bg-single

33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (186)

28.07.2026

บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์

33 ปี ชีวิตสีกากี

พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (186)

เป็นพยานศาล – เข้าอบรมเพื่อการเติบโต

ไม่ว่าผมจะไปอยู่ที่ไหน ผมจะต้องไปเบิกความเป็นพยานที่ศาลจังหวัด ในคดีอาญาต่างๆ เป็นประจำจนเป็นเรื่องปกติ

ศาลจะส่งหมายเรียกพยานบุคคล ก่อนถึงกำหนดนัด เมื่อพลิกไปอ่านด้านหลัง จะมีคำเตือนพยานที่ระบุไว้ว่า

“ผู้ใดขัดขืนไม่ไปศาลตามหมายนี้ ศาลอาจออกหมายจับเอาตัวกักขังไว้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 111(2) และผู้นั้นอาจถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 170 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใดเบิกความเท็จมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 หรือมาตรา 181 ต้องระวางโทษอย่างสูงจำคุกไม่เกินสิบห้าปี และปรับไม่เกินสามหมื่นบาท”

จึงเป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญมากลำดับต้นๆ ของการเป็นตำรวจ คือต้องเดินทางไปเบิกความเป็นพยานที่ศาล ทั้งในฐานะที่เป็นผู้จับกุมตัวผู้ต้องหาก็ดี หรือในฐานะพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีก็ดี เป็นภาระผูกพันที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ถึงแม้ว่าจะไปรับราชการอยู่ที่ใด เมื่อคดีที่พิจารณาในชั้นศาลยังไม่เสร็จสิ้น ศาลจะออกหมายเรียกพยานให้ไปเบิกความให้ได้ ถ้าขัดขืนหลีกเลี่ยงโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลอาจออกหมายจับฐานขัดขืนหมายเรียกเอาได้

ตามปกติเมื่อรับราชการอยู่ท้องที่ใด เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาล การไปเป็นพยานศาลในพื้นที่นั้นก็มักจะไม่มีปัญหา เดินทางสะดวก แต่เมื่อถูกย้ายไปยังที่ห่างไกลจากที่เดิมมากๆ ปัญหาการเดินทางก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดา

หน้าที่การเป็นพยานศาลของผมจึงมีมาโดยตลอด และก่อนจะขึ้นศาลเพื่อเป็นพยาน ผมต้องทบทวนสำนวนการสอบสวนเพื่อรื้อฟื้นความจำของแต่ละคดี ป้องกันความผิดพลาด

จึงเสมือนการถูกตรวจสอบการทำงานโดยผู้พิพากษา พนักงานอัยการ และทนายความฝ่ายจำเลย ดังนั้น ในการทำงานจึงต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน ต้องแม่นยำทั้งข้อกฎหมาย ระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องจำเหตุการณ์ข้อเท็จจริงได้ สามารถจะตอบในศาลได้ไม่ผิดเพี้ยน ต้องไม่หลงประเด็น หรือหลงกลถูกทนายความฝ่ายจำเลยไล่ต้อนจนคำเบิกความเป็นประโยชน์แก่จำเลย กลายเป็นการช่วยจำเลยในทางอ้อม

ผมจึงต้องตระหนักเสมอว่า เมื่อทำงานต้องตรงไปตรงมา ยึดกฎหมายและระเบียบเป็นหลัก สามารถตรวจสอบได้เสมอ

ถือเป็นการป้องกันตนเองไม่ให้ถูกฟ้องไปด้วย

เมื่อผมไปอยู่ภูเก็ต คดีต่างๆ ทั้งจากศาลอาญา กรุงเทพฯ หรือศาลจังหวัดสตูล หรือศาลจังหวัดสงขลาจึงตามมามากมาย บางครั้งผมสามารถเดินทางกลับไปขึ้นศาลนั้นๆ ได้ แต่บางครั้งมีข้อขัดข้องจากหน้าที่ราชการสำคัญๆ จำเป็นต้องเลื่อน ช่วงเวลาที่ผมเป็นตำรวจภูเก็ตจะเป็นพยานค่อนข้างถี่มาก และคดีที่เกิดขึ้นที่ภูเก็ตผมก็ขึ้นศาลเป็นประจำอยู่แล้ว

