บทความพิเศษ
โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 (1976) ที่อุบัติขึ้น ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และท้องสนามหลวง นับเป็นอดีตที่หลายคนไม่อยากจำ แต่ในขณะเดียวกันก็ลืมไม่ลง เหมือนกับชื่อหนังสือของ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล เรื่อง 6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง (พิมพ์ครั้งที่ 2, 2563/2020)
ผมในฐานะผู้ที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ดังกล่าว (คือเป็นรองอธิการบดีคนหนึ่งในทีมบริหารของอธิการบดี มธ.สมัยนั้น) มีความรู้สึกคล้ายๆ กับ ดร.ธงชัย คือมีความพยายามที่จะไม่จำ ไม่อยากจะคิดถึงเหตุการณ์อันโหดเหี้ยมวันนั้น
ผมถึงขนาดพยายามหลบ หลีก เลี่ยงที่จะไม่เกี่ยวข้องกับการรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา
และเมื่อครั้งหลัง 6 ตุลาใหม่ๆ ผมเคยคิดว่า ถ้ารอดออกไปได้จากประเทศนี้ ผมจะไม่ขอกลับมาเมืองไทยอีกต่อไป และอาจจะไปไกลถึงไม่ต้องการพูดภาษาไทยด้วยซ้ำไป
ผมกลับมาคิดใหม่ รำลึกถึง และเขียนถึงประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ 6 ตุลาเป็นครั้งแรก ก็คือในบทความ “6 ตุลา กับสถานะทางประวัติศาสตร์เมือง” เมื่องาน 20 ปี 6 ตุลา ปี 2539 (1996) ตามคำเชิญชวนของอาจารย์ ดร.พนม เอี่ยมประยูร อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ.
นั่นหมายความว่า ผมใช้เวลากว่า 20 ปี กว่าที่จะทำใจได้
เมื่อครั้งวันที่ 6 ตุลาคม 2519 (1976) ผมดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาพื้นฐาน อธิการบดีของผม คือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์
วันนั้นผมต้องจากลา ดร.ป๋วยตอนกลางวัน หลังจากที่ท่านต้องลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีต่อที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย (วันนั้นเราประชุมกันนอกมหาวิทยาลัย) วันนั้นผมได้รับมอบหมายให้นำกระเป๋าเอกสารของท่านไปส่งให้กับน้องสาวของท่าน ที่บ้านซอยอารีย์ ถนนพหลโยธิน
ค่ำคืนวันที่ 6 ตุลาคมนั้น อ.นรนิติ เศรษฐบุตร ได้พาผมไปหลบซ่อนตัวที่บ้านของเพื่อนคนหนึ่ง หลังจากนั้นผมก็ต้องเก็บตัวอยู่ที่บ้านคุณยาย (บุญรอด เอี่ยมโอภาส) เจ้าของโรงเรียนเฉลิมวิทยา วัดกลาง ที่เมืองปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ
หลายเดือนต่อมา ผมดำเนินการทำเรื่องขอลาราชการออกไปทำงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ไปอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 1 ปีเต็ม จากนั้นไม่นาน ผมก็ได้ไปเยี่ยมท่านที่กรุงลอนดอน
ดร.ป๋วยตกอยู่ในความเงียบ พูดไม่ได้แล้ว ท่านป่วย และต้องทนอยู่ในสภาพเช่นนั้นเป็นเวลาถึง 20 กว่าปี ท่านจากเราไปในปี 2542 (1999)
หลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่า อ.ป๋วยก็เป็นเหยื่อรายแรกๆ พร้อมๆ กับนิสิตนักศึกษาและประชาชน เป็นเหยื่อของอาชญากรรมรัฐไทยเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 (1976)
เหตุการณ์วันที่ 6 ตุลา คืออะไร?
