กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
แม้คดีสืบสวนสอบสวนระดับโลกว่าด้วย Watergate กับกรณีการพยายามเจาะหาความจริงคดีฮั้ว ส.ว. จะห่างกันประมาณ 50 ปี แต่ผมในฐานะที่ทำข่าววันที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ประกาศลาออกเพราะผลการทำหน้าที่ของนักข่าวสืบสวนอย่างมุ่งมั่นเด็ดขาดก็อดที่จะนำมาเปรียบเทียบไม่ได้
ทั้งความเหมือนและความต่างของนัยแห่งการใช้ทุกวิถีทางเพื่อทำให้ “ความจริงประจักษ์ต่อสาธารณะ” ให้จงได้
เพราะการที่ผู้มีอำนาจใช้กลไกอำนาจรัฐปิดบังซ่อนเร้นความฉ้อฉลด้วยกลลวงและกลยุทธ์ปิดบังอำพรางความจริงที่สั่นคลอนความศรัทธาของประชาชนต่อสถาบันการเมืองและระบอบประชาธิปไตยอย่างโจงครึ่มเช่นนี้ย่อมเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศชาติ
อาทิตย์ก่อนในคอลัมน์นี้ ผมอธิบายถึงความละม้ายของการเจาะหาข้อมูลด้วยการติดตามผู้คนที่เชื่อมโยง, เส้นทางการเงิน, หลักฐานที่เป็นเอกสาร, คลิปเสียงของผู้เกี่ยวข้อง, การติดต่อทั้งที่พบปะต่อหน้าและการต่อสายโทรศัพท์ถึงกันอย่างถี่ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเลือก ส.ว. ในแต่ละขั้นตอนและการโอนเงินทองกับการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนอย่างผิดสังเกต…รวมไปถึงคะแนนการโหวตที่ออกมาเป็นรูปแบบเหมือนกันอย่างน่าประหลาดมหัศจรรย์…
หลายกรณีในการสืบสวนสอบสวนของนักข่าว Washington Post สองคนคือ Bob Woodward และ Carl Bernstein ในการเจาะข่าว Watergate มีแนวทางคล้ายกันจนท้ายที่สุดจับผิดถึงการเมืองระดับชาติได้
นั่นคือ
Follow the suspects
Follow the money
Follow the tapes
Connect the dots
Find the smoking gun!
ในกรณีของการทำหน้าที่ของพริษฐ์ วัชรสินธุ ของพรรคประชาชน และยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ของ iLaw อาจจะไม่ใช่ Investigative Reporting ของสื่อแบบดั้งเดิม
หากแต่เป็นการขยายแวดวงเป็นการ “สืบสวนสอบสวนเพื่อเรียกร้องให้ กกต.ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อหน้าที่” ด้วยการนำเสนอข้อมูลหลักฐานที่เข้าเกณฑ์ “หลักฐานอันน่าเชื่อได้ว่ามีการทุจริตในการเลือก ส.ว. ปี 2567”
จึงต้องส่งให้ศาลฎีกาเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อการพิสูจน์ “ให้สิ้นสงสัย” ว่ามีการกระทำผิดหรือไม่อย่างไร
การสืบสวนสอบสวนคดีฮั้ว ส.ว. แตกต่างไปจากกรณี Watergate ตรงที่ได้กลายเป็นกระบวนการของสังคมอย่างกว้างขวาง
ซึ่งรวมถึงบทบาทของ “นักสืบออนไลน์” จำนวนมากที่เข้ามาร่วมตรวจสอบในมิติต่างๆ อย่างหลากหลายจนเมื่อต่อจิ๊กซอว์จากข้อมูลทั้งหลายแล้วเห็นภาพใหญ่ได้ชัดว่าการเลือก ส.ว. ครั้งนี้มีความไม่ชอบมาพากลอย่างกว้างขวางที่ กกต. จะมองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด
นี่อาจไม่ใช่เพียง “การสืบสวนสอบสวนแนววารสารศาสตร์” แต่เป็นปฏิบัติการทางสังคมที่กินความกว้างขวางกว่ามาก
ไม่ใช่ Investigative Reporting หากแต่ขยายวงเป็นการประสานพลังของสังคมผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อผลักดันให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือองค์กรอิสระแสดงความรับผิดชอบต่อหน้าที่เมื่อมีหลักฐานท่วมท้นเชิงประจักษ์ขนาดนี้
โดยเฉพาะการทยอยเปิดเอกสารออกมาเป็นระยะๆ มีความหมายมาก
เมื่อเปิดเป็นระยะๆ กระบวนการของสังคมจะกลายเป็น
เอกสาร ? ข่าว ? คำถามจากสังคม ? คำตอบจาก กกต. ? เอกสารใหม่ ? คำถามใหม่
