นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
1
กาลครั้งหนึ่ง มีเพื่อนรักสองคน คนหนึ่งชื่อนาร์ซิสซัส อีกคนชื่อโกลด์มุนด์
พอเติบโต เส้นทางชีวิตของทั้งคู่แยกออกจากกันเป็นคนละขั้ว
นาร์ซิสซัสเลือกชีวิตมั่นคง มีความสุขกับการเป็นนักบวช มีคนรักใคร่ ประพฤติตัวอยู่ในสิ่งที่สังคมมองว่าดีงาม เป็นภาพแทนของความสำเร็จที่สมบูรณ์ ขณะที่โกลด์มุนด์เลือกมีชีวิตนอกอาราม เป็นศิลปินเร่ร่อน บางเวลาไม่มีอาหารกิน ไม่มีบ้าน ไม่มีเพื่อนที่รักใคร่ ระหว่างการเดินทางเขาได้พบเห็นความตายนับไม่ถ้วน ผจญโรคระบาด เขามักรู้สึกผิด ไม่มีความสุข บางคราวก็รู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมาย
แต่ในตอนจบ นาร์ซิสซัส-ผู้ซึ่งใช้ชีวิตมาแบบถูกต้องทุกอย่างกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไป ขณะที่โกลด์มุนด์ผู้ออกสำรวจโลกและออกนอกกรอบศีลธรรม ยากลำบาก และคาดเดาไม่ได้ กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้นาร์ซิสซัสต้องตั้งคำถามกับชีวิตของตนเองว่า ฉันควรมีประสบการณ์ชีวิตที่น่าสนใจกว่านี้หรือไม่
“ชีวิตมีอะไรมากกว่านี้หรือเปล่า”
เฮอร์มันน์ เฮสเส เขียนนวนิยายชวนคิดเรื่อง Narcissus and Goldmund ขึ้นมาคล้ายจะโยนเครื่องหมายคำถามใส่ผู้อ่านว่า ชีวิตที่ดีควรเป็นแบบไหน และดูเหมือนว่า เขาเอนเอียงไปทางชีวิตที่อาจไม่ได้สงบ เป็นสุข และปกติ ทว่า รุ่มรวยไปด้วยประสบการณ์ชีวิต
2
ดร.ชิเกะฮิโระ โออิชิ หยิบเรื่องของชายสองคนนี้ขึ้นมาใส่ไว้ในหนังสือ ชีวิตในสามมิติ (Life in Three Dimensions) เพื่อจุดประเด็นว่า ชีวิตที่ดีนั้นต้องมีความสุข หรือต้องมีความหมาย หรือต้องมีความรุ่มรวยในชีวิต
หนังสือเล่มนี้ช่วยเขย่าความคิดดั้งเดิมของผมได้เป็นอย่างดี
แน่นอนว่า โดยพื้นฐานทั่วไป คนเราย่อมต้องการมีชีวิตที่เป็นสุข นักคิดจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า ทุกสิ่งที่มนุษย์กระทำก็เพื่อผลลัพธ์บั้นปลายคือความสุขนี่แหละ
กระนั้น ในบางกรณีที่เรามีชีวิตที่แวดล้อมไปด้วยปัจจัยที่เพียงพอต่อการทำให้เราเป็นสุข มีเงิน มีงาน มีครอบครัวที่ดี หรืออะไรอีกมากมายที่เราเคยจินตนาการว่า ถ้าได้ครอบครองก็จะเป็นสุข บางคนมีครบหมด แต่ปรากฏว่าเขายังรู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรบางอย่างไร
“ความหมาย” จึงกลายเป็นคำตอบที่เสียบเข้ามาในช่องว่างนั้น
บางคนทุ่มเทพละกำลังผ่านความเหนื่อยยากเพื่อเติมเต็มความหมายให้ตนเอง บางครั้งเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เช่น แม่ที่ทุ่มเทเพื่อดูแลลูก หรือลูกที่ทำงานหนักเพื่อหาค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ แต่ในบางกรณี มนุษย์ก็ลงแรงเหนื่อยยากเพื่อสิ่งนามธรรม เช่น อุดมการณ์ ความเป็นธรรม ความถูกต้อง แม้ต้องทนทุกข์ทรมาน ถูกปราบ ถูกจับ ถูกกักขัง แต่ก็ยังรู้สึกว่าตนได้ทำในสิ่งที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย
3
แล้ว “ชีวิตที่ดี” ควรมุ่งเน้นไปที่ความสุขหรือความหมายมากกว่ากัน?
