สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
ช่วงวัยเด็ก มักได้ยินเสียงเล่าขานว่าอาตี๋คนนั้นอาซ้อคนนี้เป็นลูกหลานของชาวเมืองซัวเถา เมืองแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน พ่อแม่ปู่ย่านั่งเรือหนีความจนมาอยู่ในไทยใช้ชีวิตด้วยความเหนื่อยยากอดทนอดออมกลายเป็นอาเสี่ย เจ้าสัว เศรษฐินีในวันนี้
จนเกิดจินตนาการว่าชาวจีนในอดีตอยู่อย่างข้นแค้นลำบากลำเค็ญจริงๆ ต้องจำใจทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนไปใช้ชีวิตในบ้านอื่นเมืองอื่น
ภาพจำของเมืองซัวเถายังฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก กระทั่งคุณฐากร ตัณฑสิทธิ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า กสทช. เอ่ยปากชวนผมไปเที่ยวซัวเถาด้วยกัน ผมรีบตอบรับทันทีด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซัวเถาในอดีตเป็นเหมือนคำบอกเล่าหรือเปล่าและวันนี้เปลี่ยนไปแค่ไหน
เครื่องบินออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในเช้าตรู่ของวันที่ 1 กรกฎาคม ราว 2 ชั่วโมงเศษๆ กัปตันบอกให้ทุกคนรัดเข็มขัดเพราะกำลังนำเครื่องลงจอดที่สนามบินเจียหยางเฉาซาน อยู่ใกล้เมืองซัวเถา
ระหว่างเครื่องลดระดับเพดานบิน มองเห็นชายฝั่งทะเลจีนใต้และแนวภูเขาหวงฉีอุทยานป่าไม้แห่งชาติที่ทอดยาวเขียวชะอุ่ม แม่น้ำไหลผ่านช่องเขาและที่ราบมีชุมชนตั้งอยู่รายรอบ
สภาพบ้านเรือนมีทั้งตึกคอนโดมิเนียมสูงนับสิบชั้น ตึกแถวบ้างก็ 3 ชั้น บางตึก 5 ชั้น สร้างเรียงรายหนาแน่น ส่วนใหญ่รูปทรงตึกแถวเหมือนๆ กับบ้านเรา
กัปตันบินลดระดับต่ำก่อนแตะรันเวย์สนามบินเจียหยางเฉาซานจนมองเห็นถนนหนทางที่เรียบสะอาด สะพานทอดยาวข้ามเขาสูง รถยนต์วิ่งขวักไขว่และบ้านเรือนที่รายรอบ
ต่างกับภาพจำ “ซัวเถา” ในอดีตอย่างสิ้นเชิง

“โทนี่” ไกด์ทัวร์เล่าระหว่างทางไปที่พักว่า ซัวเถาเป็นเมืองท่าที่ชาวแต้จิ๋วใช้เป็นจุดขึ้นเรือมายังแผ่นดินสยามเพื่อหนีสงคราม ความอดอยาก ความแห้งแล้งตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ในกลุ่มชาวจีนเหล่านั้น ก็มีนายไหฮองหรือหยง แซ่แต้ พระราชบิดาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ร่วมอพยพเข้ามาอยู่ในแผ่นดินสยามและภายหลังได้แต่งงานกับนางนกเอี้ยงหรือกรมพระเทพมาตย์
ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ชาวซัวเถา-แต้จิ๋วหลั่งไหลเข้ามาอาศัยในแถบท่าเรือตามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในย่านเยาวราช สำเพ็ง ทรงวาด ท่าน้ำราชวงศ์ เจริญกรุ ตลาดน้อย รวมถึงฝั่งธนบุรี ย่านคลองสาน ตลาดพลู
ประเมินว่า ชาวจีนที่อพยพไปอยู่แผ่นดินโพ้นทะเลทั้งไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และประเทศอื่นๆ ราว 2 ล้านคน
เฉพาะในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เป็นช่วงชาวจีนแห่กันนั่งเรือสำเภาหัวแดงหรือที่ชาวแต้จิ๋วเรียกว่า “อั้งเถ้าจุ่ง” มายังแผ่นดินไทยมากที่สุด บางปีเกือบๆ 1แสนคน
ท่าเรือซัวเถาติดชายฝั่งทะเลจีนใต้มีแม่น้ำหานไหลลงอ่าว ชาวซัวเถาและแต้จิ๋วชำนาญการต่อเรือและเดินเรือมาแต่โบราณ เรือสำเภาอั้งเถ้าจุ่ง เดิมเป็นเรือขนส่งสินค้า จำพวกถ้วยชาม เครื่องปั้นดินเผา ผ้าไหมและใบชา มาขายให้ไทย
