Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
AI โตเร็วไป
จน Bill Gates ต้องเตือน
หากจะมีใครสักคนที่บอกว่าอยากให้ AI พัฒนาช้าลงกว่านี้สักหน่อย คุณผู้อ่านก็อาจจะเดาว่าคนที่พูดคงจะมาจากอุตสาหกรรมอะไรสักอย่างที่ปรับตัวไม่ทันแล้วถูก AI แทนที่
คงนึกไม่ถึงแน่ๆ ว่าประโยคนี้จะมาจากเจ้าพ่อไมโครซอฟต์อย่าง ‘บิลล์ เกตส์’
บิลล์ เกตส์ ได้เขียนและตีพิมพ์เรียงความของเขาเอาไว้บนเว็บไซต์ GatesNotes โดยมีใจความสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI จะเป็นช่วงเวลาที่มีความผันผวนที่สุดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
และเขาคิดว่าตอนนี้เราไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เลย
เขาชี้ว่า เรามักจะเปรียบเทียบ AI กับผลกระทบของนวัตกรรมในอดีตแบบผิดฝาผิดตัว อย่างในตอนที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือ PC ถือกำเนิดขึ้น มันใช้เวลานานถึง 20 ปีกว่าจะมาปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของมนุษย์เราได้
ไม่เหมือนกับ AI ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเพราะมันเกิดจากอุปกรณ์หรือดีไวซ์ที่เราใช้กันอยู่แล้ว มันใช้ภาษาการสั่งการแบบธรรมชาติในแบบที่เราทุกคนก็ใช้กันอยู่แล้ว ทำให้มนุษย์เราแทบจะไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเลย
เราจึงไม่มีประสบการณ์ในการรับมือกับเทคโนโลยีที่เติบโตรวดเร็วขนาดนี้มาก่อน ที่สำคัญมันเป็นเทคโนโลยีที่คิดและเคลื่อนไหวได้เหมือนมนุษย์ด้วย
บิลล์ เกตส์ ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค AI จะมาพร้อมกับความเสี่ยงครั้งใหญ่ใน 3 ด้านด้วยกัน
ด้านแรก คืองานหลายๆ งานจะสูญหายไปตลอดกาล
งานที่เสี่ยงที่สุดคืองานระดับล่างและกลาง อย่างเช่นบริการลูกค้า งานซอฟต์แวร์ งานให้บริการด้านกฎหมาย และงานขาย จะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่หายไปก่อน
จากนั้นเมื่อหุ่นยนต์ราคาถูกลง งานใช้แรงงานก็จะหายไปด้วย
ความเสี่ยงด้านที่สอง คือ AI จะช่วยให้คนทำอันตรายต่อกันได้มากขึ้น
เรื่องนี้เขาอธิบายไว้ว่า ก่อนที่ AI จะกลายเป็นของแมสแบบทุกวันนี้ บนโลกออนไลน์ก็พอจะมีข้อมูลอันตรายๆ อย่างวิธีการสร้างระเบิด การทำอาวุธชีวภาพ หรือไวรัสคอมพิวเตอร์อยู่บ้างแล้ว
แต่ AI จะทำให้ข้อมูลอันตรายๆ นี้แพร่กระจายได้กว้างขึ้นและทำตามได้ง่ายขึ้นจนอาชญากรที่ไม่ได้มีทักษะอะไรมากมายก็อาจจะใช้สร้างความเสียหายได้
หากการจู่โจมเหล่านี้เลือกเหยื่อที่เป็นโครงสร้างสาธารณูปโภค อย่างเช่นโรงพยาบาล สถาบันทางการเงิน ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า หรือหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลด้านสวัสดิการก็จะสร้างความเสียหายให้กับคนเป็นวงกว้าง
