bg-single

50 ปี 6 ตุลา (2) จากรัฐประหาร สู่รัฐประหาร

16.09.2026

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

50 ปี 6 ตุลา (2)

จากรัฐประหาร สู่รัฐประหาร

“ความพ่ายแพ้ในสงครามนำไปสู่ความคับแค้นใจ และในบางครั้งก็นำไปสู่ความต้องการอย่างแรงกล้าของการแก้แค้น”

Joshua Rovner

Strategy and Grand Strategy (2025)

บทความนี้ขอตั้งชื่อว่า “จากรัฐประหาร สู่รัฐประหาร” เพราะต้องการให้เห็นถึงการเชื่อมต่อของการยึดอำนาจทั้ง 2 ครั้ง คือ รัฐประหารตุลาคม 2519 และรัฐประหารมีนาคม 2520 ซึ่งรัฐประหารทั้งสองนี้ นอกจากจะเชื่อมต่อกันแล้ว ยังมีผลสะเทือนต่ออนาคตการเมืองไทยในเวลาต่อมาอย่างมากด้วย

แต่ในอีกด้านของปัญหาการเมืองไทย สำหรับอันแรกนั้นคือ รัฐประหารที่สำเร็จ แต่อันหลังที่ตามมาในอีกราว 5 เดือนต่อมา คือรัฐประหารที่ล้มเหลว และผลจากความล้มเหลวของการรัฐประหารที่จะตามมาอย่างแน่นอนคือ ชะตากรรมที่ไม่น่าพึงปรารถนาของผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังเช่นที่เคยปรากฏให้เห็นในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการถูกยิงเป้า ถูกเนรเทศออกต่างประเทศ หรือถูกจองจำในประเทศ เป็นต้น

ในประวัติศาสตร์การเมืองของยุคหลัง 14 ตุลาคม 2516 นั้น รัฐประหาร 26 มีนาคม 2520 เป็นภาพสะท้อนของการเป็น “กบฏ” ในยุคสมัยใหม่ของการเมืองไทย และเป็นรัฐประหารแรกหลังการยึดกุมอำนาจของกลุ่มขวาจัดในวันที่ 6 ตุลาคม 2519… บางครั้งก็อดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่า การเมืองไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร ถ้าคณะนายทหารของ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจในวันนั้น

แต่ดังที่เราทราบกันเสมอว่า ชะตากรรมของผู้แพ้ในสงครามการเมืองไม่ว่าจะเป็นในช่วงเวลาใด ไม่เคยแตกต่างกัน… ผู้นำถูกยิงเป้า และผู้ร่วมขบวนการถูกคุมขังและถอดยศ และรอเวลาของการเกิดรัฐประหารครั้งใหม่ที่เกิดตามมาในอนาคต

ชัยชนะของผู้ลงมือก่อน!

การล้อมปราบที่เกิดขึ้นในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น จบลงด้วยภาพของความรุนแรงทางการเมืองอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน การเมืองไทยในอดีตที่จะมีการใช้กำลังเข้าต่อสู้กัน ก็เป็นเรื่องของฝ่ายที่มีกำลังทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นกบฏแมนฮัตตันในปี 2494 ที่เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างทหารบกกับทหารเรือ หรือรัฐประหาร 2500 ก็สะท้อนส่วนหนึ่งถึงความขัดแย้งระหว่างทหารบกกับตำรวจ เป็นต้น

ความขัดแย้งระหว่างผู้ถืออาวุธ ไม่ว่าจะเหล่าทัพใดก็ตาม สังกัดหน่วยใดก็ตาม สุดท้ายแล้วมักจะจบลงที่ต้องตัดสินด้วยอาวุธที่อยู่ในมือของคู่ขัดแย้ง แน่นอนว่าสัจธรรมของการใช้อาวุธเป็นเครื่องมือตัดสินข้อขัดแย้ง ย่อมไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมในทางรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะกลุ่มบุคคลหรือรัฐ ล้วนมีวิถีไม่แตกต่างกัน

