พระพลบดีหลังปฏิวัติ 2475 กับร่างกายอุดมคติยุคสร้างชาติ (จบ)
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
พระพลบดีหลังปฏิวัติ 2475
กับร่างกายอุดมคติยุคสร้างชาติ (จบ)
จากแบบร่างสนามกีฬาแห่งชาติ พ.ศ.2478-2479 ซึ่งออกแบบโดยพระสาโรชรัตนนิมมานก์ (หนึ่งในสถาปนิกของกรมศิลปากรที่ออกแบบอาคารสำคัญหลายหลังในยุคคณะราษฎร) ปรากฏให้เห็นลายเส้นแสดงภาพประติมากรรม “พระพลบดีทรงช้างเอราวัณ” บนปลายยอดอาคารทั้งสองข้างของซุ้มทางเข้าสนามกีฬาแห่งชาติแล้ว
แบบร่างนี้จึงเป็นหลักฐานอีกชิ้นที่ยืนยันว่าพระพลบดีถูกเลือกให้เป็นสัญลักษณ์ของกีฬาและพลศึกษามาตั้งแต่แรกก่อตั้งกรมพลศึกษาเมื่อ พ.ศ.2477
ในแบบร่างฉบับดังกล่าว ผู้ออกแบบได้ร่างช้างเอราวัณในลักษณะเต็มตัว แต่ประติมากรรมที่ปรากฏจริงมีเพียงเศียรของช้างเอราวัณและพระพลบดีประทับอยู่ด้านบนเท่านั้น น่าเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนคงเกิดขึ้นจาก ศิลป์ พีระศรี ประติมากรผู้รับผิดชอบงานในส่วนนี้
เมื่อพิจารณาร่วมกับการวางตำแหน่งประติมากรรมลงบนงานสถาปัตยกรรม ตลอดจนสไตล์การออกแบบ ชวนให้ผมนึกถึงประติมากรรมหัวช้างบนปลายเสาอาคารของห้างร้านเสื้อผ้าบุรุษชื่อดังในอดีตของสหราชอาณาจักรชื่อ Burton (Montague Burton) ซึ่งสร้างขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1930
หัวเสารูปหัวช้างมีการลดทอนรูปทรงเป็นเรขาคณิตตามแนวทางแบบ Art Deco ที่ไม่เน้นความสมจริงตามธรรมชาติแต่จะจับเอารูปทรงของสิ่งมีชีวิตมาลดทอนรายละเอียดให้กลายเป็นเส้นสายที่เรียบคม
งวงและงาถูกปรับให้เป็นเส้นตรงแนวดิ่งและเส้นโค้งราวกับถูกลากด้วยเครื่องมือเขียนแบบมากกว่าความเป็นจริง ส่วนใบหน้าช้างตัดทอนรายละเอียดของผิวหนังและรอยย่นออกไป เหลือเพียงระนาบเรขาคณิตที่บิดไปมาตามโครงสร้างหัวช้าง ใบหูทั้งสองข้างออกแบบเป็นลวดลายรูปพัดและรัศมีดวงอาทิตย์ที่เป็นหนึ่งในลายเซ็นที่ชัดเจนที่สุดของรูปแบบ Art Deco
ประติมากรรมเศียรช้างเอราวัณที่สนามกีฬาแห่งชาติซึ่งสร้างขึ้นในเวลาที่ไล่เลี่ยกันก็ให้กลิ่นอายของแนวทางการออกแบบไปในทิศทางเดียวกัน องค์ประกอบของใบหน้าช้างถูกปรับจากลักษณะทางธรรมชาติสู่เส้นสายเรขาคณิตที่เรียบคม เรียบง่าย ลดทอนรายละเอียด ให้ความรู้สึกที่มั่นคง ทรงพลัง
ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกทันสมัยในแบบศิลปะแห่งยุครุ่งเรืองของเครื่องจักร (Machine Age) ในแบบโลกสากลไปพร้อมกัน