สมัยราชวงศ์ชิงเมื่อ 260 ปีก่อน ได้ออกกฎหมายควบคุมการเดินเรือเข้มข้น บังคับให้เรือในแถบมณฑลกวางตุ้งรวมถึงซัวเถาต้องทาสีแดงที่หัวเรือทั้งหมด ส่วนมณฑลอื่น เช่น ฟูเจี้ยน ก็ทาสีเขียว (แชเถ้าจุ่ง) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแยกแยะได้ชัดเจน
เรือสำเภาหัวแดง ออกแบบเพื่อล่องทะเลลึกโดยเฉพาะ ท้องเรือรูปตัววี (V) ช่วยให้ทรงตัวได้ดีระหว่างฝ่าคลื่นสูง ใบเรือปรับคุมทิศทางลมได้ง่าย

ถ้าย้อนประวัติศาสตร์จีน ไปถึงยุคราชวงศ์หมิง เมื่อ 600 ปีก่อน หลายคนคงนึกออกว่า กองเรือยิ่งใหญ่มหึมาขนาดไหน ในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อของราชวงศ์หมิงขึ้นครองบัลลังก์ มีพระราชบัญชาให้นายพลเจิ้งเหอ ผู้บัญชาการกองเรือรบและเรือสินค้าขนาดใหญ่ หรือกองเรือมหาสมบัติ (Treasure Ships) เดินทางสู่ดินแดนโพ้นทะเล เพื่อโชว์แสนยานุภาพอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์หมิงและเชื่อมสัมพันธไมตรีทั้งการทูต การค้า
นายพลเจิ้งเหอซึ่งเป็นชาวจีนมุสลิม พูดภาษาอารบิกได้ นำกองเรือท่องโลกถึง 7 ครั้ง ในแต่ละครั้งมีเรือรบเรือบรรทุกสินค้าราว 250-300 ลำ มีลูกเรือเกือบๆ 3 หมื่นคน ร่วมเดินทางไปยังแผ่นดินอันไกลโพ้น เช่น กรุงศรีอยุธยา ปลายรัชสมัยสมเด็จพระรามราชาธิราช
จากนั้นอ้อมช่องแคบมะละกาเข้าสู่มหาสมุทรอินเดีย ไปถึงอ่าวเปอร์เซีย เทียบท่าที่เมืองฮอร์มุซ แผ่นดินอิหร่านที่วันนี้ยังคุกรุ่นด้วยควันสงคราม ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา
การสร้างเรือใหญ่ความยาวถึง 130 เมตร มีเสากระโดงเรือ 9 ต้น เป็นที่พักของแม่ทัพ คณะทูต และเก็บสมบัติอันล้ำค่าของราชวงศ์หมิงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
ยังมีเรือบรรทุกม้าศึก เสบียง สิ่งของเครื่องใช้ สินค้าที่นำไปแลกเปลี่ยนซื้อขาย
มีเรือเสบียงที่บรรทุกอาหาร น้ำจืดเพื่อเลี้ยงดูคนเรือที่ใช้ชีวิตในท้องสมุทรเป็นเดือนๆ อีกต่างหาก
เมื่อภารกิจโชว์แสนยานุภาพ เจริญสัมพันธไมตรีทั้งการทูต การค้าเสร็จสิ้น นายพลเจิ้งเหอนำกองเรือมหึมากลับจีนพร้อมสินค้านานาชาติจากเปอร์เซีย อินเดีย ชวา แผ่นดินสยาม แอฟริกาตะวันออก มีทั้งอัญมณี ยารักษาโรค ของป่า และสัตว์หน้าตาแปลกๆ เช่น ยีราฟ สิงโต ม้าสายพันธุ์เยี่ยมเพื่อถวายจักรพรรดิ
กองเรือจีนในยุคโบราณแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการต่อเรือ ดาราศาสตร์ สมุทรศาสตร์ ที่ชาติตะวันตกยังตามไล่หลังไม่ทัน

จีนเข้าสู่ยุคอดอยากแร้นแค้นเพราะสู้รบแย่งชิงอำนาจ มีการปราบกบฏแถบมณฑลกวางตุ้งในช่วงต้นราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นชาวแมนจู ทำให้คนจีนที่สนับสนุนราชวงศ์หมิงเดิม พากันอพยพหนีตาย ช่วงปลายราชวงศ์ชิง เมื่อ 120 ปีที่แล้ว จีนเผชิญกับสงครามฝิ่น ภัยแล้ง และกบฏ