แต่การใช้กำลังของฝ่ายรัฐกระทำกับนิสิต นักศึกษา และประชาชนในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แตกต่างออกไป ภาพของตำรวจพร้อมอาวุธหนักที่บุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บ่งบอกถึงอำนาจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างนักศึกษากับเจ้าหน้าที่รัฐ กล่าวคือ อำนาจในเชิงเปรียบเทียบของ 2 ฝ่ายในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น มีสภาวะที่เป็น “อสมมาตร” อย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้น เมื่อการใช้กำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สิ้นสุดลง จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่า จะเกิดความสูญเสียอย่างมากกับนักศึกษาที่เป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ และเป็นความสูญเสียในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ผลที่ตามมาอย่างเห็นได้ชัดคือ การเมืองในระบบรัฐสภาของไทยไม่มีทางที่จะมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปได้อย่างแน่นอน

แล้วในที่สุด ค่ำของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็มีประกาศการยึดอำนาจอย่างที่ไม่ผิดคาดนัก… คิดอีกแบบ ก็ตอบได้ง่ายๆ ว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีการยึดอำนาจ ด้วยความรุนแรงของสถานการณ์ในขณะนั้น การยึดอำนาจกลายเป็นความชอบธรรมในตัวเอง เพราะฝ่ายรัฐจำเป็นต้องใช้กำลังทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับมีความกลัวว่า ฝ่ายตรงข้ามจะมีปฏิบัติการอย่างไรหรือไม่

เนื่องจากในมุมมองของฝ่ายผู้มีอำนาจนั้น การยึดอำนาจเป็นเครื่องมือของการควบคุมสถานการณ์ที่ดีที่สุด เพราะด้วยการใช้ความรุนแรงเช่นนั้น ย่อมเป็นคำถามในตัวเองว่า “แล้วจะเกิดอะไรตามมา?”

ว่าที่จริง คำถามเช่นนี้ตอบไม่ยากเลย เพราะด้วยศักยภาพทางด้านกำลังของขบวนการนิสิตนักศึกษาแล้ว ไม่มีอำนาจที่จะทำการตอบโต้ด้วยกำลังแต่อย่างใด

แต่ด้วยผลของการปลุกระดมและสร้างความกลัวทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน จึงทำให้เกิดความกลัวว่า จะมีการใช้กำลังตอบโต้การใช้กำลังของฝ่ายรัฐในตอนเช้า คำตอบที่เป็นรูปธรรมคือ เป็นไปไม่ได้เลย ขบวนการนิสิตนักศึกษาไม่ได้มีขีดความสามารถที่จะทำสิ่งที่ในภาษาทหารเรียกว่า “counterattack” หรือ “การโจมตีตอบโต้กลับ” ได้แต่อย่างใด เพราะขบวนการนิสิตนักศึกษาไม่ใช่ “ขบวนการติดอาวุธ” ที่จะมีศักยภาพกระทำการเช่นนั้นได้

ข้างหลังภาพ

ปัญหาศักยภาพของอีกฝ่ายที่จะ “โจมตี” ได้จริง กลับซ่อนอยู่เบื้องหลังการรัฐประหารในตอนค่ำของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ต่างหาก เนื่องจากก่อนที่จะเกิดเหตุในวันที่ 6 นั้น เป็นที่รับรู้กันอยู่พอสมควรว่า ไม่ได้มีทหารกลุ่มเดียวที่เตรียมการยึดอำนาจ หรืออาจกล่าวในบริบทของกลุ่มอำนาจได้ว่า “ข้างหลังภาพ” ของความสำเร็จของการรัฐประหารในวันที่ 6 นั้น มีทั้งผู้ได้อำนาจ และผู้เสียอำนาจ

แน่นอนว่าผู้เสียอำนาจตกอยู่ในสถานะของการเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ในเวทีการเมือง แต่ก็มีคำถามเสมอว่า แล้วผู้แพ้จะหวนกลับมาต่อสู้ใหม่หรือไม่… เวลาเท่านั้นจะเป็นผู้ให้คำตอบ!

หลังจากประกาศความสำเร็จของการรัฐประหารแล้ว สังคมได้รับทราบว่า พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ มีสถานะเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ซึ่งสำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการเมืองไทยแล้ว ออกจะเป็นเรื่องแปลก ที่ผู้นำการยึดอำนาจไม่ใช่ผู้บัญชาการทหารบก… ผิดวิสัยของการเมืองไทยอย่างยิ่ง