ที่มาภาพ : วิทยานิพนธ์เรื่อง พัฒนาการสถาปัตยกรรมสนามศุภชลาศัย กรีฑาสถานแห่งชาติ ช่วงพุทธศักราช 2477-2509
โดย ปัณฑารีย์ วิรยศิริ
ประติมากรรมช้างเอราวัณชิ้นนี้จึงไม่ใช่แค่เพียงการถ่ายทอดความหมายช้างตามคติความเชื่อโบราณเพียงอย่างเดียว แต่คือการใส่ความหมายว่าด้วยความเจริญก้าวหน้าทันสมัย และความรู้สึกแข็งแรงบึกบึนที่สะท้อนผ่านการนำเสนออนาโตมีของช้างในแบบเรขาคณิต
เมื่อพิจารณาร่วมกับการออกแบบร่างกายของประติมากรรมพระพลบดีที่กล่าวไปในสัปดาห์ก่อน เราจะมองเห็นถึงการตีความใหม่ที่ชัดเจนและน่าสนใจมากของพระอินทร์ในบริบทหลังการปฏิวัติ 2475
ในทัศนะของผม ประติมากรรมชิ้นนี้ถือเป็นงานศิลปะชิ้นเอกชิ้นหนึ่งในยุคคณะราษฎรและของศิลป์ พีระศรี เพราะเป็นงานศิลปะที่ออกแบบขึ้นโดยการตีความเทพแบบจารีตสู่ความหมายใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการสร้างชาติผ่านการสร้างร่างกายพลเมืองแบบใหม่ในยุคหลังการปฏิวัติ 2475
นอกจากนี้ ยังมีการผสมผสานแนวทางศิลปะที่ล้ำสมัยที่สุด ณ ขณะนั้น (Art Deco) กับรูปแบบศิลปะของเทพในแบบดั้งเดิมจนเกิดเป็นการนำเสนอภาพของพระอินทร์ในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

สําหรับคนทั่วไป พระพลบดีอาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหู แต่สำหรับคนในแวดวงการกีฬาและพลศึกษาเทพองค์นี้คือสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุด
อยากขอตั้งเป็นข้อสังเกตว่า พระพลบดีทรงช้างเอราวัณ เมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคหลังจากที่คณะราษฎรหมดอำนาจหลังการรัฐประหาร พ.ศ.2490 เป็นต้นมา ความหมายของสัญลักษณ์นี้ก็เริ่มเคลื่อนย้ายไปอีกครั้ง
จากบทบาทหน้าที่ของการเป็นตราสัญลักษณ์ประจำหน่วยงานในยุคสมัยใหม่ เครื่องหมายติดหน้าอก และเทพแห่งพละกำลังอันทันสมัยในยุคคณะราษฎรที่สะท้อนผ่านประติมากรรมที่สนามกีฬาแห่งชาติ พระพลบดีทรงช้างเอราวัณได้ค่อยๆ เริ่มถูกขยายความหมายไปสู่เทพศักดิ์สิทธิ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในเวลาต่อมา เริ่มมีการจัดสร้างพระพลบดีเป็นเทวรูปประจำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาในหลายแห่ง ที่สำคัญและน่าจะถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งแรกๆ ของปรากฏการณ์นี้ คือ การจัดสร้างพระรูป พระพลบดี ณ วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดอ่างทอง เมื่อ พ.ศ.2524 ซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์ประธานในพิธีพุทธาภิเษกและวางศิลาฤกษ์
ในเหตุการณ์ดังกล่าว ยังได้มีการจัดสร้างเหรียญมงคลด้วยในคราวเดียวกัน ออกแบบด้านหน้าเป็นรูปสมเด็จพระสังฆราช ด้านหลังออกแบบเป็นรูปพระพลบดีทรงช้างเอราวัณ ซึ่งจากหลักฐานที่ค้นเจอ ณ ปัจจุบัน เหรียญนี้น่าจะเป็นเหรียญรุ่นแรกๆ ที่มีการออกแบบด้วยรูปพระพลบดีทรงช้างเอราวัณ
หลังจากนั้นมา เหรียญและวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นด้วยรูปพระพลบดีก็ปรากฏออกมาอีกหลายรุ่น จวบจนกระทั่งในปัจจุบัน

พร้อมไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ การนำเสนอภาพของเทพองค์นี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป
แม้จะยังมีการคงลักษณะร่างกายอันแข็งแรงผ่านกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ตามต้นฉบับแรกเริ่ม แต่ภาพของช้างเอราวัณจะเริ่มย้อนกลับไปถูกนำเสนอในแบบช้างเอราวัณตามรูปแบบจารีตหรือนำเสนอในรูปแบบศิลปะเหมือนจริงมากกว่ารูปแบบทันสมัยในยุคคณะราษฎร
ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์และความหมายตามที่กล่าวมา ยิ่งทำให้ประติมากรรมพระพลบดีทรงช้างเอราวัณที่สนามกีฬาแห่งชาติมีความพิเศษมากขึ้นไปอีก มิใช่เพียงเพราะเป็นฝีมือของศิลป์ พีระศรี บิดาศิลปะสมัยใหม่ของไทยเพียงเท่านั้น
แต่เพราะประติมากรรมชิ้นนี้ได้กลายเป็นศิลปกรรมชิ้นแรกและชิ้นเดียวที่ยังคงเก็บรักษาประวัติศาสตร์และนัยทางความหมายของการสร้างชาติผ่านงานด้านพลศึกษาในยุคคณะราษฎรเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์

