เจาะยุทธวิธีตำรวจกองปราบฯ ปฏิบัติการกวาดลานวัดพุทไธศวรรย์ เปิดแผนประทุษกรรม ‘สมีโชติ-สีกาเอ๋’
คอลัมน์ โล่เงิน
ใต้ร่มกาสาวพัสตร์แห่ง “วัดพุทไธศวรรย์” พระอารามหลวงคู่บารมีกรุงเก่าอยุธยา
ศรัทธาที่เคยงดงามกลับถูกบดบังด้วยความเน่าในที่ซุกซ่อนมานาน
จนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) สังกัดตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ต้องลงสนาม “กวาดลานวัด” อีกครั้ง
คดีนายอติโชติ หรือ “อดีตพระวชิรญาณ” และ น.ส.ปุณยวีร์ “สีกาเอ๋” คนสนิท ไม่ใช่เพียงเรื่องอื้อฉาวที่นำไปสู่อาบัติปาราชิก
แต่คืออาชญากรรมเศรษฐกิจเชือดเฉือนศรัทธาประชาชนมูลค่ามหาศาล
การที่หน่วยงาน “เขี้ยวเล็บ” ระดับกองปราบฯ ต้องเข้ามาแบกรับภารกิจนี้เองสะท้อนถึงความอ่อนไหวของคดีที่ผู้ต้องหามีทั้งบารมีทางจิตวิญญาณและแวดล้อมด้วยลูกศิษย์ระดับบิ๊ก ขรก. ผู้มีอิทธิพล
เบื้องหลังยอดยึดทรัพย์กว่า 720 ล้านบาท จึงไม่ได้เริ่มจากการบุกจับอันเอิกเกริก
หากแต่เริ่มจากเบาะแสเล็กๆ ในซองจดหมายใบเดียวจากฆราวาสสู่ผู้ทรงบารมี “หลวงพ่อโชติ”
จากฆราวาสสู่ผู้ทรงบารมี “หลวงพ่อโชติ”
นายอติโชติ ธมฺมวโร เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2502 อุปสมบทเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2540 ณ วัดพุทไธศวรรย์ ในวัย 38 ปี โดยมีพระครูภัทรกิจโกศล เจ้าอาวาสวัดสนามไชย เป็นพระอุปัชฌาย์ ครองผ้าเหลืองยาวนานถึง 30 พรรษา
เส้นทางสมณศักดิ์ไต่ระดับอย่างรวดเร็ว ปี 2559 ขึ้นผู้ช่วยเจ้าอาวาส
ปี 2562 ได้สมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตร
ปี 2564 รักษาการเจ้าอาวาส ก่อนก้าวขึ้นเป็นเจ้าอาวาสเต็มตัวในปี 2565
จุดพลิกที่ทำให้ชื่อ “หลวงพ่อโชติ” โด่งดัง คือการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดสร้าง “เหรียญเหนือดวง” หรือ “เหรียญยกฐานะ”
วัตถุมงคลที่ระลึกในวาระสมโภชพระอารามหลวง ซึ่งราคาเช่าบูชาพุ่งทะยานถึงหลักแสนหลักล้านในวงการพระเครื่อง สร้างทั้งชื่อเสียงและกระแสเงินสะพัดมหาศาลให้วัดเล็กๆ แห่งนี้
กระทั่งปี 2567 ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ในราชทินนาม “พระวชิรญาณ วิ.” อันเป็นจุดสูงสุดของบันไดสมณศักดิ์
ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงในบ่ายวันที่ 10 กันยายน 2569 เมื่อภาพลักษณ์อันขรึมขลังถูกฉีกออกด้วยกล้องวงจรปิดในกุฏิของตนเอง
จาก “บัตรสนเท่ห์” สู่แฟลชไดรฟ์มัดแน่น
กลางเดือนกรกฎาคม 2569 หนังสือร้องเรียนหรือ “บัตรสนเท่ห์” จากผู้หวังดีถูกส่งถึงมือ บก.ป.
ระบุพฤติการณ์สองสายที่เดินคู่กันมา คือความสัมพันธ์ชู้สาวและการส่อทุจริตเงินวัด
ชุดสืบสวนกองกำกับการ 1 บก.ป. นำโดย พ.ต.ท.กฤษฎา พลายละหาร รองผู้กำกับการ 1 บก.ป. ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศิษย์ที่กราบไหว้อดีตเจ้าอาวาสด้วยความเลื่อมใสส่วนตัว แต่เมื่อสวมหมวกนักสืบ เขาเลือกวางศรัทธาส่วนตนลง เพื่อยืนเป็นปราการด่านสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรม
ต่อมาในเดือนสิงหาคม เมื่อจดหมายฉบับที่สองมาพร้อม “แฟลชไดรฟ์” ปริศนา ภายในคือคลิปจากกล้องวงจรปิดของวัดเอง
บันทึกพฤติกรรมเสื่อมเสียระหว่างเจ้าอาวาสกับสีกาคนสนิทไว้อย่างชัดแจ้ง
ชุดสืบสวนงัดยุทธวิธี “ปิดข่าวขั้นสุด” ให้รู้เห็นเพียง 4-5 คนเท่านั้น
เพราะสมีโชติยามนั้นวางระบบรักษาความปลอดภัยไม่ต่างจากฐานทัพ
เมื่อพบว่าพฤติการณ์อันตะกละตะกลามเกิดขึ้นตอนตี 5 ครึ่ง ก่อนจะสลัดผ้าเปลี่ยนกาย ออกไปให้พรลูกศิษย์เวลา 8 โมงเช้าราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตำรวจหันเข็มทิศจาก “พฤติกรรมส่วนตัว” ไปสู่ “เส้นทางเงิน” อันซับซ้อนกว่าที่คิด