นี่คือยุทธศาสตร์ของการเปิดข้อมูลเป็นชุดๆ และเป็นจังหวะๆ หรือเรียกว่า Strategic Disclosure
เป้าหมายจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการบอก กกต.ว่า “ต้องฟ้อง 229 คน”
แต่เป็นการเพิ่ม “ค่าใช้จ่ายของการไม่สามารถอธิบายการตัดสินใจที่ไม่อยู่บนพื้นฐานของข้อสงสัยของสังคมและข้อมูลของพลเมืองผู้รู้ทัน”
กล่าวอีกแบบคือ แนวทางการร่วมกันสืบเสาะหาข้อมูลอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องนี้ไม่ได้บอก กกต.ว่าต้องตัดสินอย่างไร แต่ทำให้ กกต.ไม่สามารถตัดสินโดยไม่อธิบายต่อสังคมได้ง่ายๆ
นี่คือ “ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ” หรือ Public Accountability
จุดที่น่าสนใจที่สุด : การเดินทางจากมติของกรรมชุดที่ 26 สู่ชุดที่ 36 ที่กลับทิศกลับทางกันตาลปัตร
ทั้งหมดนี้ทำให้ความแตกต่างระหว่างกรรมการสองชุดนี้กลายเป็นหัวใจของคำถามของกระบวนการไล่ล่าความจริง
หากชุดที่ 26 มีความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย รวมทั้ง ส.ว.ปัจจุบัน 138 คน มีมูลให้ดำเนินการ แต่ชุดที่ 36 กลับมีมติว่าไม่มีมูลแม้แต่คนเดียว ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เพียงรายละเอียดทางเทคนิค
มันเป็น “คำถามเชิงกระตุกต่อมความรับผิดชอบ” ขององค์กรอิสระ
คําถามจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่
“ชุดไหนถูก?”
แต่ควรถามว่า
หลักฐานที่สองชุดเห็นคืออะไร?
ใช้เอกสารชุดเดียวกันหรือไม่?
ตีความข้อเท็จจริงต่างกันตรงไหน?
ใช้มาตรฐานทางกฎหมายเดียวกันหรือไม่?
มีพยานหรือข้อมูลใดถูกตัดออกหรือเพิ่มเข้ามาหรือไม่?
องค์ประกอบของคณะทำงานเปลี่ยนแปลงอย่างไร?
และเกิดอะไรขึ้นระหว่างรายงานของชุดที่ 26 กับข้อสรุปของชุดที่ 36?
คำว่า “ระหว่าง” อาจเป็นคำที่สำคัญที่สุด
เพราะ Accountability Investigation ไม่ได้เพียงตรวจสอบ “ผู้ถูกกล่าวหา” แต่ตรวจสอบกระบวนการที่รัฐใช้ในการตัดสินว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดหรือไม่มีความผิด
นี่คือการเปิด “กล่องดำ” ของกระบวนการตัดสิน
Deep Throat (แหล่งข่าววงในตัวสำคัญ) ในกรณีไทยจึงไม่ใช่คนเดียว แต่เป็นการบรรจบพบกันของหลายๆ แหล่งข้อมูลที่ยืนยันข้อสงสัยของประชาชนอย่างน่าสนใจ
และเสริมด้วยการวิเคราะห์ของนักคณิตศาสตร์/นักวิเคราะห์ข้อมูลในฐานะเป็น “ผู้ตรวจอิสระ” อีกสายหนึ่งที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนด้านการเมืองหรือธุรกรรม
นี่คือการทำหน้าที่ของ “การสอบสวนโดยสาธารณะ” อย่างมีความหมายยิ่ง
การสืบสวนสอบสวนเชิงลึกและกว้างในยุคดิจิทัลแบบนี้มีข้อได้เปรียบที่ Watergate ในยุค 1970s ไม่มี
เพราะวันนี้ ในแนวเจาะลึกสามารถใช้แหล่งข่าวหลายวงมาตรวจสอบกันเอง ใช้เอกสาร ใช้ข้อมูลดิจิทัล ใช้ฐานข้อมูลการเงิน ใช้สถิติ และเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะได้ทันที
แต่แม้ว่ายุค Watergate จะต่างจากยุคฮั้ว ส.ว. แต่หลักการแห่งการทำหน้าที่ตรวจสอบความจริงเพื่อสาธารณประโยชน์ก็ต้องยึดมั่นแบบเดียวกัน
นั่นคือ ต้องไม่เชื่อแหล่งข่าวเพียงเพราะแหล่งข่าวนั้นอยู่ข้างเดียวกับเรา และไม่เชื่อเอกสารชิ้นนั้นสนับสนุนสิ่งที่เราอยากเชื่อ
พูดอีกนัยหนึ่งหลักฐานต้องสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง พิสูจน์ความถูกต้องได้บนพื้นฐานของความถูกต้องแม่นยำ
สิ่งที่ประเทศไทยกำลังเห็นอาจเป็น “วารสารศาสตร์” หรือ journalism รูปแบบใหม่