ไม่ใช่แค่มนุษย์ใช้ AI เป็นเครื่องมือในการทำร้ายทำลายกันเท่านั้น แต่เขายังเตือนด้วยว่า AI นี่แหละที่อาจจะหันมาโจมตีมนุษย์เอง เพราะเทคโนโลยีนี้รุดหน้าไปรวดเร็วและที่ผ่านมามันก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันสามารถมีความคิด การวางแผนเป็นของตัวเองได้แบบที่ไม่ได้คิดคำนึงถึงผลประโยชน์ของมนุษย์เป็นหลักเลย
ตัวอย่างที่น่าจะเห็นได้ชัดมากคือ เหตุการณ์ล่าสุดที่จะเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้เอง เมื่อ OpenAI ออกมายอมรับว่า AI ของตัวเองไปแฮ็กเว็บไซต์ Hugging Face โดยที่ไม่ได้มีใครสั่ง
ความน่ากลัวคือ AI หลายตัวช่วยกันทำงานเป็นทีมเพื่อบรรลุจุดประสงค์ที่ต้องการ มันทำงานโดยไม่ยอมแพ้ (เพราะมันยอมแพ้ไม่เป็น) เมื่อไปทางตรงไม่ได้ ก็ใช้วิธีไปทางอ้อม มีการแชร์ข้อมูลกันเองระหว่าง AI และในท้ายที่สุดก็เจาะระบบของ Hugging Face ได้แบบที่กว่า OpenAI จะรู้ก็สายเกินไปแล้ว
และความเสี่ยงด้านที่สาม คือการที่ AI จะทำให้พัฒนาการของเด็กยุคใหม่หยุดชะงักและจะไปแทนที่ความสัมพันธ์ในแบบมนุษย์
เขาเล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟังว่า บิลล์ เกตส์ ในวัยเด็กมีปัญหาเรื่องการเข้าสังคมเป็นอย่างมาก แม่ของเขาต้องช่วยฝึกทักษะนี้ให้ตั้งแต่ยังเด็ก แต่เขาคิดว่าหากเขาเติบโตขึ้นมาในยุค AI ตัวเขาเองก็คงจะไม่พยายามขนาดนั้นเลย
ในเมื่อเขาสามารถมีเพื่อนเป็น AI ได้ จะไปฝึกเข้าสังคมให้อึดอัดทำไม
เกตส์อ้างถึงผลการสำรวจที่บอกว่า การใช้งาน AI มากๆ มีความเกี่ยวข้องกับความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่ถดถอยลง ผลกระทบนี้เห็นได้ชัดในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่กำลังสูญเสียความสามารถในการวิเคราะห์แยกแยะในยุคที่เต็มไปด้วยข้อมูลเท็จและการทำดีพเฟก
นั่นหมายความว่า เด็กที่เติบโตมากับ AI อาจจะไม่มีความสามารถในการแยกแยะข้อมูลจริงออกจากข้อมูลปลอมซึ่งถือเป็นทักษะชีวิตที่สำคัญยิ่งยวด
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกตส์ออกมาเตือนเรื่องภัย AI แต่อันที่จริงเขาเป็นคนแรกๆ เลยด้วยซ้ำที่ออกโรงเตือนเรื่องนี้ตั้งแต่ AI ยังไม่แมส
และล่าสุด ยาคุบ ปาโชกิ (Jakub Pachocki) ผู้บริหารของ OpenAI ก็ออกมาเขียนบทความเตือนเหมือนกัน โดยมีใจความสำคัญคือ เขาเชื่อว่าเครื่องจักรจะฉลาดกว่ามนุษย์ในช่วงชีวิตเรานี่แหละ แต่ตอนนี้มนุษย์เราก็ไม่พร้อมเอาเสียเลยที่จะรับมือกับเรื่องที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้
สิ่งที่เขาเตือนและเรียกร้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับเกตส์ คืออยากให้โลกชะลอการเติบโตของ AI และออกมาตรการควบคุมความปลอดภัยให้รัดกุม
ไม่รู้ว่าการเตือนจากคนระดับแถวหน้าของวงการเทคโนโลยีจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน หรือคำเตือนนั้นมาจากเหตุผลอะไรที่สลับซับซ้อนกว่าที่เราจะเข้าใจได้หรือไม่ แต่เราทุกคนก็คงเห็นตรงกันว่าถ้ามันพัฒนาแล้วมีประโยชน์อย่างเดียวจะเดินหน้าเต็มสูบแค่ไหนก็คงไม่มีใครว่า
แต่ถ้ามันมาพร้อมอันตรายมองเห็นได้ตั้งแต่วันนี้ หากจะเดินหน้าช้าลงนิดหน่อยก็คงไม่เป็นไร
