระแวงสงสัยทั้งต่อนายปรีดี พนมยงค์ หลวงอดุลเดชจรัส และหลวงสินธุสงครามชัย
แต่เหตุการณ์สงบลงเมื่อปราฏชัดว่ามิได้มีความพยายามใดๆ ในลักษณะนั้นจึงสามารถปรับความเข้าใจกันได้
ความไม่พอใจครั้งที่ 3
: กองทัพเรือกับรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์
กลางปี พ.ศ.2487 โดยการวางแผนของนายปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป.พิบูลสงคราม พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายควง อภัยวงศ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน หลวงสินธุสงครามชัยก็ได้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแทน จอมพล ป.พิบูลสงครามทันที
รวมทั้งยังมีนายทหารเรืออีก 4 ท่านได้เข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีด้วย คือ น.อ.ผัน นาวาวิจิต (หลวงนาวาวิจิตร) น.อ.บุง ศุภชลาศัย (หลวงศุภชลาศัย) น.อ.ทหาร ขำหิรัญ และ น.อ.ชลิต กุลกำม์ธร จากนั้นเป็นต้นมา รัฐบาลฝ่ายพลเรือนกับทหารเรือต่างก็พึ่งพาอาศัยกันมาโดยตลอด
ยิ่งสร้างความไม่พึงพอใจแก่จอมพล ป.พิบูลสงคราม มากยิ่งขึ้นไปอีก
ความไม่พอใจครั้งที่ 4
: รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน
การรัฐประหารเมื่อพฤศจิกายน พ.ศ.2490 ทหารบกร่วมมือกับฝ่ายอำนาจเก่าโดยมิได้ชักชวนทหารเรือให้เข้าร่วม สะท้อนความไม่ไว้วางใจของทหารบกต่อทหารเรือ
และยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีกเมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในฐานะผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทยมีหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารเรือให้ส่งตัวนายปรีดี พนมยงค์ แก่คณะรัฐประหาร แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ
และยังได้รับความช่วยเหลือจากนายทหารเรือบางท่านจนนายปรีดี พนมยงค์ สามารถหลบหนีไปต่างประเทศได้สำเร็จ
ทหารบกจึงยิ่งเพิ่มหวาดระแวงทหารเรือมากยิ่งขึ้น
ความไม่พอใจครั้งที่ 5
: กบฏเสนาธิการ
ในเหตุการณ์กบฏเสนาธิการซึ่งแม้ไม่มีนายทหารเรือเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่กองทัพเรือก็ถูกหวาดระแวงจากกองทัพบก
มีบันทึกว่า ฝ่ายทหารเรือได้เปิดประชุมด่วน พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ ผู้บัญชาการหน่วยนาวิกโยธินซึ่งถูกสงสัยว่าร่วมมือกับนายปรีดี พนมยงค์ ได้มอบหมายให้ น.ท.ประดิษฐ์ พูนเกษ เป็นตัวแทนเข้าชี้แจงแก่คณะรัฐบาลของคณะประหารว่าไม่เกี่ยวข้อง และไม่ต้องการเป็นเครื่องมือทางการเมืองของทุกฝ่าย
รวมทั้งรับรองว่าไม่มีนายปรีดี พนมยงค์ อยู่ในเขตพื้นที่กองทัพเรือแต่อย่างใด
ความไม่พอใจครั้งที่ 6
: กบฏวังหลวง
