My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
กับ ‘ชีวประวัติของชาติในสายตาของฉัน’ (31)
ประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยฉบับพระสารสาสน์ฯ
การเริ่มต้นประวัติศาสตร์นิพนธ์ของพระสารสาสน์ฯ เริ่มต้นจากไทยในยุคดึกดำบรรพ์ โดยอาศัยงานของ W.A.R. Wood และ W.C. Dodd เป็นรากฐาน เขาเห็นว่าชนชาติไทยสามารถสืบย้อนกลับไปถึงราวห้าพันปี ชนชาติไทยมีอารยธรรมที่เก่าแก่เทียบเท่ากับอารยธรรมอื่นๆ ในโลก เช่น สุเมเรียน อียิปต์ บาบิโลเนียน ฯลฯ ทั้งนี้ ลักษณะการเขียนประวัติศาสตร์ไทยในยุคต่างๆ ของเขาตลอดทั้งเล่มจะเขียนเทียบพัฒนาการควบคู่ไปกับอารยธรรมอื่นๆ ในโลกไปด้วยเสมอ
เขาใช้เชิงอรรถให้ข้อมูลเปรียบพัฒนาการ เขาเห็นว่าชนชาติไทยมีความเก่าแก่กว่าชนชาติจีน เขาเห็นว่าจากการค้นคว้าของพวกยุโรปที่นิยมบุรพทิศทำให้คนไทยสามารถนิยามถึงความยิ่งใหญ่ของชนชาติตนเองในอดีตอันรุ่งเรืองได้ เขาเห็นว่า ตลอดประวัติศาสตร์ไทยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยอยุธยาสร้างโศกนาฏกรรมอย่างใหญ่หลวงแก่ประชาชาติไทย และเป็นอุปสรรคอย่างมากในการพัฒนาประชาชาติไทยให้เจริญก้าวหน้า
นอกจากนี้ ตลอดทั้งเล่มเขาสอดแทรกประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นเปรียบกับไทยตลอดเวลาทั้งในด้านความสัมพันธ์ที่ไทยเคยมีกับญี่ปุ่นในสมัยอยุธยา แต่ภายหลังไทยให้ความสำคัญกับยุโรปมากกว่าจนขับไล่ญี่ปุ่นออกไป และต่อมาเมื่อญี่ปุ่นในยุคจักรพรรดิเมจิพัฒนาประเทศให้เป็นสมัยใหม่จนเจริญก้าวหน้า แต่ไทยก็หาได้มีความเจริญเยี่ยงญี่ปุ่นเป็น
ในยุคหลังอยุธยา เขาเห็นว่า “กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี แต่กรุงศรีอยุธยาไม่ยอมให้ใครดี” (Ayudhya never lacks genius unluckily her genius was bred under duress) (Phra Sarasas, 1942, 97) เขายังได้อุทิศหน้ากระดาษถึง 17 หน้าในการเขียนชื่นชมบทบาทและความรักชาติบ้านเมืองของพระยาตาก เขาเห็นว่าพระยาตากเป็นวีรบุรุษและเป็นบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเป็นผู้ปกครอง เขายืนยันว่า พระยาตากมีบิดาและมารดาเป็นคนไทย ดังนั้น พระยาตากเป็นคนไทย (Phra Sarasas, 99)
พระสารสาสน์ฯ เห็นว่า การเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์ของชนชั้นปกครองสมัยกรุงเทพฯ นั้นอุดมไปด้วยข้อโจมตีพระยาตากว่าเป็นเจ๊กเป็นจีนนั้น เขาเห็นว่าเป็นการเขียนประวัติศาสตร์ที่สร้างความชอบธรรมให้กับชนชั้นปกครอง (Phra Sarasas, 100) สำหรับการเขียนประวัติศาสตร์ชนชั้นปกครองตั้งแต่รัชกาลที่ 1- 4 นั้น เขาใช้เนื้อที่กระดาษเพียง 8 หน้าในการสรุปผ่านไปอย่างรวดเร็ว


เครดิตภาพ : Matthew Copeland



ประวัติศาสตร์นิพนธ์ระบอบเก่าที่คุ้นเคย