ความน่าฉงนของการรัฐประหารครั้งนี้ ยังตามมาอีกใน 4 วันต่อมา เมื่อรัฐบาลประกาศคำสั่งผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ปลด พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ นายทหารระดับสูงของกองทัพบกออกจากราชการ การประกาศปลดเช่นนี้สะท้อนความขัดแย้งภายในโครงสร้างอำนาจรัฐไทยที่ชัดเจน และประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องราวอีกด้านที่ซ้อนอยู่ในบริบทของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

ดังนั้น “ข้างหลังภาพ” ของการยึดอำนาจในค่ำวันนั้น จึงเป็น “การชิงไหวชิงพริบ” ของกลุ่มผู้มีอำนาจด้วยกันเอง และดูจะเป็นสัจธรรมของ “ทฤษฎีรัฐประหารไทย” ที่สอนกันด้วยปรากฏการณ์จริงในหมู่นายทหารว่า “ใครยึดก่อน คนนั้นชนะ” เพราะฝ่ายที่เข้ายึดอำนาจก่อน ถ้าทำได้จริง จะเป็นฝ่ายสามารถเข้ากุมอำนาจรัฐได้ก่อน และการยึดกุมอำนาจรัฐได้ก่อน จะกลายเป็นความสำเร็จในตัวเอง เพราะเขาจะเปลี่ยนสถานะจาก “กบฏ” กลายไปเป็นรัฐบาลทันที และความโชคร้ายก็คือ รัฐบาลอาจจะกลับกลายเป็น “กบฏ” ได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตาม อาจต้องบอกเป็นดังหมายเหตุว่า ทฤษฎีนี้ไม่จริงทั้งหมด เนื่องจากในกรณีของ “รัฐประหารยังเติร์ก” ที่ล้มเหลวถึง 2 ครั้ง (พ.ศ.2524 และ 2528) เพราะมีปัจจัยแทรกซ้อนที่ควบคุมไม่ได้ แม้หน่วยกำลังของฝ่ายยังเติร์กจะมีกำลังมากกว่า ทั้งเป็นฝ่ายที่เปิดการเคลื่อนไหวก่อน ด้วยการเข้ายึดจุดที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ในกรุงเทพฯ แต่ก็เป็น “ผู้แพ้”

ซึ่งความพ่ายแพ้ในครั้งนั้น เป็นคำตอบที่บ่งบอกถึง “ความซับซ้อน” ของความสำเร็จของการยึดอำนาจในการเมืองไทย เพราะการแพ้ชนะไม่ได้ถูกวัดด้วยอำนาจกำลังรบที่แต่ละฝ่ายควบคุมอยู่ในมือ แต่อาจมีปัจจัยบางประการที่ “แทรกซ้อน” เข้ามา จนความเหนือกว่าด้านกำลังไม่มีความหมาย

ฉะนั้น รัฐประหาร 6 ตุลาฯ ในบริบทของการต่อสู้ทางการเมือง จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการกวาดล้างขบวนการนิสิตนักศึกษาเท่านั้น หากยังหมายถึงการจัดการกับกลุ่มการเมือง/กลุ่มทหารอีกฝ่ายที่พวกเขาต่อสู้กันอยู่ในโครงสร้างอำนาจรัฐของไทยก่อนวันที่ 6

ผลตอบแทน 2 ประการจากรัฐประหาร 2519 จึงสะท้อนให้เห็นอีกด้านของการเมืองไทยในยุคนั้นคือ ความขัดแย้งทางการเมืองในโครงสร้างอำนาจรัฐ โดยเฉพาะความขัดแย้งภายในกองทัพ

ในสภาวะเช่นนี้ นักเรียนรัฐศาสตร์ถูกสอนด้วยบทเรียนที่เป็นจริงในทางการเมืองว่า ความขัดแย้งของผู้ถืออาวุธไม่เคยจบลงอย่างง่ายๆ และมักจะจบลงด้วยการใช้กำลังเสมอ เพราะตราบเท่าที่ยังมีกำลังในมือแล้ว กำลังก็จะเป็นเครื่องมือในการตัดสินอนาคตของคู่ขัดแย้ง

อำนาจในการควบคุมกำลังทำให้การถอยออกของกลุ่มการเมืองที่เป็นฝ่ายแพ้ในค่ำวันที่ 6 ตุลาฯ นั้น ไม่ได้บ่งบอกว่าฝ่ายที่ถอยจะยุติความตั้งใจในการต่อสู้แล้ว… การเมืองของผู้คุมกำลังรบยังจำเป็นต้องอาศัยอำนาจกำลังรบเป็นเครื่องตัดสินเสมอ และยังมีนัยถึงการแสวงหาปัจจัยในการสร้างความชอบธรรมเพิ่มเติมอีกด้วย

การกลับมาของผู้แพ้!