หลังเหตุการณ์กบฏวังหลวงยุติลง กองทัพบกและกองทัพเรือก็คุมเชิงกันโดยตลอด “เมื่อข้าพเจ้าจี้จอมพล” ของ มนัส จารุภา บันทึกว่า กองเรือรบซึ่งเป็นหน่วยกำลังรบหลักของกองทัพเรือเตรียมพร้อมในที่ตั้งบ่อยครั้ง มีการจัดตั้ง “หมู่รบ” แล้วทำการฝีกซ้อมทำการรบบนบกอย่างต่อเนื่อง
ในเวลากลางคืนก็จัดตั้งเครื่องกีดขวางเส้นทางเข้าสู่กองเรือรบในทุกเส้นทาง มีการตั้งด่านตรวจค้นอาวุธผู้ต้องสงสัย ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำการตรวจพื้นที่อยู่เสมอ
นอกจากนั้น การที่หลวงสินธุสงครามชัย ผู้บัญชาการทหารเรือซึ่งยึดมั่นในแนวทาง “ทหารอาชีพ” อย่างเคร่งครัด จึงมักสงวนท่าทีและระมัดระวังในการปฏิบัตินโยบายที่กำหนดจากรัฐบาล โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเมืองอยู่เสมอ
จึงยิ่งเพิ่มความไม่พึงพอใจจากรัฐบาลและคณะรัฐประหารมากขึ้นไปอีก
“คณะกู้ชาติ”
น.อ.อานนท์ ปุณฑริกาภา ผู้บังคับหมู่รบที่กองทัพเรือจัดตั้งเป็นพิเศษหลังกบฏวังหลวง มี น.ต.มนัส จารุภา เป็นผู้ช่วย ซึ่งมีความตื่นตัวทางการเมือง มีความใกล้ชิดกันเป็นอย่างยิ่ง และได้ปรึกษาหารือกันอยู่เสมอตามประสาทหารหนุ่มถึงความเหลวแหลกของคณะรัฐประหาร และการคุมเชิงกันระหว่างกองทัพบกกับกองทัพเรือ จนเกิดความเห็นตรงกันว่าน่าจะต้องปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แตกหักลงไป
นอกจากนั้น ทั้งสองยังได้คลุกคลีใกล้ชิดกับนายทหารเรือหนุ่มๆ หลายคนที่ต้องมาอยู่เวรรักษาการณ์ในกองรบร่วมกันทำให้มีโอกาสพบปะพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์พฤติการณ์อันเหลวแหลกของคณะรัฐประหารอยู่เสมอ ประกอบกับความเบื่อหน่ายต่อการเตรียมพร้อมคาราคาซัง จึงอยากให้แตกหักลงไปอย่างเด็ดขาดเช่นกัน ซึ่งทหารเรือหนุ่มเหล่านี้เชื่อว่าไม่เกินกำลังของกองทัพเรือ เพราะยังคงเชื่อมั่นในความสามัคคีรักหมู่คณะและความสามารถในฝีมือรบซึ่งได้แสดงให้เห็นมาแล้วระหว่างกบฏวังหลวง แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้เพราะยังไม่มีการรวมตัวกันอย่างชัดเจน
ที่ผ่านมาก็เป็นเพียงการ “จับกลุ่ม” วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเท่านั้น จนในที่สุดก็นำไปสู่ความคิดตรงกันว่าจะต้องผนึกกำลังกันอย่างจริงจังเพื่อโค่นล้มรัฐบาล
หลังจากนั้นก็นำเรื่องไปหารือกับ พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ อดีตผู้นำทหารเรือครั้งกบฏวังหลวงซึ่งอยู่ระหว่างหลบซ่อนตัวลี้ภัยการเมือง ก็ได้รับความเห็นชอบและตกลงจะรับหน้าที่เป็นหัวหน้าโดยตกลงเรียกชื่อคณะผู้ก่อการครั้งนี้ว่า “คณะกู้ชาติ”
น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้ง น.อ.อานนท์ ปุณฑริกาภา และ น.ต.มนัส จารุภา มิได้นำความไปปรึกษากับผู้นำสูงสุด-ผู้บัญชาการทหารเรือ หลวงสินธุสงครามชัย แต่อย่างใด