เพราะบางทีสองสิ่งนี้ก็ไม่ได้มาพร้อมกัน
สุข แต่ว่างเปล่า, มีความหมาย แต่ไร้สุข
ดร.โออิชิ (ชื่อชวนอร่อย) แนะนำว่า เราสามารถทำในสิ่งที่มีความหมาย (ทำให้คนอื่นเป็นสุข) ได้ แต่ต้องไม่ทำแบบนั้นเสียจนหลงลืมการใช้ชีวิตของตัวเอง มิฉะนั้น พอวันเวลาผ่านไปจะกลายเป็นเราเองนี่แหละนี่มองย้อนกลับมาวันนี้แล้วเสียใจที่ไม่ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
กับดักของความสุขคือการที่เราโหยหาความสุขมากเสียจนไม่ยอมรับความล้มเหลว พอทำไม่สำเร็จเรากล่าวโทษตัวเองมากเกินจำเป็น ทั้งที่จริง ความสำเร็จไม่ได้มอบความสุขให้กับเรามากอย่างที่คิด และความล้มเหลวก็ไม่ได้ทำให้เราเจ็บปวดมากเท่าที่เรารู้สึก
ในแต่ละเรื่องราวของชีวิต บางทีความสำเร็จก็นำไปสู่ความทุกข์ครั้งถัดไป เช่น สอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นดีได้ แต่พอไปเรียนแล้วเครียดหนัก ได้แต่งงานกับคนที่รักมาก แต่พออยู่ด้วยกันแล้วมีปัญหา
ความสำเร็จเป็นเพียงจุดเล็กๆ ของความสุขในชีวิต
ขณะที่ความล้มเหลวก็จะฟื้นคืนภายในเวลาไม่นาน หากเราไม่ขยี้ขยายมันให้เป็นแผลเหวอะหวะ เพราะร่างกายมี “ระบบภูมิคุ้มกันทางจิตวิทยา” ติดตั้งไว้ในตัวทุกคน เราจะค่อยๆ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วฟื้นตัวจากเหตุการณ์นั้น เหมือนภูมิคุ้มกันทางกายช่วยทำให้เราหายป่วย
ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ถึงที่สุดแล้วเป็นเพียงภาวะชั่วคราว ไม่ได้สลักสำคัญกับชีวิตเราในระยะยาวขนาดนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือกิจกรรมที่เราพึงพอใจและได้ทำสม่ำเสมอ เช่น การได้เฮฮากับเพื่อนรัก ได้หัวเราะกับครอบครัว ได้ท่องเที่ยวอย่างที่ชอบ หากได้ทำกิจกรรมแบบนี้บ่อยๆ เราจะมีชีวิตที่พึงพอใจ

4
“ความหมาย” ของชีวิตก็มีกับดักเช่นกัน
เรามักคิดว่าชีวิตที่ไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้โลกใบนี้เป็นชีวิตที่ไร้ความหมาย บางคราวเราเหม่อมองคนอื่นสร้างผลกระทบยิ่งใหญ่ต่างๆ แล้วพอหันมองตัวเองจึงรู้สึกว่า ฉันนี่เป็นคนที่ใช้ไม่ได้เลย
ผู้คนที่มีบางสิ่งที่ยึดถือเอาไว้ในใจมักมีชีวิตที่มีความหมายมากกว่าคนที่ไม่มี ไม่ว่าอุดมการณ์ ความเชื่อ ศาสนา ชาติ หรือบทบาททางสังคม