แล้วในที่สุดความขัดแย้งของกลุ่มที่มีอำนาจที่ซ่อนอยู่เช่นนั้น ก็ปะทุขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอย่างคาดไม่ถึงด้วย ใครเลยจะคิดว่า อีก 5 เดือนหลังรัฐประหาร 2519 รัฐประหารก็หวนกลับมาสู่การเมืองไทยอีกครั้ง…อยากจะย้ำว่า เพียง 5 เดือนเท่านั้น!

ในเช้าวันที่ 26 มีนาคม 2520 ซึ่งเป็น “วันเกิดของจุฬาฯ” นั้น กำลังรบจากหน่วยทหารที่ถือว่าเป็นกองพลทหารราบที่ดีที่สุดหน่วยหนึ่งของกองทัพบกไทย ก็เคลื่อนตัวจากกาญจนบุรี เดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ กองพลนี้เป็นผลผลิตโดยตรงของสงครามเวียดนาม แต่ในวันนี้ กำลังพลบางส่วนตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลและวัตถุประสงค์ทางการเมือง

แต่ด้วย “คำสัญญา” ที่ไม่ปรากฏเป็นจริงในเช้าวันนั้น ทหารจากหน่วยกำลังในกรุงเทพฯ ซึ่งควรจะเคลื่อนตัวออกมารับกำลังที่กำลังเดินทางมาทางสะพานพระปิ่นเกล้าเข้าสู่ใจกลางพระนคร เพื่อทำการเข้าควบคุมทุกอย่างให้ได้ตามแผนยุทธการของการยึดอำนาจ กลับไม่ปรากฏกายให้เห็น

การไม่ปรากฏตัวของทหารกรุงเทพฯ จึงเป็นสัญญาณโดยตรงว่า ทหารจากกาญจนบุรีถูก “เท” กลางถนนราชดำเนิน สภาวะเช่นนี้เป็นคำตอบในตัวเองว่า รัฐประหารของ “ทหารต่างจังหวัด” แพ้แล้ว เพราะรัฐประหารไม่เคยประสบความสำเร็จได้โดยหน่วยทหารในกรุงเทพฯ ไม่เข้าร่วม

ในที่สุด บรรดาผู้นำและผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐประหาร 26 มีนาคม 2520 ก็เปลี่ยนสถานะเป็น “นักโทษการเมืองรุ่น 2” โดยมีนักศึกษาจากกรณี 6 ตุลาฯ “นอนรอ” อยู่ก่อนแล้วที่แดนพิเศษ บางขวาง…

นี่คือจุดเริ่มต้นของนักโทษการเมืองในคดีกบฏ 26 มีนาคม 2520 และต้องบันทึกไว้ว่า ในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ นั้น มี “การเมืองทหาร” เข้ามาเป็นปัจจัยร่วมอีกด้วย!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

พระสารสาสน์พลขันธ์ กับ ‘ชีวประวัติของชาติในสายตาของฉัน’ (31)
เชลยศึกสงครามลาว (48)
50 ปี 6 ตุลา (2) จากรัฐประหาร สู่รัฐประหาร
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (193)
AI โตเร็วไป จน Bill Gates ต้องเตือน
E-DUANG | สภาวะ หมาตาย เห็บโดด ปรากฏการณ์ ทางการเมือง
รื้อหอพักอ่างแก้ว : war of position ว่าด้วยมรดกสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (จบ)
ขวาชนขวา-ขวาไม่เอาขวา ! | สุรชาติ บำรุงสุข
“สุริยะ” ตั้ง “ศูนย์อำนวยการฯ แก้ปัญหาปลาหมอคางดำ” ยกเป็นวาระแห่งชาติ มอบ “วัชระพล” ระดม 29 หน่วยงานปกป้องทรัพยากรสัตว์น้ำประเทศ – ถกนัดแรก 16 ก.ย.นี้
เมื่อโลกเปลี่ยน เกมเกษตรก็ต้องเปลี่ยน เทคโนโลยีชาวบ้านฉลองครบ 39 ปี  เปิดเวที NEXT MOVE 30 ต.ค.นี้
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (จบ)
CLUB27 อันตรายกว่า ‘เบญจเพส’?