ยังเติร์กทหารเรือ
นิยม สุขรองแพ่ง อดีตทหารเรือร่วมสมัยเหตุการณ์นี้ สรุปทัศนะของผู้นำคณะกู้ชาติที่มีต่อผู้บัญชาการทหารเรือไว้ใน “ทหารเรือกบฏแมนฮัตตัน” ว่า นายทหารหนุ่มเหล่านี้เห็นว่าหลวงสินธุสงครามชัย ผู้บัญชาการทหารเรือนั้นผูกขาดอำนาจสิทธิ์ขาดไว้แต่เพียงผู้เดียว ไม่ยอมกระจายอำนาจบริหารสู่ผู้บังคับบัญชาระดับรองลงมาเพราะไม่เชื่อว่าจะมีความสามารถพอ
การสั่งงานและการบังคับบัญชาจึงรวมศูนย์อยู่ที่ผู้บัญชาการทหารเรือแต่เพียงผู้เดียว ทำให้การงานต่างๆ ล่าช้า ไม่เป็นที่พอใจของทหารเรือทั่วไป
ขณะที่นายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ก็เป็นคนหัวเก่า ขาดความคิดริเริ่ม
สมาชิกคณะกู้ชาติเห็นว่า การที่กองทัพเรือไม่เจริญเท่าที่ควรก็เพราะว่ามีพวกหัวเก่าบริหารงานอยู่เป็นจำนวนมาก เคยทำอย่างไรก็ทำอยู่อย่างนั้น ไม่มองดูโลกภายนอกว่าก้าวหน้าเคลื่อนไหวไปอย่างไร อยู่แต่ในขอบเขตของราชนาวีเท่านั้น
เข้าทำนองที่ว่า “คางคกในกะลา” เชี่ยวชาญแต่งานธุรการจนทำงานนโยบายไม่เป็นและไม่กล้าตัดสินใจหรือริเริ่มสิ่งใหม่ๆ เพราะกลัวพลาด เกรงจะมีความผิดถูกงดบำเหน็จ
คณะกู้ชาติจึงมีความคิดที่จะปรับปรุงกองทัพเรือให้ทันสมัย สอดคล้องกับข้อเขียนในเวลาต่อมาของ น.ต.มนัส จารุภา จากหนังสือ “เมื่อข้าพเจ้าจี้จอมพล” ที่ว่า
“พวกเราซึ่งเป็นคนหนุ่มไม่ได้มีความมักใหญ่ใฝ่สูงอยากเป็นใหญ่เป็นโตดังที่ชอบกล่าวหากัน เราจะขอเพียงให้ได้มีส่วนร่วมในการจัดการปรับปรุงในด้านการงานของแต่ละฝ่ายเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการเท่านั้น และพร้อมอยู่เสมอเพื่อสนับสนุนรัฐบาลที่บริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
คณะกู้ชาติประสงค์จะทำการปรับปรุงกองทัพเรือทั้งด้านตัวบุคคลและอุปกรณ์ เฉพาะตัวบุคคลจะพยายามสรรหาผู้ที่มีความสามารถจริงๆ เข้ามาปฏิบัติงานโดยไม่เห็นแก่พวกพ้อง
เรือรบที่เก่าและชำรุดทรุดโทรมก็จะปรับปรุงให้ดีขึ้น จะจัดซื้อเรือรบใหม่และได้ตั้งเป้าหมายในการปรับปรุงไว้ว่า อยากให้กองทัพเรือซึ่งถึงแม้จะเป็นกองทัพเรือที่เล็กก็จริง แต่จะจัดให้มีสมรรถภาพเข้มแข็งเหมาะสมกับสภาพที่เราจะต้องป้องกันชายฝั่งของประเทศ
ส่วนทางด้านการบริหารภายในกองทัพเรือก็จะได้จัดให้มีการกระจายอำนาจให้มากขึ้น และจะนำเอาระบบและวิธีการทำงานที่ทันสมัยมาใช้และเผยแพร่ เนื่องจากกองทัพเรือในสมัยนั้นไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เพราะ พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน ผู้บัญชาการทหารเรือรวบอำนาจไว้เพียงผู้เดียว”