เมื่อกองปราบฯ สาวไส้เส้นทางการเงิน แผนประทุษกรรมแบบ “พุทธพาณิชย์สีเทา” ก็ปรากฏโฉม นายอติโชติอาศัยบารมีเจ้าอาวาสตั้ง “มูลนิธิหวันโชติ” ขึ้นปลายปี 2568 นำชื่อวัดผนวกชื่อตนสร้างความน่าเชื่อถือ
แต่แท้จริงคือ “ช่องทางน้ำไหล” เบี่ยงเบนเงินทำบุญและเงินเช่าบูชา “เหรียญเหนือดวง” ไม่ให้แตะต้องบัญชีวัดแม้แต่น้อย
กลไกที่ตรวจพบคือ การออกใบอนุโมทนาบัตรในนามวัด จูงใจให้ผู้บริจาคนำไปลดหย่อนภาษี แต่สั่งให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวหรือบัญชีมูลนิธิที่จดทะเบียนไม่สมบูรณ์ ความเสียหายเบื้องต้นที่ตรวจพบอยู่ที่ 92 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินเช่าวัตถุมงคล 2.8 ล้านบาท และเงินบูรณะวัดอีก 89 ล้านบาท ทว่า บัญชีทางการของวัดกลับ “ไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว” ไหลเข้า
ทรัพย์สินทั้งหมดถูกโยกเข้าบัญชีส่วนตัวรวมกว่า 290 ล้านบาท และเงินสดซุกในกุฏิอีก 138 ล้านบาท
ยุทธวิธี “ปิดทางน้ำ-ล้อมทางบก”
เช้าวันที่ 10 กันยายน 2569 ปฏิบัติการเปิดฉาก ด้วยยุทธวิธี “ปิดทางน้ำ-ล้อมทางบก” เพราะกุฏิเป้าหมายตั้งอยู่ริมน้ำ ติดกล้องวงจรปิดกว่า 60 ตัว หากผู้ต้องหาไหวตัวอาจหนีทางเรือได้ทันที
ชุดจู่โจมจึงปิดล้อมทุกเส้นทางตั้งแต่คืนก่อนหน้า แล้วเข้าประชิดในจังหวะที่ผู้ต้องหาไม่ทันตั้งตัวคือขณะกำลังจะฉันอาหารเช้า
ผลการตรวจค้น 6 จุด คือภาพช็อกที่ทิ่มแทงใจพุทธบริษัท ตู้เซฟและลังกระดาษถูกพบซุกซ่อนทุกมุมกุฏิ
เมื่อเปิดออกพบธนบัตรกองพะเนินรวม 138,308,986 บาท จนเครื่องนับเงินทำงานหนักถึงขั้น “พังไป 2 เครื่อง”
ยังไม่นับทองคำแท่งและรูปพรรณอีกกว่า 1,066 บาท (มูลค่าราว 70 ล้านบาท)
และโฉนดที่ดินอีกจำนวนมาก รวมยอดทรัพย์สินที่ยึดได้จากสมีโชติ-สีกาเอ๋ทะลุ 720 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่ยังนำ “โต๊ะกลม” ตัวเอกในคลิปฉาวออกจากวัด เพื่อไม่ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งความเสื่อมในภายหลัง
“สีกาคนสนิท” กับนอมินีฟอกเงิน
น.ส.ปุณยวีร์ หรือ “สีกาเอ๋” คือกลไกแปรสภาพทรัพย์สินตัวจริง พบประวัติเคยเป็นบุคคลล้มละลายในปี 2562 แต่พ้นล้มละลายเพียง 3 ปี (2565) กลับพลิกฐานะร่ำรวยผิดหูผิดตา มีบ้านหรู 2 หลัง รถฟอร์จูนเนอร์ และเงินฝากนับล้าน ทั้งที่ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง
ชุดสืบสวนชี้ว่านี่คือ “ฟอกเงิน” ที่วางระบบมาอย่างดี ซ้ำยังใช้บุตรสาว นักศึกษาปี 2 ที่ยังไม่มีรายได้ เป็นนอมินีถือครองบ้านและรถแทนตน เพื่อบังหน้าที่มาของเงิน
หลักฐานเหล่านี้ทำให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาหนักต่อนายอติโชติ ตามมาตรา 147 (เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์) มาตรา 157 (ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ) และ พ.ร.บ.ฟอกเงิน ส่วนสีกาเอ๋โดนข้อหาผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานและสมคบฟอกเงิน ซึ่งล้วนมีอัตราโทษสูงและต้องขยายผลเส้นทางเงินที่ยังซุกซ่อนอีกมหาศาล
ปิดตำนาน “สมีโชติ” สู่เรือนจำ
11 กันยายน 2569 พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ภาค 1 ศาลอนุญาตฝากขังครั้งแรก 12 วัน และยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ด้วยเหตุผลว่าคดีมีอัตราโทษสูงและเกรงยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน โดยเฉพาะเส้นทางเงินที่ยังต้องขยายผลถึงนอมินีรายอื่น นายอติโชติในชุดขาวและสีกาคนสนิทจึงถูกส่งตัวเข้าเรือนจำจังหวัดสระบุรีทันที
นี่ไม่ใช่แค่การปิดตำนานพระเกจิผู้สร้างเหรียญดัง แต่คือบทเรียนที่ผลักดันการปฏิรูปเงินวัดผ่านระบบ e-Donation เพื่อตัดวงจรเงินสดในกุฏิและความหละหลวมของใบอนุโมทนาบัตรกระดาษ
ตำรวจสอบสวนกลางยืนยันว่านี่คือการ “แยกเนื้อร้าย” ออกจากร่มพระพุทธศาสนา เพื่อคืนความศักดิ์สิทธิ์แก่วัดพุทไธศวรรย์