เมื่อผมมาอยู่ สภ.อ.เมืองภูเก็ต จึงถูกหมายเรียกจากศาลอาญา ศาลจังหวัดสตูล และศาลจังหวัดสงขลาให้เดินทางกลับไปเป็นพยาน เป็นคดีที่ผมเป็นผู้จับกุม หรือเป็นพนักงานสอบสวน จึงเป็นหน้าที่ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือมอบหมายให้คนอื่นทำแทนได้ เมื่อจับคนร้ายมาก หรือสอบสวนมาก ก็ต้องขึ้นศาลบ่อยและถี่มากตามไปด้วย ด้วยเหตุผลความจำเป็นบางครั้งผมก็ขอเลื่อน แต่ทุกคดีผมก็ขึ้นศาลเป็นพยานจนเสร็จสิ้นไป

ภาระที่สำคัญมากๆ สำหรับผม คือการเตรียมตัวก่อนขึ้นไปเบิกความทุกครั้ง ทบทวนรื้อฟื้นสิ่งที่สืบสวนสอบสวนไว้เมื่อหลายปีก่อน จนกระทั่งจดจำได้ไม่หลงลืม

สภาพที่ตั้งของเกาะภูเก็ต เป็นทำเลที่เหมาะแก่การสั่งสมยุทธภัณฑ์เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลในหลายประเทศที่เชื่อมติดต่อถึงกันทางทะเลได้

ดังเช่นกรณีของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ซึ่งมีรายละเอียดที่ลึกมากกว่านี้ แต่เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ยังไม่ผ่านการกลั่นกรอง เป็นชั้นความลับ หากนำเสนอไปอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุที่นำมาเล่า เพื่อต้องการให้รู้ว่าในพื้นที่มักจะมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น บางครั้งเป็นเรื่องใหญ่โตมาก ถ้าตัดสินใจผิดพลาดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เป็นความเสียหายต่อประเทศได้เลย

ผมเคยพบลักษณะคล้ายกรณีนี้ที่จังหวัดสตูล เมื่อตำรวจจับกุมอาวุธสงครามจำนวนมาก พร้อมกับยุทธภัณฑ์หลายกระสอบ เตรียมส่งไปประเทศอินโดนีเซีย และออกหมายจับนายซากาเรีย ซามาน ผู้ต้องหาชาวอินโดนีเซียแต่ถือสัญชาติสวีเดน ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด

บันทึกข้อความ

วันที่ 29 มีนาคม 2543

การสืบสวน “กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม”

เรียน ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต

สภ.อ.เมืองภูเก็ต ได้ติดตามข่าวและความเคลื่อนไหวของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ในพื้นที่รับผิดชอบ จากการสืบสวนหาข่าวทราบว่ามีชาวศรีลังกา ชื่อนายคิตตี่ (ไม่ทราบนามสกุล) ปัจจุบันโอนสัญชาติเป็นชาวนอร์เวย์ ซึ่งเปิดบริษัทต่อเรือชื่อ “บริษัท ซีคร๊าฟ จำกัด” ตั้งอยู่บ้านอ่าวมะขาม หมู่ที่ 7 ถนนศักดิเดช ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ปัจจุบันได้ย้ายบริษัทไปอยู่บริเวณเกาะสิเหร่ บ้านแหลมไม้ไผ่ หมู่ที่ 1 ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต โดยมีนายพิชัย สว่างชัยทอง บ้านพักอยู่ในซอยรวมสิน หมู่ที่ 1 ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต เป็นผู้ควบคุมดูแลการต่อเรือและช่างซ่อมเรือภายในบริษัท โดยมีช่างและคนงานประมาณ 6-7 คน

พฤติการณ์การดำเนินงานของบริษัท ซีคร๊าฟ จำกัด จะรับต่อเรือเร็วจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ และรับซ่อมเครื่องเรือ ส่วนบริษัท ซีคร๊าฟ จำกัด จะมีเรือเร็วของบริษัทวิ่งติดต่อประสานงานกับเรือใหญ่ในน่านน้ำสากล หรือบางครั้งเรือใหญ่จากต่างประเทศจะวิ่งเข้ามาเทียบท่าที่ท่าเรือน้ำลึก แล้วบริษัทดังกล่าวจะนำสินค้าลงเรือใหญ่ ทราบจากคนงานชื่อต้อย ที่ทำงานอยู่ภายในบริษัท ซีคร๊าฟ จำกัด ว่าเมื่อปลายปี 2542 บริษัทได้ส่งสินค้าลงเรือใหญ่ที่จอดที่ท่าเรือน้ำลึก เท่าที่ทราบมีรถยนต์กระบะ เสื้อกันฝน รองเท้าเดินป่า ถ่านไฟฉาย เครื่องกระป๋อง น้ำเกลือ และยารักษาโรค

