บิ๊กธุรกิจ-นักวิชาการ เปรียบชั้นเชิง ‘ความสามารถแข่งขัน’ ไทย-อาเซียน
เศรษฐกิจ
เทรนด์การเยือนต่างประเทศของผู้นำในหลายประเทศเริ่มกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำในอาเซียน เห็นความชัดเจนมาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีนี้ สำหรับประเทศไทย
ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะเยือนประเทศออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ช่วง 17-22 สิงหาคม 2569 เป้าหมายมุ่งเปิดประตูการลงทุน การค้า และความร่วมมือในทุกมิติ
ถือเป็นหนึ่งในนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลชุดนี้ และเป็นนโยบายที่ทุกประเทศในอาเซียนต่างพยายามช่วงชิงเช่นกัน
จึงต้องย้อนดูศักยภาพและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย บนโจทย์ความพร้อม!!
มุมมองจากภาคผลิต นายชลัมพล โลทารักษ์พงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย (TGMA) เผยถึงการเปรียบเทียบขีดความสามารถแข่งขันทางการค้าของไทยกับอาเซียนว่า เมียนมายังตามหลังไทยชัดเจน เมียนมาผ่านการเลือกตั้งทั่วไป 3 รอบ (ธันวาคม 2568–มกราคม 2569) ซึ่งพรรค USDP ที่หนุนโดยกองทัพชนะแบบถล่มทลาย และมิน อ่อง ไลง์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีผ่านการเลือกตั้งทางอ้อมเมื่อ 3 เมษายน 2569 แต่นานาชาติยังตั้งคำถามต่อความชอบธรรม เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านถูกแบนและยังมีการสู้รบในหลายพื้นที่
จุดที่เมียนมาเดินหน้าคือพลังงานและเกษตร เร่งเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าเป็น 3,400 เมกะวัตต์ต่อวัน แม้ปัจจุบันผลิตได้จริงเพียง 3,000 เมกะวัตต์จากปัญหาความไม่สงบ
และตั้งเป้าส่งออกยางพารา 3 แสนตัน มูลค่า 480 ล้านเหรียญ ปี 2568-2569 สะท้อนว่ายังเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าชายแดนกับไทยและจีน ไม่ใช่คู่แข่งเชิงโครงสร้าง
ส่วนเวียดนาม โตแรงแต่ value-added ในประเทศยังต่ำ GDP ไตรมาส 2/2569 โต 8.39% ทำให้ครึ่งปีแรกโต 8.18% โดยอุตสาหกรรมและก่อสร้างโตเด่นสุด 9.86% แต่เครื่องยนต์หลักคือทุนต่างชาติ ซึ่งเวียดนามตั้งเป้าดึงเงินลงทุนต่างชาติ 200,000-300,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2569-2573 โดย 75% คาดว่ามาจากประเทศพัฒนาแล้ว บริษัทที่ประสบความสำเร็จที่มาเป็นบริษัทต่างชาติ ดังนั้น value added ในประเทศยังน้อย
สำหรับมาเลเซีย ใกล้สถานะประเทศพัฒนาแล้วจริง จะเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายใน 4 ปี GDP ไตรมาส 2 โต 5.8% ทำให้ห่างเกณฑ์รายได้สูงของธนาคารโลกเพียง 7.1% โดยรัฐบาลตั้งเป้าบรรลุสถานะนี้ภายในแผนพัฒนาฉบับที่ 13 (13MP) ครอบคลุมถึงปี 2573 เพื่อความแม่นยำนำด้าน AI/ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นแรงหนุนจริง โดย IMF จัดมาเลเซียเป็น 1 ใน 4 ผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI รายใหญ่ในเอเชียร่วมกับเกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย
“มิติที่ไทยตามหลังอาเซียนคือ อัตราเติบโต GDP แต่มีความคืบหน้าด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนมิติที่ไทยนำคือ เสถียรภาพการเมือง หากเทียบเมียนมา และสัดส่วน value-added ในประเทศ หากเทียบเวียดนาม” นายชลัมพลกล่าว
มุมมองจากภาคส่งออก นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เห็นว่า การเยือนระหว่างผู้นำในอาเซียน ควรนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่าความร่วมมือเชิงสัญลักษณ์ ได้แก่ เปิดตลาด ลดอุปสรรคทางการค้า เชื่อมโยงโลจิสติกส์ และสร้างความแน่นอนของกติกาการลงทุน