ที่มาภาพ : เพจ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตอ่างทอง
ไม่เพียงแค่ประติมากรรมเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงตัวสนามกีฬาแห่งชาติด้วยซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์และคุณค่าของงานสถาปัตยกรรมชิ้นสำคัญในยุคหลังการปฏิวัติ 2475
ภายใต้กระแสการขอคืนพื้นที่สนามกีฬาแห่งชาติของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่มักตามมาด้วยข่าวลือเรื่องการทุบรื้อสนามกีฬาแห่งชาติอยู่บ่อยครั้ง ผมอยากใช้หน้ากระดาษของคอลัมน์นี้สื่อสารไปถึงผู้มีอำนาจในการกำหนดทิศทางของสนามกีฬาแห่งชาติว่า คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของสนามกีฬาแห่งนี้และคุณค่าของงานประติมากรรมชิ้นนี้มีสูงเกินกว่าที่จะถูกรื้อทิ้ง
แม้ส่วนตัวไม่เชื่อเลยว่าข่าวลือเรื่องการรื้อจะเป็นจริง และจากแนวโน้มเท่าที่ทราบก็ไม่น่าจะไปไกลขนาดนั้นได้ แต่ภายใต้ปรากฏการณ์รื้อทำลายสถาปัตยกรรมยุคสมัยใหม่ที่มีคุณค่าหลายชิ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (หลายชิ้นเกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง) ก็ทำให้ความกังวลต่อข่าวลือมีสูงมากกว่าปกติจนทำให้อยากเน้นย้ำประเด็นนี้อีกครั้ง
สถาบันการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ไม่ควรลดทอนคุณค่าของตนเองลงเป็นเพียงกลไกผลิตแรงงานป้อนสู่ระบบทุนนิยม หรือมองที่ดินในครอบครองเป็นเพียงสินทรัพย์ทำเงินที่ต้องรีดเค้นผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ให้ได้มูลค่าสูงสุด
หากแต่ต้องตระหนักถึงพันธกิจอันสำคัญยิ่งในการเป็นผู้รักษาและส่งผ่านความทรงจำร่วมของสังคมไปสู่ผู้คนในรุ่นถัดไป

ด้วยเหตุนี้ การทำหน้าที่เป็นปราการด่านแรกในการปกป้องมรดกทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมที่บอกเล่าเรื่องราวของชาติไม่ให้ถูกลบเลือนไปตามกระแสธารแห่งกาลเวลา ย่อมเป็นภารกิจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ขณะเดียวกัน วาทกรรมเรื่องความเจริญและการพัฒนาในโลกทุนนิยม ก็ไม่จำเป็นต้องเดินสวนทางหรือเริ่มต้นด้วยวิธีการทุบรื้อทำลายอดีตเสมอไป นวัตกรรมการออกแบบสถาปัตยกรรมและการวางผังเมืองร่วมสมัยมีศักยภาพสูงพอที่จะปฏิเสธวิธีการรื้อทิ้งทุกสิ่งออกไปเพื่อเริ่มต้นสร้างสิ่งใหม่
ทั้งสองอย่างสามารถอยู่ร่วมกันได้ สามารถสร้างสรรค์ผ่านแนวคิดการปรับเปลี่ยนอนุรักษ์อาคารเดิม (Adaptive Reuse) เพื่อจัดวางโครงข่ายความทันสมัยและพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ให้ดำเนินไปเคียงคู่ เกื้อหนุน และโอบรับอยู่ร่วมกับมรดกสถาปัตยกรรมที่มีชีวิตอย่างสนามกีฬาแห่งชาติได้อย่างงดงาม
ความพยายามหาทางออกที่สามารถผสานความต้องการทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันให้ได้ต่างหาก คือบทพิสูจน์วิสัยทัศน์ของสถาบันการศึกษาชั้นนำ ว่าเหมาะสมที่จะเป็นเสาหลักของแผ่นดินได้อย่างแท้จริงหรือไม่
ความล้มเหลวในกรณีโรงภาพยนตร์สกาลาและศาลเจ้าแม่ทับทิมเป็นตัวอย่างที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ผมหวังว่าความผิดพลาดจะไม่เกิดซ้ำอีกครั้ง และหวังว่าสนามกีฬาแห่งชาติ ตลอดจนประติมากรรมพระพลบดีทรงช้างเอราวัณจะมีทางออกที่ดีกว่าที่ผ่านมา