Watergate เป็นผลิตผลของยุคหนังสือพิมพ์ที่ “ห้องข่าว” เป็นศูนย์กลาง
กรณีฮั้ว ส.ว.เกิดขึ้นในยุคที่การตรวจสอบสามารถกระจายตัวได้เกินกว่าบริบทของ “ห้องข่าว” แบบเดิมจะทำได้
คนในองค์กรรัฐสามารถส่งเอกสารออกมาได้
องค์กรภาคประชาสังคมสามารถจัดระบบข้อมูลได้
นักการเมืองฝ่ายค้านสามารถนำข้อมูลเข้าสู่สภาได้
นักคณิตศาสตร์สามารถนำข้อมูลการเลือกตั้งมาทดสอบได้
นักข่าวสามารถตรวจสอบและขยายความและเจาะหารายละเอียดเพิ่มเติมได้
และประชาชนสามารถอ่านเอกสารต้นฉบับแล้วตัดสินคำอธิบายของผู้มีอำนาจด้วยตัวเอง
จึงไม่มี “พระเอก” คนเดียว
ไม่มี Woodward คนเดียว
ไม่มี Deep Throat คนเดียว
และไม่มี Washington Post เพียงแห่งเดียว
แต่วันนี้ คือเครือข่ายแห่งการตรวจสอบเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบ
ผมเรียกว่า Network of Accountability
ดังนั้น ในท้ายที่สุดกรณีสืบสวนสอบสวนฮั้ว ส.ว.จึงไม่ใช่ “Watergate เมืองไทย” แต่เป็นสิ่งที่นักข่าวยุค Watergate ส่งต่อมายุคนี้
Watergate สอนว่าแหล่งข่าววงในมีความสำคัญ แต่แหล่งข่าวไม่ใช่หลักฐานสุดท้าย
การเกาะติดคดีฮั้ว ส.ว.ให้บทเรียนเพิ่มเติมว่า ในยุคดิจิทัล แหล่งข่าวหลายวงสามารถเชื่อมต่อกับองค์กรภาคประชาสังคม นักการเมืองฝ่ายค้าน นักข่าว นักสถิติ และสาธารณะ จนเกิดระบบตรวจสอบที่กระจายตัวได้
หากข้อมูลเรื่องการโทร. การโอนเงิน สำนวนสอบสวน และข้อพิรุธการลงคะแนนสามารถตรวจสอบข้ามกันได้จริง สิ่งที่เกิดขึ้นจะมีความหมายมากกว่าการกล่าวหาทางการเมือง
มันคือความพยายาม “ประกอบร่างต่อจิ๊กซอว์” ให้เห็นภาพใหญ่อย่างเป็นระบบทั้งหมด
ใครต่อสายกับใคร บ่อยแค่ไหน เมื่อไหร่?
ใครโอนเงินให้ใคร? ช่วงไหน?
ใครกาคะแนนให้ใคร? อย่างเป็นรูปแบบเดียวกันอย่างน่าประหลาดอย่างไร?
ใครรู้อะไร? และรู้เมื่อไหร่?
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำอะไรกับเมื่อได้รับรู้ข้อมูลเหล่านี้?
คำถามสุดท้ายนี้สำคัญที่สุด
เพราะ Accountability Investigation ไม่ได้จบลงเมื่อเราพบว่า “ใครอาจทำอะไร”
มันต้องไปถึงคำถามว่า
เมื่อมีข้อมูลและหลักฐานปรากฏขึ้นแล้ว สถาบันที่มีหน้าที่รับผิดชอบทำอะไรกับมัน?
นั่นคือจุดที่กรณีฮั้ว ส.ว.แตกต่างจากการทำข่าวสืบสวนทั่วไป และแตกต่างจาก Watergate ด้วย
อย่างหลังคือการที่นักข่าวค่อยๆ เปิดโปงระบบอำนาจ
แต่กรณีฮั้ว ส.ว.อาจกำลังแสดงให้เห็นอีกโมเดลหนึ่ง
การที่ข้อมูลจากภายในระบบไหลออกมาหลายทาง แล้วถูกนำมาประกอบกันโดยนักตรวจสอบ นักการเมือง นักคณิตศาสตร์ นักข่าว และประชาชน เพื่อบังคับให้กระบวนการใช้อำนาจต้องเปิดเผยตัวเองต่อสาธารณะ
นี่ไม่ใช่เพียง investigative journalism
แต่คือกระบวนการสังคมที่ใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์เพื่อไม่ให้องค์กรรัฐเพิกเฉยต่อการแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
และหากกระบวนการนี้สามารถรักษามาตรฐานการตรวจสอบหลักฐาน ความเป็นอิสระ และความสามารถในการพิสูจน์ข้อกล่าวหาโดยไม่ยึดติดกับข้อสรุปที่ตั้งไว้ล่วงหน้าได้ กรณีฮั้ว ส.ว.อาจกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการตรวจสอบอำนาจในยุคดิจิทัลของไทย
ไม่ใช่เพราะเป็น Watergate เมืองไทย
แต่เพราะอาจกำลังสร้างวิธีตรวจสอบอำนาจแบบใหม่ในแบบของไทยเองที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพกว่าโมเดลการตรวจสอบแบบใดๆ ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ก็ได้!
