เศรษฐกิจไทยเจอแรงบีบ ‘3 สงคราม’ (ภาค 2) สู้ศึกการค้าโลก…เกมยืดเยื้อ
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญ “3 สงคราม (ภาค 2)” นั่นคือ
1. สงครามตะวันออกกลางสถานการณ์ที่กลับมายกระดับความรุนแรงขึ้นทำให้ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นต่อเนื่องใกล้แตะระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้ว่าจะมีการเจรจรสงบศึกกันเป็นระยะ แต่สถานการณ์ก็พลิกผันและควบคุมไม่ได้ตลอดเวลา
2. สงครามการค้า (Trade War 2.0) ถือเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และล่าสุดสหรัฐประกาศมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่ ภายใต้มาตรา 301 ว่าด้วยแรงงานบังคับ (Forced Labor) กับคู่ค้ากว่า 60 ประเทศทั่วโลก (รวมถึงไทย) ในอัตรา 10-12.5% โดยประเทศไทยถูกเก็บภาษี 12.5%
ขณะที่เกมภาษีสหรัฐไม่ได้จบแค่นี้ เพราะสหรัฐกำลังบีบไทยเพิ่มไต่สวน 3อุตสาหกรรมหลัก “ยานยนต์-ยาง-เครื่องจักร” กรณีปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน
และ 3. สงครามเทคโนโลยี จากการแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI ระหว่างสหรัฐกับจีนที่กลับมารุนแรงขึ้น หลังสตาร์ตอัพจีน “MOONSHOT AI” เปิดตัวโมเดล KIMI K3 ขนาด 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ ให้ดาวน์โหลดฟรีเมื่อ 27 กรกฎาคม 2569
โดยทางการสหรัฐออกมาอ้างว่า MOONSHOT AI อาศัยข้อมูลจากโมเดลของสหรัฐ และใช้ประเทศไทยเป็นฐานเซิร์ฟเวอร์ (ชิพ GB300) ในการฝึกโมเดล
ทำให้ประเทศไทยติดร่างแห TechWar ของสหรัฐและจีนไปด้วย
เรียกว่า 3 สงคราม (ภาค 2) กำลังล้อมเศรษฐกิจไทย ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจในประเทศก็อ่อนแอ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจไทยเป็นเสมือนเครื่องบิน แต่เป็นเครื่องบินที่บินเอียงมาตลอด 30 ปี เพราะบินด้วยเครื่องยนต์การส่งออกสินค้าและบริการเป็นหลักกว่า 71% ต่อจีดีพี ขณะที่การลงทุนในประเทศอ่อนแอ โดยการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนภาครัฐอยู่ที่ 17% และ 6% ต่อจีดีพี ตามลำดับ
“เมื่อพึ่งพาการส่งออกมาก ดังนั้น เมื่อโลกแย่ เราก็แย่ไปด้วย วันนี้จะดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนภาครัฐ นี่คือสิ่งที่ผมพยายามทำมาตลอดตั้งแต่รับตำแหน่ง ใช้การลงทุนเป็นตัวตั้ง”
นอกจากนี้ นายเอกนิติระบุว่า ปัจจุบันเครื่องชี้เสถียรภาพเศรษฐกิจที่ต้องจับตามี 2 จุด ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจากไตรมาสแรกที่ติดลบ -0.5% ปรับสูงขึ้น 2.7% ในไตรมาส 2/2569 ผลมาจากวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันกลางที่ส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภคของประชาชน
และจุดที่สองคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ โดยหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ประเทศไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาตลอด ก่อนจะมาเริ่มขาดดุลในปี 2565 จากการที่ไทยนำเข้าพลังงานสูง และไตรมาส 2 ปี 2569 ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาติดลบอีกครั้ง
โดยไตรมาสแรกยังเกินดุลอยู่ แต่พบว่าช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปแล้ว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากการที่ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดให้เร็ว
ขณะที่ “สงครามการค้า”(ภาค 2) กลับเข้ามาอยู่ในกระแสอีกครั้ง เมื่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศใช้มาตรการภาษีใหม่ ภายใต้มาตรา 301 ต่อคู่ค้า 60 ประเทศที่ไม่มีมาตรการปราบปรามสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ (Forced Labor) มีผลบังคับใช้เมื่อ 24 กรกฎาคม 2569 โดยที่ประเทศไทยถูกเรียกเก็บภาษีอัตรา 12.5% เท่ากับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ รวมถึงญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ส่วนมาเลเซีย กัมพูชา และอินโดนีเซีย ถูกเรียกเก็บภาษี 10%