ขณะนี้ สภ.อ.เมืองภูเก็ตได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามความเคลื่อนไหวและพฤติการณ์อย่างใกล้ชิด ผลประการใดจะรายงานให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

พ.ต.อ.ชลิต ถิ่นธานี

ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ต

เมื่อผมดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับจนมีคุณสมบัติครบหลักเกณฑ์ จึงเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับการรุ่นที่ 35 เป็นหลักสูตรสำคัญสำหรับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น เพื่อเป็นผู้กำกับการยศพันตำรวจเอก

ณ สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 28 เมษายน-18 สิงหาคม 2543

มีผู้เข้ารับการศึกษาอบรม 204 นาย เป็นนายตำรวจจากทั่วประเทศยศพันตำรวจโท ซึ่งทุกคนอยู่ในตำแหน่ง รอง ผกก.จำนวน 200 นาย ยกเว้น พ.ต.อ.พิสุทธิ์ ตันประยูร ตำแหน่ง ผู้ช่วย นว.ผบ.ตร.เพียงคนเดียวที่มียศสูงกว่าใครเพื่อน และมี 7 นายตำรวจหญิง นอกนั้นเป็นข้าราชการ จากสำนักงาน ป.ป.ส. กรมที่ดิน กรมราชทัณฑ์ กรมสรรพสามิต แห่งละ 1 นาย

เมื่อตรวจดูรายชื่อ หลายคนก้าวขึ้นไปถึงชั้นสูงสุดของตำแหน่งหน้าที่ ส่วนฝีมือประทับใจพี่น้องชาวไทยหรือไม่ ต้องกลับไปทบทวนเรื่องราวที่บันทึกไว้ เพราะบางคนมีเรื่องให้คนไทยค้างคาใจ มาจนถึงปัจจุบันนี้

วันที่ 8-12 พฤษภาคม 2543 ทุกคนเดินทางไปวัดป่าสุนันทวนาราม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี เพื่อปฏิบัติธรรม มีพระอาจารย์มิตซูโอะ คะเวสโก พระชาวญี่ปุ่น ได้ศึกษาพระธรรมวินัยในสายวัดป่าของหลวงปู่ชา สุภัทโท เป็นเจ้าอาวาส ไปฝึกทำสมาธิ เดินจงกรม ฟังพระธรรมเทศนา ดื่มน้ำปานะ

มีการพูดร่ำลือกันจนผมได้ยินมาว่า ในรุ่นของผม พวกที่เป็นนักเรียนนอกหลายคน (หมายถึงจะอยู่นอกห้องเรียนเป็นประจำเมื่อมีชั่วโมงบรรยาย แต่แปลกมากกลับรับราชการก้าวหน้ากว่าคนที่อยู่ในห้อง) แอบลักลอบดื่มน้ำปานะข้างวัดในยามค่ำคืน โดยให้ลูกน้องลำเลียงส่งมาให้ น้ำปานะที่ว่าต่างจากน้ำปานะในวัด เป็นคนละชนิดกัน

พระอาจารย์มิตซูโอะ คะเวสโก ได้สอนให้ฝึกหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ท่านอยู่ในสมณเพศต่อมาอีกหลายปี แต่สุดท้ายก็สละสมณเพศเสีย กลับมาเป็นคฤหัสถ์ จนเป็นข่าวใหญ่

การฝึกดูลมหายใจเข้า-ออก ทำจนชำนาญ ช่วยผ่อนคลายมาก ยิ่งทำให้มีสติ มีความสงบ สุขุมเยือกเย็น ควบคุมอารมณ์ได้มั่นคง

ในระหว่างการฝึกอบรม เป็นช่วงเวลาที่ผมมีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนที่เป็นรุ่นราวคราวเดียวกัน มีการวิ่งทดสอบสมรรถภาพ ระยะทาง 1 กิโลเมตร เมื่อเดือนมิถุนายน 2543 ในรอบกลุ่มของผมที่วิ่งทดสอบนั้น ผมวิ่งเข้าเป็นที่ 1 แต่เมื่อรวมทั้งหมด ผมวิ่งได้เร็วเป็นลำดับที่ 2 จากจำนวน 204 คน การดูแลสุขภาพสำคัญเสมอทั้งต่อตัวเองและงานที่รับผิดชอบ