หากดูการแข่งขันของไทยเทียบประเทศเพื่อนบ้าน พบว่า มาเลเซียและเวียดนามเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในอุตสาหกรรมใหม่ มาเลเซียมีความพร้อมด้านอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และเศรษฐกิจดิจิทัล
ขณะที่เวียดนามโดดเด่นด้านการผลิตเพื่อส่งออก การดึง FDI และการเชื่อมโยงตลาดผ่านความตกลงการค้าเสรี ส่วนไทยมีข้อได้เปรียบจากฐานอุตสาหกรรมเดิม ห่วงโซ่ยานยนต์ อาหารและเกษตรแปรรูป บริการสุขภาพ การท่องเที่ยว และที่ตั้งที่เชื่อมโยงภูมิภาค
สำหรับเมียนมา มีศักยภาพด้านการค้าชายแดน เกษตร และพลังงานในระยะยาว แต่ความไม่แน่นอนด้านความขัดแย้ง ระบบไฟฟ้า การเงิน และโลจิสติกส์ยังทำให้ไม่ใช่คู่แข่ง FDI โดยตรงของไทยในระยะใกล้ ไทยจึงควรใช้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเพื่อเสริมความมั่นคงของการค้าชายแดนและห่วงโซ่อุปทานมากกว่า
“ไทยไม่ควรแข่งขันด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือค่าแรงอย่างเดียว แต่ต้องลดต้นทุนการค้า ลดขั้นตอนภาครัฐ สร้างความเร็วการอนุมัติโครงการ ควบคู่กับการยกระดับทักษะแรงงานและการใช้เทคโนโลยี นักลงทุนต่างชาติไม่ได้พิจารณาเฉพาะสิทธิประโยชน์ แต่พิจารณาความแน่นอนของกติกา ต้นทุนพลังงาน ความสะดวกในการทำธุรกิจ คุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตของผู้บริหารกับครอบครัว” นายธนากรกล่าว
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไข ได้แก่ ลดความซ้ำซ้อนของกฎหมายและใบอนุญาต เพิ่มการติดต่อหลายหน่วยงาน ลดความล่าช้าในการเชื่อมต่อสาธารณูปโภค ความไม่พร้อมของพลังงานสะอาด และความเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐที่ยังไม่สมบูรณ์ อยากให้รัฐบาลเดินหน้าแนวคิด “One Process, One Submission, One Decision” และพัฒนา National Single Window ให้ใช้ได้จริงตลอดกระบวนการนำเข้า-ส่งออก เพื่อให้ผู้ประกอบการยื่นข้อมูลครั้งเดียว ลดเอกสาร ลดเวลา และลดต้นทุน
ที่สำคัญด้านภาพลักษณ์ รัฐควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ ความปลอดภัยทางถนน คุณภาพอากาศ และบริการสาธารณะในพื้นที่เศรษฐกิจ เพราะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของบุคลากรต่างชาติและครอบครัวโดยตรง
มุมมองจากภาคการค้า นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ความสามารถการแข่งขันทางการค้าแต่ละประเทศในอาเซียนมีจุดเด่นในมิติที่ต่างกัน ดังนี้
มิติแรก ขนาดเศรษฐกิจและฐานตลาด ไทยยังคงเป็นกลุ่มผู้นำ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน (5.77 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) รองจากอินโดนีเซีย (1.44 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) และสิงคโปร์ (6.03 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) และยังคงทิ้งห่างเวียดนาม (4.94 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) มาเลเซีย (4.72 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) และเมียนมา (8.24 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานตลาดและการผลิต
มิติสอง แนวโน้มและอัตราการเติบโต ไทยกำลังเผชิญความท้าทาย จากปัญหาเศรษฐกิจเติบโตต่ำเรื้อรังและอัตราโตต่ำสุดในอาเซียน สวนทางกับกลุ่มเร่งเติบโตอย่างเวียดนาม ขยายตัวสูง 8% เพราะเชิงโครงสร้างไทยที่สะสมมานาน (เช่น หนี้ครัวเรือน สังคมสูงวัย และผลิตภาพที่เติบโตช้า) ทำให้ความน่าสนใจของไทยเสียเปรียบประเทศอื่นที่กำลังอยู่ในช่วงขยายตัวสูงกว่า
