ล็อกเป้าเช็กบิลย้อน 7 ปีโกงสอบ ลุ้น! ป.ป.ช.ลงดาบล้างบาง บช.ก.หอบสำนวน 3,000 หน้าเอาผิด
คอลัมน์ โล่เงิน
ท่ามกลางมรสุมข่าวคราวความไม่โปร่งใสแวดวงราชการไทย ไม่มีคดีใดสั่นสะเทือนศรัทธาประชาชนและสร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างได้เท่ากับ “มหากาพย์คดีทุจริตสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568”
คดีนี้ไม่ใช่เพียงการวิ่งเต้นฝากเด็กเข้าทำงานแบบธรรมดา แต่ทำงานเป็นขบวนการอาชญากรรมซับซ้อนและบิดเบือนระบบคุณธรรมประเทศ
ปฐมบทคดีนี้เริ่มต้นขึ้นภายใต้ธงกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือ CIB ที่ได้รับมอบเป็นแกนกลางถอนรากถอนโคน “เนื้อร้าย” แผ่นดิน
ภายใต้การนำ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ที่วางกลยุทธ์แบบบูรณาการร่วมกับ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เพื่อปิดช่องโหว่และลากตัวการใหญ่มาลงโทษให้ได้
กลไกแรกที่เริ่มขับเคลื่อนอย่างดุดันคือ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) หลังจากได้รับรายงานเบาะแสและคลิปเสียงปริศนาว่าด้วย “โควต้าเด็กฝาก”
ตำรวจ บก.ปปป.ได้เฝ้าติดตามพฤติการณ์อย่างเงียบเชียบจนกระทั่งวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ชุดสืบสวนได้นำหมายค้นเข้าจู่โจมบริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด ในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งถูกใช้เป็น “เซฟเฮาส์” แก้ไขคะแนนสอบ
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าตำรวจ คือเจ้าหน้าที่รัฐและพนักงานท้องถิ่นกว่า 10 คนกำลังนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เพื่อ “คีย์รหัส” แก้ไขคะแนนสอบและสำเนากระดาษคำตอบแบบสดๆ
วิธีการขบวนการนี้ไม่ใช่การใช้ยางลบลบคำผิดแล้วฝนใหม่ แต่เป็นการแฮ็กข้อมูลในระบบหลังบ้านเพื่อปรับคะแนนให้ผู้ที่จ่ายเงินสินบนรายละ 300,000 – 800,000 บาท ให้กลายเป็นผู้สอบผ่าน
ขณะที่ผู้สอบผ่านตัวจริงที่ไม่ได้จ่ายเงินกลับถูก “แฮ็ก” ให้คะแนนเป็นศูนย์หรือสอบตกไปอย่างไม่เป็นธรรม
เมื่อพยานหลักฐานจากวอร์รูมบางใหญ่ชัดเจนว่าเป็นการทุจริตเชิงระบบ เชื่อมโยงถึงข้าราชการระดับสูงและนายหน้าเอกชน
สำนวนคดีจึงถูกส่งต่อและผนึกกำลังร่วมกับกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (กก.2 บก.ป.) เพื่อดำเนินการไล่ล่าตัวการสำคัญที่ยังหลบหนี
ดร.วิน หรือนายอัศวิน โชติพนัง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาหน่วยงานรัฐ ถูกระบุว่าเป็น “ผู้นำทางความคิด” ของขบวนการนายหน้า
เขาพยายามหลบหนีข้ามโขงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แต่ด้วยสายสัมพันธ์และการประสานงานข้ามพรมแดนที่เข้มแข็งทำให้ตำรวจลาวควบคุมได้เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม แล้วส่งตัวกลับมา
วันถัดมา ชุดสืบสวน กก.2 บก.ป. ยังสามารถรวบตัว น.ส.ศตพร น้องสาวของ ดร.วิน ได้ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
ปิดจ๊อบสายส่งข้อมูลและเส้นเงินสินบนที่สำคัญ
หัวใจสำคัญที่ กก.2 บก.ป.ตรวจพบในทางเทคนิคคือ ความหละหลวมอย่างจงใจในกระบวนการจัดเก็บคะแนน ข้อมูลคะแนนสอบของคนทั้งประเทศถูกบรรจุอยู่ในแฟลชไดรฟ์ที่ไม่มีการเข้ารหัสหรือตั้งรหัสผ่าน
นายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบฯ มศว ยอมรับกับพนักงานสอบสวนว่า เขาเป็นผู้นำแฟลชไดรฟ์ข้อมูลนี้ไปส่งมอบให้กลุ่มนายหน้าด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตาม นายเรืองเดชได้ให้การซัดทอดที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งว่า ทำไปตามคำสั่งโดยตรงของนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)
ถือเป็นการสั่งการจากระดับนโยบายที่เปิดประตูให้ขบวนการทุจริตเข้าถึงฐานข้อมูลคะแนนสอบ
เมื่อพยานหลักฐานมัดแน่นด้วยข้อมูลดิจิทัล เส้นทางการเงิน และคำให้การของผู้ต้องหาที่ทยอยเข้ามอบตัว
ภารกิจสำคัญรวบรวมแล้วประมวลคดีมหากาพย์ให้เป็นรูปธรรมตกอยู่ในมือ พ.ต.อ.เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล ผกก.2 บก.ป. รับหน้าที่เป็น “หัวเรือ” ควบคุมการจัดทำสำนวนคดีอาญาอย่างละเอียด
ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.เนติวิทย์ คณะทำงานได้ทำการ “ครอสเช็ก” ข้อมูลคะแนนที่เปลี่ยนแปลงของผู้สมัครสอบ 5,925 ราย
พร้อมตรวจสอบพฤติการณ์ผู้ต้องหาหลักทั้ง 13 ราย
จนนำไปสู่การแจ้งข้อหาหนัก 7-8 กระทง เช่น เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157), ปลอมเอกสารราชการ, นำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และข้อหาอั้งยี่-ซ่องโจร สำหรับกลุ่มวอร์รูมบางใหญ่
แต่วันที่ 11 สิงหาคมถือเป็นวันประวัติศาสตร์การปิดจ๊อบงานสืบสวนสอบสวนในมือ บช.ก.
เมื่อทีมงาน กก.2 บก.ป. ได้ขนลังเอกสารสำนวนคดี 2 ลังใหญ่รวม 10 แฟ้ม มีความหนากว่า 3,000 หน้า ไปยัง ป.ป.ช. เพื่อส่งมอบสำนวนคดีอาญาและพยานหลักฐานมัดตัวผู้ต้องหาทั้งหมด
เพื่อให้ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางวินัยร้ายแรงและส่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อไป
สปอตไลต์ทุกดวงเลยฉายไปที่ “องค์กรอิสระ” แห่งนี้จะว่าเดินเกมอย่างไรต่อ จะมีมติรับเรื่องนี้ไว้ดำเนินการไต่สวนเองทั้งหมดในฐานะ “คดีพิเศษระดับชาติ” หรือจะเลือกโยนกลับให้พนักงานสอบสวน บช.ก. เป็นผู้รับผิดชอบทำคดีหลักต่อ
ทาง “CIB” ยืนยันว่า หากได้รับเรื่องกลับมาก็พร้อมใช้คณะทำงานชุดเดิมเดินหน้าสั่งฟ้องทันที
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการรอคอยความชัดเจน เริ่มมีกระแสข่าวสะพัดว่า ป.ป.ช.เตรียมเดินหน้าปฏิบัติการ “ล้างบาง” ขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นแบบขุดรากถอนโคน
โดยเล็งขยายผลตรวจสอบรายชื่อผู้ที่สอบบรรจุได้ย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ปี 2560-2567
เนื่องจากพยานหลักฐานในคดีปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า เครือข่ายนี้มีพฤติการณ์ที่ทำกันมาอย่างยาวนาน อาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในอดีต
หากพบว่าข้าราชการที่มาด้วยการซื้อขายตำแหน่ง ไม่ว่าจะบรรจุไปนานเพียงใด ป.ป.ช.ก็พร้อมจะรื้อแฟ้มขึ้นมาเช็กบิลย้อนหลังเพื่อคืนความยุติธรรม
แต่สิ่งน่ากังวลที่สุดและเป็น “บทเรียนราคาแพง” ในอดีต คือคดีในลักษณะนี้มักไม่มีกรอบระยะเวลาที่แน่ชัดในชั้น ป.ป.ช.
หลายครั้งที่สำนวนคดีทุจริตสำคัญถูกเก็บเงียบไว้นานจนเกือบจะหมดอายุความ แล้วจึงค่อยส่งเรื่องกลับมาให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อในช่วงเวลาที่เหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์สุดท้าย
จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำงานตำรวจและทำให้ผู้กระทำผิดบางรายหลุดรอดเงื้อมมือกฎหมายไปได้อย่างน่าเสียดาย