การได้ต่อสู้ทุ่มเทเพื่อสิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนนักวิ่งที่มีเส้นชัยให้ไปถึง ตราบที่เรายังวิ่งไปข้างหน้าสู่เส้นชัยแห่งความสำเร็จ ชีวิตก็เปี่ยมไปด้วยความหมาย
ปัญหาคือ เส้นชัยที่เราขึงไว้ให้ตัวเองในใจมักอยู่ไกลโพ้น บางเป้าหมายแทบไม่มีวันเกิดขึ้นได้จริง และในเวลาที่มันยังไม่สำเร็จ เราก็รู้สึกแย่และรู้สึกว่าชีวิตตัวเองนั้นไม่ได้รับการเติมเต็ม
“ชีวิตที่ดี” ในนิยามนี้จึงเป็นสิ่งที่ยากจะไปถึง
วิธีข้ามพ้นกับดักนี้ ตามที่ ดร.โออิชินำเสนอคือ ให้เริ่มต้นลงมือทำบางสิ่งที่สามารถทำได้ อาจเป็นสิ่งเล็กๆ ในชุมชน ในพื้นที่เราดูแลได้ แล้วมองเห็นความเปลี่ยนแปลงหรือผลกระทบที่เกิดขึ้น แม้เล็กน้อยแต่ก็ขยับ และจงมองเห็นความหมายที่ซ่อนอยู่ในผลลัพธ์เล็กๆ เหล่านี้
ชื่นชมตัวเอง ภูมิใจกับมัน
ผมคิดว่าทุกคนมี “ผลกระทบในทางบวก” ต่อคนอื่น ต่อสังคม ต่อโลก ในแง่มุมที่หลากหลายและมากมายในแต่ละวัน บางทีการที่เรายิ้มให้ใครสักคน รับฟังเพื่อนที่มีปัญหา กอดแม่ที่ทำงานเหนื่อย นั่นก็คือความหมายของเราในการมีชีวิตอยู่แล้ว
5
แต่สิ่งที่สะกิดใจผมมากที่สุดกลับไม่ใช่ทั้งความสุขและความหมาย เพราะนั่นเป็นสิ่งที่นาร์ซิสซัสก็ได้รับมาตลอดชีวิต แต่เหตุใดเขาจึงรู้สึกขาดพร่อง
เพราะชีวิตยังต้องการมิติที่สาม
นั่นคือ ความรุ่มรวย
ชีวิตที่จะมีความรุ่มรวยแตกต่างไปจากชีวิตที่มีความสุข และชีวิตที่มีความหมาย เพราะบางทีระหว่างที่เรากำลังแสวงหาและสะสมประสบการณ์อันรุ่มรวยนั้น เราก็มิได้มีความสุข หรืออาจรู้สึกว่างเปล่า ก็เป็นได้
แต่นี่คือสิ่งที่เราควรสวม “แว่นตาใหม่” มองชีวิต
หากใช้แว่นใหม่มอง เราอาจพบว่า ความผิดหวัง พังทลาย ล้มเหลว สอบตก อกหัก พลัดพราก ล้วนแล้วแต่เป็นเหลี่ยมมุมที่ทำให้ชีวิตได้ผ่านประสบการณ์ที่หลากหลายขึ้น มีสีสัน มีรสชาติ และคุ้มค่าที่ได้เกิดมา
แน่นอน ระหว่างที่เผชิญกับ “เรื่องไม่ถูกใจ” เหล่านั้น เราย่อมเจ็บปวด ทรมาน ไร้สุข
และบางทีอาจรู้สึก…ไร้ค่า
แต่การได้ผ่านช่วงเวลาไร้สุขและไร้ค่านี่เองที่ทำให้ชีวิตมีประสบการณ์ที่รุ่มรวยขึ้น
ชีวิตเช่นนี้เป็นชีวิตที่นักคิดหลายคนเชื่อว่า คุ้มค่าต่อการมีชีวิต
6