มิติสาม ขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงสถาบัน ไทยอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่เวียดนามกำลังไล่ตามมา ไทยต้องเร่งยกระดับผลิตภาพแรงงาน ควบคู่กับการแก้ปัญหาความโปร่งใสและกฎระเบียบภาครัฐเพื่อลดอุปสรรคทางธุรกิจ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI
มิติสี่ โครงสร้างการส่งออกและการดึงดูด FDI นั้นเด่นกันคนละรูปแบบ อย่างเวียดนาม เป็นแม่เหล็กดึงดูด FDI ที่แรงที่สุดในภูมิภาค ได้อานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตจากจีน และการมีข้อตกลง FTA ครอบคลุมมากกว่า ขณะที่เมียนมาและลาวเด่นด้านค่าแรงต่ำ แต่จุดแข็งของไทยอยู่ที่ปัจจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ แรงงานทักษะ และห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์
และมิติห้า นโยบายขับเคลื่อนเสถียรภาพ มีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน แยกเป็นกลุ่มเอาตัวรอด (เมียนมา ลาว) ส่วนใหญ่นโยบายเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพื้นฐาน เช่น เร่งส่งออกสินค้าเกษตรเพื่อดึงดูดเงินจากต่างประเทศ หรือแก้ไฟฟ้าเพื่อให้ภาคการผลิตเดินหน้าได้ กลุ่มเร่งเติบโต (เวียดนาม อินโดนีเซีย) เน้นคุมเงินเฟ้อและลดการอุดหนุนพลังงาน เพื่อไม่ให้เป็นตัวฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
กลุ่มยกระดับ (ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์) ไทยมีเสถียรภาพพื้นฐานดีมากอยู่แล้ว (เงินเฟ้อต่ำ ทุนสำรองสูง) นโยบายไทยจึงเป็นโจทย์ขั้นสูง เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อดึงดูด FDI ในอุตสาหกรรมยุคใหม่ และการแก้ไขปัญหาหนี้สิน เพื่อปลดล็อกกำลังซื้อภายในประเทศ
มุมมองด้านวิชาการ รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ชี้ว่า ประเทศอาเซียนแต่ละประเทศมีจุดแข็งและข้อจำกัดด้านการแข่งขันแตกต่างกัน ไทยจึงไม่ได้เหนือกว่าหรือต่ำกว่าประเทศอื่นในทุกมิติพร้อมกัน โดยไทยได้เปรียบในอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหารและเกษตรแปรรูป ปิโตรเคมี การท่องเที่ยว และบริการทางการแพทย์ แต่กำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานหมุนเวียน ดาต้าเซ็นเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์
โดยปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขันของไทยอันดับต้นๆ ได้แก่ คุณภาพการศึกษา ทักษะแรงงานที่ยังไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่ ปัญหาคอร์รัปชั่น ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบที่ขาดประสิทธิภาพและความแน่นอน
หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข ไทยอาจดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนการลงทุนนั้นให้เป็นเทคโนโลยี ผลิตภาพ และมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ
ไทยเริ่มตามหลังมาเลเซียและสิงคโปร์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี และ AI ตามหลังเวียดนามด้านอัตราการเติบโต การดึง FDI เพื่อการส่งออกและข้อตกลงการค้า และตามหลังอินโดนีเซียด้านแร่สำคัญกับวัตถุดิบสำหรับแบตเตอรี่ EV
จากมุมมองข้างต้น ทั้งนักธุรกิจและนักวิชาการหวังให้เป็นส่วนหนึ่งในไกด์ไลน์ “เพิ่มความสามารถแข่งขันของไทย”