ทั้งนิยม สุขรองแพ่ง และ น.ต.มนัส จารุภา ไม่ได้กล่าวถึงจุดยืนทางการเมืองของหลวงสินธุสงครามชัยที่ไม่ต้องการให้กองทัพเรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
ดังนั้น จึงไม่มีประโยชน์อันใดที่คณะกู้ชาติจะไปขอการสนับสนุนหรือความเห็นชอบ โดยเฉพาะหากได้รับคำปฏิเสธแล้วขืนกระทำไปย่อมเข้าข่าย “ขัดคำสั่ง”
พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ
ในที่สุด นายทหารเรือผู้นำที่มียศสูงสุดของคณะกู้ชาติครั้งนี้จึงเป็น พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ-นายทหารนอกราชการ ส่วนนายทหารประจำการที่สำคัญรองลงมาประกอบด้วย น.อ.อานนท์ ปุณฑริกาภา ผู้บังคับการกองสำรองเรือรบ น.ต.มนัส จารุภา ผู้บังคับการเรือหลวงรัตนโกสินทร์ น.ต.ประกาย พุทธารี และ น.ต.สุภัทร ตันตยาภรณ์ ประจำกรมนาวิกโยธิน นอกนั้นเป็นเพียงนายทหารชั้นผู้น้อย
เมื่อใกล้วันลงมือ คณะกู้ชาติได้กำลังเสริมจากอดีตนักเรียนสารวัตรทหารเสรีไทยซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานว่านายปรีดี พนมยงค์ ที่ยังคงลี้ภัยอยู่ต่างประเทศเกี่ยวข้องด้วย ได้มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด มีการประชุมปรึกษาหารือกัน และได้ตกลงแบ่งหน้าที่กันโดยคัดเลือกอดีตเสรีไทยที่ผ่านการฝึกการรบแบบกองโจรสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้วให้ทำหน้าที่เข้าจู่โจมยึดสถานที่สำคัญบางแห่งไว้เป็นการชั่วคราวก่อนที่ทหารเรือหรือทหารบกจะมารับมอบต่อ โดยมีการฝึกการใช้อาวุธ เช่น ปืนกลเม็ดเสน ปืนพก 11 ม.ม. และลูกระเบิดมือซึ่งเป็นอาวุธของทหารเรือที่เพิ่งได้รับมาใหม่ อดีตเสรีไทยยังไม่รู้จักและคุ้นเคย
ผู้ทำหน้าที่ผู้ฝึกและประสานงานได้แก่ น.ต.มนัส จารุภา น.ต.ประกาย พุทธวารี และ น.ต.สุพัฒน์ ตันตยาภรณ์ โดยหมุนเวียนการฝึกไปตามบ้านอดีตเสรีไทย
จอมพล ป.ถูกควบคุมตัว แต่…
แผนของคณะกู้ชาติที่วางไว้คือ เมื่อนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพรวมทั้งอธิบดีกรมตำรวจมีการรวมตัวกันพร้อมหน้าก็จะเข้าควบคุมตัวไว้แล้วประกาศยึดอำนาจ แต่ก็มีอุปสรรคทำให้ต้องยกเลิกการลงมือถึง 5 ครั้ง ทำให้ผู้ก่อการเกิดความกังวลเรื่องการรักษาความลับ
จนในที่สุดก็ตัดสินใจกระทำการในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2494 ซึ่งทางราชการจะประกอบพิธีมอบเรือขุด “แมนฮัตตัน” ตามโครงการช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาที่ท่าราชวรดิษฐ์ โดยจะมีนายกรัฐมนตรี ผู้นำเหล่าทัพทั้ง 3 และอธิบดีกรมตำรวจ มาร่วมพร้อมเพรียงกันตามเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของคณะกู้ชาติที่จะเรียกกันต่อมาว่า “กบฏแมนฮัตตัน” ต้องประสบความพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วในวันที่ 30 มิถุนายน ทั้งๆ ที่สามารถควบคุมตัวจอมพล ป.พิบูลสงคราม ไว้ได้ โดยฝ่ายรัฐบาลสามารถระดมกำลังอย่างเป็นเอกภาพทั้งจากกองทัพบก กองทัพอากาศและกรมตำรวจเข้าปราบปรามอย่างรุนแรงเฉียบขาด
