บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (48)
คีย์แมนฝ่ายไทย
การเจรจาแลกเปลี่ยนเชลยศึกในสงครามลับในลาวเริ่มขึ้นในต้นปี พ.ศ.2516 สมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร จนต่อมาเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้แต่งตั้งคณะผู้แทนรัฐบาลไทยนำโดย พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ (ยศขณะนั้น) ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศทำหน้าที่เจรจาเรื่องการแลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งนี้กับผู้แทนฝั่งลาวคอมมิวนิสต์ (ปะเทดลาว) และเวียดนามเหนือ โดยที่ พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร จึงทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี
ขณะที่ในช่วงเวลานี้การสู้รบในเวียดนามกำลังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ส่วนในลาวยังคงมีกองกำลังทหารเสือพรานของไทยปฏิบัติการอยู่ ส่วนเชลยศึกไทยถูกย้ายที่คุมขังจากเดียนเบียนฟูไปฟูเย็น
ในส่วนของกองทัพไทย ผู้มีบทบาทสำคัญที่ทำงานประสานกันทั้งในส่วนนโยบายและการปฏิบัติในสนามคือ
1.พล.ต.วิฑูรย์ ยะสวัสดิ์ ผู้บัญชาการกองกำลังผสม 333 เป็นผู้ประสานงานทางลับร่วมกับซีไอเอและรัฐบาลราชอาณาจักรลาว ทำการเจรจาต่อรองโดยตรงกับฝ่ายปะเทดลาวและเวียดนามเหนือ รวมทั้งตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีรายชื่อทหารไทยที่ตกเป็นเชลย
2. พล.ท.สายหยุด เกิดผล เสนาธิการกองอำนวยการปราบปรามคอมมิวนิสต์ (กอ.ปค.) ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นผู้ขับเคลื่อนและเจรจาในระดับนโยบายยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทยในฐานะผู้มีส่วนร่วมก่อตั้ง บก.333 เป็นผู้ประสานงานระดับสูงกับฝ่ายบริหารของรัฐบาลไทยและกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อใช้ช่องทางการทูตและข้อตกลงหยุดยิงเวียงจันทน์ กุมภาพันธ์ พ.ศ.2516 เป็นเครื่องมือบีบให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ยอมเปิดเผยที่ตั้งค่ายกักกันและปล่อยตัวทหารเสือพรานไทย
กระทรวงการต่างประเทศ
กระทรวงการต่างประเทศไทยก็มีส่วนสำคัญอย่างมากโดยเน้นหนักไปที่ “บทบาทฉากหลังทางกฎหมายและการทูต” เพื่อไม่ให้กระทบต่อสถานะทางนิตินัยของประเทศ เนื่องจากรัฐบาลไทยได้ปฏิเสธอย่างเป็นทางการมาโดยตลอดว่าไม่ได้ส่งทหารเข้าไปร่วมรบในลาว บทบาทที่สำคัญของกระทรวงการต่างประเทศแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้
1. การประสานงานผ่านช่องทางอนุสัญญาเจนีวา : กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลักในการผลักดันให้ใช้อนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยการปฏิบัติต่อเชลยศึกมาเป็นกรอบอ้างอิงในการเจรจา เพื่อบีบบังคับให้ฝ่ายเวียดนามเหนือและฝ่ายปะเทดลาวต้องยอมเปิดเผยรายชื่อและสถานที่คุมขังและร่วมมือในการแลกเปลี่ยนตัวเชลยศึก
2. การประสานงานกับสภากาชาดสากล (ICRC) : เนื่องจากรัฐบาลไทยไม่สามารถเปิดการเจรจาในฐานะคู่สงครามโดยตรงได้ กระทรวงการต่างประเทศจึงประสานงานผ่านสภากาชาดสากล (ICRC) และสภากาชาดไทย เพื่อให้เป็นคนกลางตรวจสอบรายชื่อเชลยศึกไทยในค่ายกักกัน ส่งจดหมายติดต่อญาติ และร่วมเดินทางไปเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเชลยศึกในเวลาต่อมา
3. การเตรียมการทางการทูตเพื่อรองรับผลกระทบหลังข้อตกลงปารีส : ในห้วงการเจรจาสัญญาหยุดยิงปารีส พ.ศ.2516 นักการทูตและกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ประสานงานกับกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอย่างใกล้ชิดเพื่อเสนอและแก้ไขร่างข้อตกลง โดยกำหนดเงื่อนไขอย่างชัดเจนว่า “การถอนกำลังทหารต่างชาติและการปล่อยตัวเชลยศึกของฝ่ายพันธมิตรทั้งหมดต้องทำควบคู่กันไปทันที” ซึ่งเป็นตัวปลดล็อกให้ทหารไทยได้รับอิสรภาพในเวลาต่อมา
สรุปคือ ขณะที่ บก.333 และซีไอเอรับหน้าที่เจรจาทางลึกในภาคสนามและสืบค้นหาตัวเชลยศึก กระทรวงการต่างประเทศก็รับหน้าที่กางร่มเงาทางกฎหมายระหว่างประเทศและการทูตสากล เพื่อทำให้กระบวนการรับตัวทหารไทยกลับบ้านมีความชอบธรรมและราบรื่น
ท่าทีของเวียดนามเหนือ
บันทึกของซีไอเอระบุว่า เวียดนามเหนือและขบวนการปะเทดลาวไม่มีความเต็มใจเลยแม้แต่น้อยในการคืนตัวเชลยศึกไทยตั้งแต่แรกแม้จะเป็นการแลกเปลี่ยนเชลยศึกซึ่งกันและกันก็ตาม โดยพยายามแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างถึงที่สุด ด้วยการกำหนดฐานะของเชลยศึกทหารไทยเป็น “ตัวประกัน” และ “ชิ้นเค้ก” สำหรับใช้ต่อรองกับรัฐบาลไทยและสหรัฐ ความไร้ความเต็มใจนี้สะท้อนชัดเจนผ่าน 4 พฤติกรรมหลัก ดังนี้
1. จงใจเล่นแง่เรื่อง “สถานะทางกฎหมาย” : ฝ่ายคอมมิวนิสต์ไม่ยอมรับว่าทหารเสือพรานไทยเป็นเชลยศึกตามกฎหมายสากล โดยยืนกรานว่าเป็น “ทหารรับจ้างนอกกฎหมาย” ที่ซีไอเอจ้างมา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องผูกพันกับเงื่อนไขการส่งคืนตัวตามอนุสัญญาเจนีวา การปฏิเสธสถานภาพเช่นนี้ทำให้สามารถยื้อเวลาในการกักขังและทรมานทหารไทยในค่ายต่างๆ ได้ยาวนานขึ้นโดยไม่ถูกตำหนิจากประชาคมโลก
2. ส่งรายชื่อตกหล่นและปกปิดตัวประกันสำคัญ : ในการเจรจาระลอกแรกๆ ฝ่ายเวียดนามเหนือและลาวฝ่ายซ้ายพยายามปิดบังรายชื่อเชลยศึก โดยเฉพาะระดับแกนนำ โดยจงใจคัดแยกตัว จ.ส.ท.ชัยชาญ หาญนาวี และทหารระดับผู้บังคับบัญชาอีกหลายนายออกจากกลุ่มทหารเสือพรานทั่วไป เพื่อเก็บไว้เป็นตัวประกันทางการเมืองในอนาคต หากไม่มีการกดดันอย่างหนักจากซีไอเอและกองทัพไทย ทหารกลุ่มนี้อาจไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีการส่งมอบเลย
3. ยอมคืนตัวเพราะ “จำนนด้วยเงื่อนไขสากล” ไม่ใช่ความสมัครใจ : ปัจจัยเดียวที่ทำให้ฝ่ายเวียดนามเหนือยอมจัดพิธีแลกเปลี่ยนเชลยศึกขึ้นในเวลาต่อมาคือการที่สหรัฐใช้เงื่อนไขการถอนกำลังทหารและงบประมาณฟื้นฟูหลังสงครามเข้าขู่ ฝ่ายเวียดนามเหนือต้องการให้สหรัฐออกไปจากเวียดนามใต้และอินโดจีนโดยเร็วที่สุดเพื่อที่จะได้บุกยึดไซ่ง่อน จึงยอมแลกด้วยการคืนตัวเชลยศึกทหารไทย
4. ท่าทีที่ “เย็นชาและเคร่งครัด” ในวันส่งมอบ : บันทึกของนักข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ซึ่งเป็นสื่อไทยเพียงรายเดียวที่ได้เข้าไปทำข่าวในพื้นที่ค่ายโพนสะหวัน ทุ่งไหหิน ประเทศลาว ในวันนั้น ระบุว่า บรรยากาศการส่งมอบเต็มไปด้วยความตึงเครียด เจ้าหน้าที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ไม่ได้แสดงความเป็นมิตรหรือความเต็มใจ มีการตรวจนับ ตรวจสอบเอกสาร และคุมตัวทหารไทยทีละคนอย่างเข้มงวดปนระแวง ราวกับเป็นการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนสิ่งของมากกว่าการปล่อยตัวด้วยหลักมนุษยธรรม