“โทนี่” บรรยายภาพของความอดอยากแร้นแค้นของชาวซัวเถา แต้จิ๋วในยุคตกต่ำว่า พื้นที่ในบริเวณนั้นเป็นภูเขาราว 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นแม่น้ำ 10 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นพื้นที่เพาะปลูก แต่การเพาะปลูกเป็นไปอย่างยากลำบาก คนแย่งกันอยู่แย่งกันกินและยังมีภัยแล้งซ้ำเติม พ่อแม่ยอมขายลูกสาวให้เถ้าแก่แลกกับซาลาเปา 2 ลูก เพื่อกินกันตาย และมองอนาคตลูกเป็นคนใช้ในบ้านเศรษฐีย่อมสุขสบายกว่าอยู่กับครอบครัวยากจน
ความลำบากยากจนเช่นนี้เองเป็นต้นเหตุสำคัญให้ชาวจีนตัดสินใจสลัดทิ้งบ้านเกิด แห่กันลงเรือสำเภา “อั้งเถ้าจุ่ง” ซึ่งดัดแปลงให้เป็นเรืออพยพ แต่ละลำบรรทุกได้ราว 200 คน สภาพในเรือแออัดยัดเยียดมีอาหารและน้ำจืดจำกัด
ผู้คนอพยพเหล่านั้น ไม่ได้พกเสื่อผืนหมอนใบ แต่พกขนมเข่งซึ่งอบให้แห้งเป็นอาหารประทังชีวิตไปวันๆ ห่อกับผ้าขาวม้าและที่ขาดไม่ได้คือฟัก เพื่อใช้แทนน้ำจืด ระหว่างเดินทางฝ่าคลื่นลมอันเชี่ยวกรากมาถึงแผ่นดินไทยที่ใช้เวลาราว 1 เดือนครึ่ง
การเดินทางโดยเรือสำเภาหัวแดงเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมายเพราะสภาพในเรือที่อยู่กันแออัด บางคนติดเชื้อ บางคนอดข้าวอดน้ำ สิ้นลมก่อนถึงฝั่ง ผู้รอดชีวิตไม่มีทรัพย์สินเหลือติดตัวเมื่อมาถึงกรุงเทพฯ ก็เป็นกุลี ทำงานเป็นลูกจ้างรายวัน

“โทนี่” พาพวกเราเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์เฉาซ่าน หรือศูนย์นิทรรศการวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์แต้จิ๋ว ตั้งริมอ่าวเขตเหาเจียง เมืองซัวเถา เป็นแหล่งบันทึกเรื่องราวชาวซัวเถา-แต้จิ๋วในยุคนั้น ที่ฝ่าฟันความทุกข์ยากจนกระทั่งมาสู่ยุคความรุ่งเรืองในปัจจุบัน
พิพิธภัณฑ์เฉาซ่านได้รับการออกแบบสถาปัตยกรรมให้เป็นรูปทรงเรือสำเภาเป็นอาคารสูง 5 ชั้น เมื่อเข้าไปภายในอาคาร เจอเรือสำเภา “อั้งเถ้าจุ่ง” จำลองจากของจริง ตั้งโดดเด่นเป็นสง่า แต่ละชั้นแบ่งการแสดงเรื่องราวประเพณี ศิลปวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของชาวแต้จิ๋ว เป็นสัดส่วนตั้งแต่อาหารการกิน เสื้อผ้าการแต่งกาย
ชาวแต้จิ๋วเก่งทั้งเรื่องการทำอาหาร อาหารที่เราชอบๆ อย่างก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น ขาหมู ห่านพะโล้ หรือโจ๊ก มีรสชาติอร่อยกลมกล่อม ขนมหวาน เช่น ถั่วตัด ถั่วบด หรือเต้าส้อ เป็นของว่างกินกับชาร้อน กาแฟได้อรรถรส
ในห้องแสดงงานแกะสลัก เป็นอีกห้องที่ดูแล้วต้องชื่นชมความละเอียดประณีต ความอดทน และสมาธิในการใช้สิ่ว ค้อน มีดแกะสลักท่อนไม้ให้กลายเป็นช่อดอกไม้ในแจกันมีมิติสมจริง
พิพิธภัณฑ์เฉาซ่านยังรวบรวมประวัติรูปถ่ายชาวแต้จิ๋วผู้สร้างคุณูปการ และประสบความสำเร็จในดินแดนต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงมหาเศรษฐีของไทยหลายคน อาทิ เจี่ย เอ็กชอ บิดาของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าสัวชาตรี โสภณพนิช แห่งธนาคารกรุงเทพ
ผู้บริหารเมืองซัวเถา จัดงบประมาณก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์เฉาซ่านอย่างโอ่อ่าเช่นนี้ นับเป็นเรื่องน่านับถืออย่างยิ่งเพราะเป็นแหล่งร้อยเรียงประวัติศาสตร์ ประเพณีและศิลปวัฒนธรรมในอดีตเชื่อมต่อกับจีนยุคปัจจุบันที่ก้าวล้ำทันสมัยได้อย่างกลมกลืน