อีกทั้งยังมีปัจจัยสำคัญจากการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดของผู้บัญชาการทหารเรือไม่นำกำลังกองทัพเรือเข้าร่วมกับคณะกู้ชาติ
และเช่นเดียวกับครั้งเหตุการณ์กบฏวังหลวง กองทัพเรือก็มิได้ใช้กำลังเข้าร่วมกับฝ่ายรัฐบาลในการปราบปรามแต่อย่างใด
นับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวทหารเรือทั้งระดับสัญญาบัตรและประทวนไว้จำนวนประมาณ 700-1,000 นาย จนต้องใช้สถานที่ควบคุมที่สนามศุภชลาศัย
ส่วนนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ที่แม้ไม่มีส่วนร่วมกับคณะกู้ชาติและให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการคลี่คลายสถานการณ์จนกลับสู่ความสงบอย่างรวดเร็ว แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไว้ ได้แก่ พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน พล.ร.ท.ผัน นาวาวิจิต พล.ร.ท.หลวงเจริญราชนาวา พล.ร.ต.ชลี สินธุโสภณ และ พล.ร.ต.แชน ปัจจุสานนท์ เป็นต้น
ต่อมา กรมตำรวจได้มีประกาศจับและให้สินบนนำจับผู้ร่วมก่อการคนสำคัญได้แก่ น.อ.อานนท์ ปุณฑริกาภา น.ต.มนัส จารุภา น.ต.ประกาย พุทธารี และ พ.ต.วีระศักดิ์ มัณฑจิตร
ทั้ง 4 นายนี้ได้หลบหนีไปประเทศพม่าด้วยกัน
เช็กบิล
กลุ่มผู้ก่อการกบฏแมนฮัตตัน ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นเพียงทหารชั้นผู้น้อยนั้นมิได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจนแต่อย่างใด นอกจากความไม่พอใจคณะรัฐประหาร รวมทั้งอึดอัดต่อจุดยืนของผู้บังคับบัญชาของตนเท่านั้น
การที่กล้าก่อการกบฏครั้งนี้ก็มาจากความเชื่อมั่นเพียงประการเดียวคือความเป็นทหารเรือที่จะต้องรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเมื่อเกิดการสู้รบขึ้นซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง
ไม่แตกต่างจากครั้งนายปรีดี พนมยงค์ ที่คาดหวังว่ากองทัพเรือจะให้การสนับสนุนเมื่อก่อกบฏวังหลวง
ดังนั้น เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงซึ่งมิได้เป็นเช่นนั้น ทุกอย่างจึงพังทลายลงอย่างง่ายดายไม่แตกต่างกัน
จากเหตุการณ์กบฏทั้งสองครั้งแม้จะเป็นที่ชัดเจนว่า กองทัพเรือไม่ประสงค์จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองไม่ว่าจะในลักษณะใด แต่กองทัพบกก็ยังคงมีความหวาดระแวงกองทัพเรือในลักษณะ “หอกข้างแคร่” โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรัฐประหาร 2490 ซึ่งนำไปสู่มิติใหม่ของ “การทหาร-การเมือง” ที่มีมิติใหม่แห่ง “ผลประโยชน์” เข้ามาเกี่ยวข้อง กองทัพบกก็ยิ่งไม่ไว้วางใจกองทัพเรือที่อาจขัดขวางเส้นทางอำนาจและผลประโยชน์ของตนมากยิ่งขึ้นไปอีก