ผมคิดว่า “แว่นใหม่” ที่ว่านั้นต้องแลกมาด้วยการเดินผ่านความผิดหวัง ความไม่แน่นอน และความสับสน ในช่วงเวลาหนึ่ง มันเกิดจากการตัดสินใจที่จะออกผจญภัยเพื่อแลกกับมุมมองใหม่ที่ใช้มองชีวิต เพื่อแลกกับความรู้สึกสะใจเมื่อเราผ่านชีวิตไปจนถึงบั้นปลาย เราจะหันกลับมามองเส้นทางทั้งหมดแล้วแย้มยิ้มให้ตัวเอง รู้สึกว่า ชีวิตของเราช่างเปี่ยมไปด้วยรสชาติ และดีใจที่ได้ผ่านประสบการณ์มากมายในหนึ่งชีวิต
การเดินทางบนเส้นทางนี้ต้องอาศัยความกล้าหาญ และการตั้งคำถามกับ “สูตรสำเร็จ” ที่คนอื่นเขาทำตามๆ กัน
ต้องปล่อยวางจากความมั่นคง ความแน่นอน หรือความถูกต้องที่คนอื่นประเคนให้ แต่เลือกออกนอกเส้นไปหาคำตอบในแบบฉบับของตัวเอง
เดินทางไปด้วยจิตวิญญาณเสรี ใช้เครื่องหมายคำถามนำทาง และไม่คิดว่าคำตอบที่ได้มาเป็นคำตอบที่ถูกต้องเบ็ดเสร็จแล้ว
ทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อพบคำตอบของตัวเอง ซึ่งอาจไม่ตรงกับที่สังคมคาดหวัง
ค่อยๆ มั่นคงจากภายใน มิใช่ทรัพย์สินภายนอก
ยอมรับตนเอง โดยมิต้องการการยอมรับจากผู้อื่น
แสวงหาความเป็นไปได้มากกว่าคำตอบสุดท้ายที่ไม่มีจริง
แน่นอน เส้นทางที่ย่อมพาเราไปสู่ความระหกระเหิน มันเสี่ยงพอๆ กับที่มันสนุก มันขมพอๆ กับที่มันหวานหอม และมันชวนใจสั่นพอๆ กับที่มันชวนใจเต้น
มันไม่ได้การันตีความสุขหรือความหมายเสมอไป แต่มันหยิบยื่นชีวิตที่รุ่มรวย
ระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมไม่คิดว่าเราจำเป็นต้องเลือกชีวิตในมิติใดมิติหนึ่ง แต่ผมกลับมองว่า ชีวิตจะขาดมิติใดไปไม่ได้ สามมิตินี้เหมือนแม่สี แดง-เหลือง-น้ำเงิน ที่เมื่อเรามีทั้งสามสีก็จะผสมสีที่ต้องการได้ในแต่ละช่วงเวลา ทว่า ถ้าขาดสีใดไป เราจะมีข้อจำกัด ทำให้ไม่สามารถวาดรูปชีวิตได้เต็มที่อย่างใด
ความสุขนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการอยู่แล้ว ความหมายก็เป็นเรื่องดีงามที่ใครก็อยากมี
แต่ความรุ่มรวยนี่สิ แม้อยากมีแต่พอรู้ว่าเสี่ยงภัย บางคนก็บ่ายหน้าหนีจากมัน
คำตอบรออยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิต ถ้าถึงวันนั้นแล้วเรารู้สึกว่าเราใช้ชีวิตเพลย์เซฟเกินไป เสียจนชีวิตขาดไร้สีสัน เราอาจจะอยากย้อนวันเวลากลับไป “เสี่ยงภัย” มากกว่าที่ผ่านมา
แต่รอให้ถึงวันนั้นก็อาจช้าไปเสียแล้ว