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า สหรัฐเดินหน้ามาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติม อาจเพิ่มแรงกดดันต่อการส่งออกของไทยไปยังตลาดสหรัฐ ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป แม้ว่าการเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 ว่าด้วยแรงงานบังคับอาจมีผลกระทบต่อการส่งออกไทยไปสหรัฐไม่มาก
แต่ประเด็นที่ต้องติดตามคือการเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 ว่าด้วยปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ที่คาดว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อการส่งออกไทยไปสหรัฐ
เพราะสหรัฐอยู่ระหว่างตรวจสอบภาวะกำลังการผลิตล้นตลาด กับ 16 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงไทย โดยคาดว่าสหรัฐอาจประกาศบังคับใช้ประเด็นนี้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569
ถือว่ามาตรการนี้เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการส่งออกไทย เนื่องจากมีขอบเขตการบังคับใช้กว้าง และไม่มีเพดานอัตราภาษีที่กำหนด ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาระหว่างทางการสหรัฐกับไทยว่าจะออกมาอย่างไร
เรื่องนี้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สถานการณ์การส่งออกของไทยปีนี้ยังมีความกังวลไม่มากนัก แม้สหรัฐอยู่ระหว่างดำเนินมาตรการภาษีตามมาตรา 301 โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ปรับเป้าส่งออกขยายตัวที่ 8% เนื่องจากช่วงครึ่งปีแรกขยายตัวในระดับสูง เนื่องจากไทยได้ใช้โอกาสในช่วงที่สหรัฐใช้มาตรา 122 เก็บภาษีชั่วคราวในอัตรา 10% เร่งส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐจำนวนมาก
แผนระยะยาว ไทยยังมีภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการ โดยเฉพาะการเจรจากับสหรัฐเพื่อให้อัตราภาษีนำเข้ารวมจากมาตรการต่างๆ ไม่สูงเกินกว่า 19% ซึ่งเป็นกรอบที่เคยตกลงกันไว้ และต้องไม่แตกต่างจากประเทศคู่แข่งด้านการส่งออกมากเกินไป
โดยปัจจุบันไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกกำหนดอัตราภาษีเบื้องต้น กรณีแรงงานบังคับที่ 12.5% บวกอัตราภาษี MFN (Most-Favored-Nation Tariff) แต่อัตราดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อยุติ เนื่องจากขณะนี้สหรัฐยังมีการไต่สวนตามมาตรา 301 อีกกรณี คือเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน
นางศุภจีกล่าวว่า อุตสาหกรรมการผลิต 3 กลุ่มที่ถูกสหรัฐไต่สวนกรณี “กำลังการผลิตส่วนเกิน” ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน, ผลิตภัณฑ์ยางและชิ้นส่วนจากยาง รวมถึงเครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยไทยได้ชี้แจงข้อมูลต่อสหรัฐแล้วว่าทั้ง 3 กลุ่มมีการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 75-90% ซึ่งไม่มีอุตสาหกรรมใดที่ใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ตามข้อกล่าวหา
“เป้าหมายของเราคือ ทำอย่างไรให้อัตราภาษีไม่ต่างจากคู่แข่งมากเกินไป และไม่สูงเกินกว่าที่เคยตกลงไว้ที่ 19% รวมถึงทำอย่างไรให้มีรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยให้ภาคเอกชนสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ขณะเดียวกัน ไทยได้ชี้แจงสหรัฐว่า ประมาณ 30% ของการขาดดุลการค้าที่สหรัฐมีกับไทย เป็นสินค้าจากบริษัทอเมริกันที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและส่งสินค้ากลับไปยังสหรัฐ ซึ่งเป็นอีกข้อมูลที่ไทยใช้ประกอบการเจรจา” นางศุภจีกล่าว
นี่คือศึก “สงครามการค้า” ที่จะเป็นเกมยืดเยื้อภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนไป และโจทย์เศรษฐกิจไทยในวงล้อม “3 สงคราม (ภาค 2)”