ขณะที่ฝ่ายทหารเรือซึ่งแม้ไม่ด้อยกว่าในด้านกำลังรบ แต่ก็พยายามจำกัดความขัดแย้งและหาทางประนีประนอมโดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง จึงกลายเป็นจุดอ่อนให้กองทัพบกเลือกหนทางปฏิบัติได้ตามใจชอบ
กองทัพบกจึงยกระดับเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันเป็นการต่อสู้ที่ต้องแตกหักไปข้างหนึ่งระหว่างกองทัพบกกับกองทัพเรือซึ่งมีประวัติศาสตร์ความไม่พึงพอใจกันมายาวนาน
พล.ต.ต.อำรุง สกุลรัตนะ นายตำรวจผู้ใกล้ชิด พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ แกนนำคนสำคัญของคณะรัฐประหารที่ยกระดับให้กรมตำรวจกลายเป็นกำลังรบสำคัญควบคู่กองทัพบกบันทึกไว้ว่า
“ขุมกำลังที่ทำให้ท่าน อ.ตร.กินไม่ได้นอนไม่หลับคือ กำลังฝ่ายทหารเรือซึ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายของผู้ที่เป็นศัตรูทางการเมืองของรัฐบาลนี้คือฝ่ายคุณหลวงประดิษฐ์ฯ กับคณะ และคุณหลวงประดิษฐ์ฯ นี่เองเป็นตัวหลักในการล้มอำนาจจอมพล ป.พิบูลสงคราม
อนึ่ง คุณหลวงประดิษฐ์ฯ ยังมีความสัมพันธ์กับฝ่ายทหารเรืออย่างแนบแน่นในการขบถหรือรัฐประหาร ครั้งขบถวังหลวงก็ดี ขบถแมนฮัตตันก็ดี ทหารเรือเป็นกำลังหลักของคุณหลวงประดิษฐ์ฯ คือบางครั้งก็ทำการเตรียมพร้อมให้ฝ่ายรัฐบาลสะดุ้งเล่น บางครั้งก็เข้าร่วมทำการด้วย
ดังนั้น เมื่อลิดรอนฐานอำนาจต่างๆ ของทหารเรือดังกล่าวแล้ว ทาง อตร.ก็เบาใจ เมื่อมีการย้ายหน่วยกำลังทหารเรือไปจากกรุงเทพฯ แล้ว เป็นอันว่า ท่าน อตร.ก็รู้สึกเบาใจ”
ถอนยวง
วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2494 มีประกาศและคำสั่งอันเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์นี้ ได้แก่ ประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายทหารเรือออกจากราชการ ได้แก่ พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.ร.ท.หลวงเจริญราชนาวา รองผู้บัญชาการทหารเรือ พล.ร.ท.ผัน นาวาวิจิตร ผู้บังคับการกองเรือรบ พล.ร.ต.ชลิต กุลกำม์ธร รองผู้บังคับการกองเรือรบ พลร.ต.กนก นพคุณ ผู้บังคับการมณฑลทหารเรือที่ 1 พล.ร.ต.ประวิศ ศรีพิพัฒน์ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ พล.ร.ต.ดัด บุนนาค เจ้ากรมสรรพาวุธทหารเรือ พล.ร.ต.แชน ปัจจุสานนท์ รองเสนาธิการทหารเรือฝ่ายยุทธการ และ พล.ร.ต.ชลี สินธุโสภณ ผู้บังคับกองสัญญาณทหารเรือ
ต่อมา อัยการได้ส่งผู้ต้องหาฟ้องศาลในข้อหากบฏประมาณ 100 คน ที่สำคัญได้แก่ พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน พล.ร.ท.หลวงเจริญราชนาวี พล.ร.ต.แชน ปัจจุสานนท์ พล.ร.ต.กนก นพคุณ และ พล.ร.ต.ชลี สินธุโสภณ เป็นต้น