แต่สำหรับการเขียนถึงรัชกาลที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 นั้น เขาเขียนถึงได้มาก อาจเป็นเพราะเป็นช่วงเวลาร่วมสมัยซึ่งเขารู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี สำหรับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ นั้น เขาเห็นว่าเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า ยุคสมัยดังกล่าวเป็นการสร้างความอารยะให้สยามเพื่อความมั่นคงทางการเมืองเท่านั้น แม้นจะมีการนำเข้าสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ จากยุโรปด้วยการส่งบุคลากรไปศึกษาต่างประเทศเพื่อนำความก้าวหน้ากลับมา แต่การณ์หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะนักเรียนนอกเหล่านั้นหาได้นำสิ่งใดกลับมาสู่ประเทศ นอกจากความถือตัวและความหัวสูง (European snobbishness) (Phra Sarasas, 123-124)
สำหรับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เขาเห็นว่า พระองค์มีพระปรีชาสามารถในทางนักปราชญ์มากกว่าด้านอื่นๆ มหาดเล็กต่างๆ ในราชสำนักล้วนแต่เป็นคนสอพลอ (sycophants) พระราชนิยมแห่งยุคสมัยเป็นที่รู้กันทั่วไปในหมู่ข้าราชการ (Phra Sarasas, 130-133)
ถึงแม้ว่า มีความพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยนายทหารและพลเรือนเมื่อ ร.ศ.130 ด้วยความมุ่งหมายให้พระองค์ยอมรับรัฐธรรมนูญนั้นจะล้มเหลว จนทำให้พวกผู้ก่อการเหล่านั้นถูกจับและโยนเข้าคุก แต่ด้วยน้ำพระหทัยของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ เข้าแทรกแซงเหตุการณ์เพื่อมิให้ผู้ก่อการเหล่านี้ถูกบั่นศีรษะให้ขาดสะบั้น (Phra Sarasas, 133-134)
หากเปรียบเทียบกันระหว่างพระมงกุฎเกล้าฯ พระราชนิยม อีกทั้งพระราชดำริของพระองค์กับกรมหลวงพิษณุโลกฯ นั้น เขานิยมชมชอบความงามสง่าพระปรีชาสามารถ ความรักชาติบ้านเมือง และนิยมประชาธิปไตยของกรมหลวงพิษณุโลกฯ มากกว่า แต่เคราะห์ร้ายที่พระองค์เสด็จทิวงคตอย่างมีเลศนัย
เขาเห็นว่าแม้ว่า ในรัชสมัยดังกล่าวพยายามโปรยหว่านเมล็ดพันธุ์ชาตินิยมลงในหมู่ปวงประชาก็ตาม แต่เคราะห์ร้ายที่การผลิดอกออกผลนั้นแตกต่างไปจากที่พระองค์มีพระราชประสงค์ (Phra Sarasas, 134-137)
สำหรับการเขียนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ นั้น เขาจัดไว้ในภาคผนวก โดยใช้ปากของโคลด สารสาสน์ ภรรยาของเขา เป็นผู้เขียน โคลดเล่าว่า รัฐบาลครั้งนั้นไม่เข้าใจถึงเจตจำนงของปวงประชา ดำเนินนโยบายผิดพลาดหลายประการจวบกระทั่งการปฏิวัติ 2475 สำเร็จ กลุ่มอำนาจเก่าประสงค์จะทำลายคณะราษฎรด้วยการร่วมมือกับพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ปิดสภาผู้แทนฯ และงดใช้รัฐธรรมนูญ แต่เมื่อคณะราษฎรสามารถแก้ปัญหาได้ ก็เกิดกบฏบวรเดชติดตามมา แต่คณะราษฎรมีชัยชนะในการปราบปรามอีก ในที่สุด การสละราชย์จึงเกิดขึ้น