มีการไปศึกษาดูงานที่สถานีดาวเทียมไทยคม งามวงศ์วาน ศูนย์โทรคมนาคม จังหวัดนนทบุรี ไปดูงานธนาคารแห่งประเทศไทย บางขุนพรหม ขึ้นไปเหนือ จ.พิษณุโลก, จ.พะเยา, ดูงานที่ไร่บุญรอด จ.เชียงราย, ศึกษาดูงานศูนย์ฝึกอบรมห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่, ศึกษาดูงานการนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ที่ จ.ลำพูน, อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร

เดินทางไปภาคตะวันออก ดูงานโรงงานทำกระดาษ และโรงไฟฟ้า ที่ จ.ปราจีนบุรี ไปดูโรงแยกก๊าซธรรมชาติระยองของ ปตท. และนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ส่วนที่ จ.ชลบุรี ดูงานศูนย์โทรคมนาคมภาคตะวันออก ศรีราชา แวะการนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ก่อนกลับฟังบรรยายสรุปของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

การฝึกอบรม หากตั้งใจฟังการบรรยายจะได้ความรู้และรู้เท่าทันสถานการณ์ทั้งภายในและต่างประเทศ มีอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถมาถ่ายทอดวิชาการ ได้พบปะพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ที่ร่วมอาชีพเดียวกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และทำให้การประสานงานเมื่อทำงานต่างพื้นที่สะดวกรวดเร็ว

ทุกคนที่จบการฝึกอบรมจะได้รับการประดับเครื่องหมายผู้กำกับการ “เข็มสันติพิทักษ์” ที่กึ่งกลางกระเป๋าเสื้อเบื้องขวา

ในรุ่นของผมก็มีความพิเศษ เมื่อมีนายตำรวจ 1 นายจะมาร่วมฝึกอบรมเพียง 2 วันเท่านั้น คือวันเปิด กับวันจบรับเข็มเครื่องหมาย ถ้าใครถามขึ้นมาว่า “ทำได้ด้วยเหรอ” หากรู้ว่าต้นสังกัดที่ไหนส่งมาจะต้องหุบปากทันที ไม่กล้ามีคำถามอีกต่อไป

เมื่อผมไปฝึกอบรมหลักสูตรที่สูงขึ้น คือหลักสูตรการบริหารงานตำรวจชั้นสูง หรือหลักสูตรผู้การ ก็จะมีลักษณะที่เป็นพิเศษเช่นนี้อีก

เมื่อจบการฝึกอบรมนาน 3 เดือน 21 วัน ผมกับ พ.ต.ท.วีระศิลป์ ขวัญเซ่ง ก็คล้องแขนเดินทางกลับมาทำงานต่อที่ สภ.อ.เมืองภูเก็ต และบรรยากาศเดิมๆ ที่เคร่งเครียด เร่งรีบก็กลับมา เพราะมีคดีที่เกิดขึ้นอีกมาก ผมดูงานสืบสวนและสอบสวน ส่วน พ.ต.ท.วีระศิลป์ดูงานป้องกันปราบปราม

มีคดีที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ กับคดีอาญาอื่นๆ จนเป็นปกติ หากนำเสนอจะยืดยาวจนเกินพอดี

ที่เล่ามาก็เพื่อให้เห็นสภาพการทำงานของหน้าที่ตำรวจจริงๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า หรือเปลี่ยนสนามการค้า เป็นสนามรบ!
ความคิด สำนวน กระบวนการ ‘หนังสือพิมพ์’ ก่อนมิถุนายน 2475
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (186)
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (24)
โรงพยาบาลอานันทมหิดล (1) สถาปัตยกรรมประจำรัชกาลที่ 8 และโรงเรียนแพทย์แห่งที่สองของไทย
เชลยศึกสงครามลาว (41)
E-DUANG | รุก และ รับ ทาง การเมือง จาก กรณี “ฮั้ว-โกง” ส.ว.
อาศิรวาท
รศ.ดร.ปิติ เปิดร่างข้อเสนอกฎหมาย-นโยบาย เจรจาแก้ไขยุติสัญญาซื้อขายไฟฟ้า
พินิจนัย 2 ท่าที ปมน้ำปนเปื้อนสารโลหะหนักข้ามแดน ผ่านถ้อยแถลง ของ ‘จีน’ และ ‘ประชาสังคมไทย’
World Cup 2026 ขับเคลื่อนด้วย AI
แลนด์มาร์กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา…เพื่อใคร