ศาลได้เริ่มพิจารณาคดีตั้งแต่ปลาย พ.ศ.2494 จนถึง พ.ศ.2500 ยังสืบพยานโจทก์ไม่ครบถ้วน และยังไม่ได้สืบพยานจำเลย
แต่รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ จำเลยในคดีทุกคนจึงได้รับอิสรภาพ
ถอนเขี้ยว
คณะกรรมการปรับปรุงกองทัพเรือซึ่งรัฐบาลได้จัดตั้งขึ้นหลังเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันโดยมีจอมพล ป.พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน กรรมการประกอบด้วย หลวงพลสินธวานัติก์ พล.ท.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ พล.ต.ท.เผ่า ศรียานนท์ เป็นต้น
ได้เสนอแนวทางปฏิบัติเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ.2494 ซึ่งนำไปสู่การตราพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบกองทัพเรือในกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2494 ทำให้มีการยุบเลิกและเปลี่ยนแปลงหน่วยงานสำคัญ 4 หน่วยได้แก่ “กองเรือรบ” เปลี่ยนเป็น “กองเรือยุทธการ” ยุบเลิกมณฑลทหารเรือที่ 1 ซึ่งครอบคุลมเขตจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงคราม ยุบเลิกมณฑลทหารเรือที่ 2 ซึ่งครอบคลุมเขตจังหวัดจันทบุรี ชลบุรี ตราด และระยอง
ยุบเลิกกองบินทหารเรือและต่อมาได้ให้โอนไปขึ้นกับกองทัพอากาศโดยเปลี่ยนชื่อเป็น “กองบินน้อยที่ 7”
วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2494 กระทรวงกลาโหมมีคำสั่งให้ยุบกรมนาวิกโยธิน กองพันนาวิกโยธินที่ 1 เปลี่ยนเป็น “กองป้องกันสถานีทหารเรือสัตหีบ” ยุบกองพันนาวิกโยธินที่ 2 3 4 และ 5 รวมทั้งกองพันนาวิกโยธินที่ 11 (กองพันทหารปืนใหญ่) กองโรงเรียนจ่านาวิกโยธิน กองลาดตระเวน กองทหารช่างและกองทหารสื่อสาร
สำหรับบรรดาทหารนาวิกโยธินทั้งหมดในหน่วยที่ถูกยุบนี้ กองทัพเรือได้จัดการบรรจุไปยังหน่วยต่างๆ ในกองทัพเรือทั้งหมด จึงไม่มีใครต้องตกงาน
นอกจากยุบเลิกหน่วยต่างๆ แล้ว รัฐบาลยังมีคำสั่งโยกย้ายสถานที่ตั้งทหารเรือหน่วยต่างๆ ออกไปจากจังหวัดพระนครและธนบุรี ได้แก่ กองบัญชาการทหารเรือย้ายไปสัตหีบ กองสัญญาณทหารเรือย้ายไปป้อมพระจุลจอมเกล้า พื้นที่สวนอนันต์ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองพันนาวิกโยธินที่ 4 กองพันนาวิกโยธินที่ 5 หน่วยต่อสู้อากาศยาน และกองสารวัตรทหารเรือกรุงเทพ ก็ให้หน่วยทหารช่างของกองทัพบกย้ายจากจังหวัดเพชรบุรีเข้าประจำแทน
ต่อมาคณะรัฐมนตรียังได้มีมติมอบหน้าที่ในการตรวจตราป้องกันการกระทำผิดตามชายฝั่งซึ่งเป็นหน้าที่ของทหารเรือมาแต่เดิม ให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยซึ่งได้มอบต่อให้กรมตำรวจเป็นผู้ปฏิบัติ อันเป็นที่มาของการจัดตั้งกองตำรวจน้ำในเวลาต่อมา