เขาใช้ปากของโคลดสรุปบทบาทของชนชั้นปกครองของไทยครั้งนั้นไว้ว่า “A king can do no wrong, implies also, a king can do no right, in otherwords, a king can do nothing” (Phra Sarasas, 232-235)
ความเสื่อมโทรมของประชาชนจากชนชั้นปกครอง
จากการประเมินพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยผ่านการกระทำของชนชั้นปกครองแล้ว พระสารสาสน์ฯ เห็นว่า หากพินิจประวัติศาสตร์ไทยจะพบความหมุนเวียนเปลี่ยนไปของราชวงศ์ต่างๆ มีลักษณะมาแล้วก็ไป ประชาชนดำรงอยู่เสมอ แต่ไม่เคยได้รับความเหลียวแล (Phra Sarasas, 174)
เขาเห็นว่า ไทยต้องเร่งพัฒนาทุนขึ้น อันจะนำไปสู่การคลี่คลายทางอำนาจจากศักดินาไปสู่พ่อค้า นอกจากนี้ เขาเห็นว่าศาสนาพุทธมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อจิตวิญญาณ นิสัยใจคอ และขนบธรรมเนียมของชาติ แต่คำสอนนั้นถูกบิดเบือนโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ซึ่งได้ประโยชน์จากการบิดเบือนนั้น (Phra Sarasas, 179)
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเขาจะวิพากษ์วิจารณ์ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาตลอดว่าเป็นระบอบที่เลวร้าย โดยเฉพาะอย่างผู้ปกครองในสมัยอยุธยา แต่เขาชื่นชมอย่างมากกับผู้ปกครองบางพระองค์ เช่น พระยาตาก และกรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ
นอกจากนี้ เขาวิจารณ์ว่า ความเสื่อมโทรมของประชาชาติไทยนั้นเกิดจากความฉ้อฉลของศาสนา และความผิดทิศในการศึกษานั้นเป็นผลสะท้อนจากภูมิปัญญาของชนชั้นปกครองที่สนใจแต่ความมั่นคงของตนเองมากกว่าประโยชน์ของไพร่ฟ้า อันเป็นเหตุให้ชาติเสื่อมทรามลง
เขาเห็นว่า ก่อนการปฏิวัติ ปัญหาความเสื่อมทรามของชาติไม่เคยมีการแก้ไข ชนชั้นปกครองสามารถควบคุมภูมิปัญญาด้วยการผูกขาดการศึกษาชั้นสูงและตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล “นโยบายของระบอบเก่าก็เป็นแบบปรนเปรอ (milk and honey) ให้ประชาชนจำนนเพื่อการครอบงำให้เชื่อฟังและรักษาไว้ซึ่งตำแหน่งที่มีประโยชน์” ข้าราชการที่ไม่เห็นด้วยก็ถูกกลั่นแกล้ง มีการปลูกฝังข้าราชการให้รักษาประโยชน์พวกพ้อง อำนาจทั้งหลายตกอยู่ในมือของชนชั้นปกครอง
ครั้งระบอบเก่า ประชาชนถูกปิดกั้นการมีส่วนร่วมทางการเมือง มีการแบ่งชนชั้นระหว่างกัน ศาสนาก็ไม่สามารถพึ่งได้เพราะถูกผู้ปกครองใช้เป็นเครื่องมือ การศึกษาแม้จะมี แต่ก็เป็นการให้อย่างเสียไม่ได้ เพราะความรู้เป็นสิ่งอันตรายสำหรับผู้ปกครอง ส่วนประชาชนนั้นเล่าล้วนทำงานตัวเป็นเกลียวโดยไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปากด้วยเหตุที่ว่า
“การพัฒนาประเทศด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมไม่เคยเร่งเพราะไม่ต้องการเป็นเหตุให้อำนาจเปลี่ยนมือไปสู่ชนชั้นกลาง” (Phra Sarasas, 174)