สรุปได้ว่า ความยินยอมในการแลกเปลี่ยนเชลยศึกของเวียดนามเหนือและลาวฝ่ายซ้ายในภายหลังนั้นเกิดขึ้นจาก “การจำยอมตามกลไกอำนาจทางการเมืองระดับโลก” เมื่อคำนวณแล้วว่า การปล่อยตัวทหารไทยจะคุ้มค่าและให้ประโยชน์ต่อการก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะในสงครามอินโดจีนมากกว่าการกักตัวไว้
อุปสรรค
อุปสรรคสำคัญที่สุดของการเจรจาคือ “สถานะทางกฎหมายที่เป็นความลับ” ของทหารไทย เนื่องจากรัฐบาลไทยปฏิเสธอย่างเปิดเผยมาตลอดว่าไม่ได้ส่งกองกำลังเข้าร่วมรบในประเทศลาว และทหารเสือพรานทุกคนต้องเขียนใบลาออกล่วงหน้า ความเป็นโมฆะทางสถานะนี้ทำให้เกิดปัญหาติดขัดรุนแรงในการเจรจา 5 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. ปฏิเสธที่จะใช้ “อนุสัญญาเจนีวา” กับทหารไทย : เวียดนามเหนือและขบวนการปะเทดลาวอ้างว่า ทหารอาสาสมัครไทยไม่ใช่ “ทหารประจำการ” ของกองทัพไทยอย่างเป็นทางการ แต่มีสถานะเป็น “ทหารรับจ้าง” (Mercenaries) ที่รับเงินค่าจ้างจากซีไอเอ และใช้ช่องว่างนี้บ่ายเบี่ยงที่จะไม่ปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยการคุ้มครองเชลยศึก ส่งผลให้พวกเขาไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อเชลย ไม่ระบุสถานที่ตั้งค่ายกักกัน และเกือบทำให้ทหารไทยไม่ได้รับสิทธิ์ในการเข้ากระบวนการแลกเปลี่ยนตัว
2. ปิดบังบัญชีรายชื่อและคัดแยกตัวแกนนำ : ฝ่ายเวียดนามเหนือและลาวฝ่ายซ้ายไม่ยอมส่งมอบบัญชีรายชื่อทหารไทยที่จับกุมได้ทั้งหมดตรงตามความจริง เพื่อเก็บไว้เป็นเครื่องต่อรองทางการเมืองในอนาคต โดยเฉพาะเชลยศึกไทยระดับหัวหน้าหรือผู้ที่มีความสำคัญพิเศษ เช่น จ.ส.ท.ชัยชาญ หาญนาวี ทำให้คณะเจรจาฝ่ายไทยและซีไอเอตรวจสอบได้ยากต้องใช้เวลาสืบหาทางลับนานหลายปี
3. พยายามล้างสมองเพื่อใช้เป็น “เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ” : อุปสรรคในระหว่างคุมขังคือฝ่ายเวียดนามเหนือใช้ความยากลำบาก ทรมาน และกดดันทางจิตวิทยา เพื่อเกลี้ยกล่อมให้เชลยศึกไทยหันมารับแนวคิดคอมมิวนิสต์ หากทหารไทยยอมจำนนและยอมเปลี่ยนฝ่าย ข้าศึกจะนำตัวมาออกอากาศทางวิทยุหรือแถลงข่าวชวนเชื่อ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการเจรจาในภาพรวมและทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลไทยทันที แต่ทหารไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะอดทนต้านทาน
4. ความซับซ้อนของการเจรจาที่ต้องผ่านตัวแทนหลายฝ่าย : รัฐบาลไทยไม่สามารถประสานงานโดยตรงกับฝ่ายคอมมิวนิสต์เพราะติดเงื่อนไขการทูตต้องผ่านตัวแทนซ้อนตัวแทน ตั้งแต่สภากาชาดสากล (ICRC), รัฐบาลผสมของลาว (ฝ่ายขวา-ฝ่ายซ้าย) ไปจนถึงซีไอเอของสหรัฐ ความเกี่ยวพันของหลายองค์กรทำให้กระบวนการเอกสารและการยืนยันตัวตนล่าช้าและเต็มไปด้วยเงื่อนไขผูกมัด
5. ความผันผวนของสถานการณ์เมืองลาว : ห้วงปี พ.ศ.2516-2517 รัฐบาลผสมสองฝ่ายของลาวในขณะนั้นไม่มีเสถียรภาพ การสั่งการจากส่วนกลางไปยังผู้ควบคุมค่ายกักกันเชลยศึกในพื้นที่ห่างไกลจึงขาดเอกภาพ ทำให้กำหนดการปล่อยตัวถูกเลื่อนออกไปหลายครั้ง