ต่อคำถามนี้ ผมขอตอบสั้นๆ ว่า คือรัฐประหาร (coup d’état) เป็นอีกครั้งหนึ่งในจำนวนสิบกว่าครั้งโดยกองทัพไทย (รวมทั้งตำรวจและผู้ปกครองของรัฐ)
เป็นวันพิฆาตเข่นฆ่าสังหารหมู่ (massacre) ที่กระทำกับนิสิตนักศึกษาและประชาชนกลางกรุง ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และท้องสนามหลวง ที่อยู่ตรงข้ามพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว กล่าวคือ กลางกรุงเทพมหานครนั่นเอง
การกระทำครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของชาติไทย เป็นการใช้กำลังตำรวจตระเวนชายแดน ใช้อาวุธสงครามหนัก รวมทั้งใช้อันธพาลรับจ้าง ตลอดจนฝูงชนที่โดนปลุกระดมอย่างหนักหน่วงด้วยหน่วยงานของรัฐมาเป็นกว่า 2 ปี ที่เปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจจากความรักในชาติบ้านเมือง ให้กลายเป็นความคลั่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
กล่าวอีกนัยหนึ่งในแง่วิชาการ ในแง่การเมืองการปกครอง นี่คือกระบวนการหยุดยั้งการพัฒนาประชาธิปไตย (democratization) ที่มีพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง นี่คือสิ่งที่เรียกย่อๆ ได้ว่า เป็นพฤติกรรม “ของ-และ-เพื่อ” ชนชั้นเดิมและอำนาจบารมีเดิม ซึ่งก็คือบรรดาบุคคลผู้กุมอำนาจรัฐนั่นเอง
ในแง่ของการตีความทางวิชาการประวัติศาสตร์การเมืองไทยนั้น ผมคิดว่า บทความของอาจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ เรื่อง “Withdrawal Symptoms : Social and Cultural Aspects of the October 6 Coup” ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาไทยว่า “บ้านเมืองของเราลงแดง : แง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรมของรัฐประหาร 6 ตุลาคม” ที่ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำๆ หลายครั้ง นี่คือบทความที่วิเคราะห์การเมืองไทยได้อย่างดียิ่ง
อาจารย์เบนกล่าวว่า สำหรับประเทศไทย รัฐประหารไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด แต่รัฐประหาร 6 ตุลานั้น ท่านได้วิเคราะห์ในมุมกว้าง ดังรายละเอียดต่อไปนี้
คือมีการก่อตัวของชนชั้นกระฎุมพี หรือชนชั้นกลางที่ถือกำเนิดขึ้นมาในสมัยสงครามเย็น ซึ่งเป็นสมัยที่มีการทุ่มเทความช่วยเหลือ (aid) จากสหรัฐอเมริกาอย่างมหาศาล ทั้งในแง่ของการทำสงคราม ในแง่ของความมั่นคง และการเศรษฐกิจ เงินทุนและอาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐ บวกกับเงินลงทุนทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่จากญี่ปุ่น
ทั้งสองแหล่งนี้เข้ามาในเมืองไทย พร้อมๆ กับการอ้างอิงและใช้สถาบันกษัตริย์ ใช้ทั้งสถาบันและองค์บุคคลที่ช่วยรักษาอำนาจของจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นเวลานานถึงสองทศวรรษครึ่ง
ชนชั้นกระฎุมพีไทยหรือชนชั้นกลางของไทยเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากแนวคิดชาตินิยม เผด็จการทหารแบบเดิม
แต่ในที่สุดแล้ว ชัยชนะของคอมมิวนิสต์ในกัมพูชา เวียดนาม ลาว ตามลำดับ ในปี 2518 (1975) ก็ทำให้กระฎุมพีไทยที่ในตอนแรกเป็นปฏิปักษ์ (ชั่วคราว) กับลัทธิเผด็จการทหารของถนอม-ประภาส-ณรงค์ รวมทั้งยังเคยช่วยสนับสนุนให้กับการลุกฮือของนิสิตนักศึกษาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 (1973) ต่างกลับหันหลัง กลายเป็นปฏิปักษ์หรือเป็นผู้ทำลายล้างขบวนการนิสิตนักศึกษาและประชาชนเสียเอง
ทั้งนี้ เพราะชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ข้างบ้านทำให้ฝ่ายกระฎุมพีไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นปกครองเดิม สถาบันและองค์กรหลักๆ เดิมของรัฐออกอาการวิกลจริต ตกอกตกใจ และเกิดอาการลงแดง จนหันหลังกลับกลายไปเป็นปฏิปักษ์แล้วก็ก่ออาชญากรรมรัฐอย่างเหี้ยมโหดในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 (1976) กระทำการสังหารนิสิตนักศึกษา ประชาชน และผู้นำระดับล่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำชาวนา หรือผู้นำกรรมกร
น่าสังเกตว่า ในบทความดังกล่าว อาจารย์เบนได้จบบทความว่า ผลพวงของ 6 ตุลา ชี้ไปในสองทิศทางที่แตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงกัน
ในด้านหนึ่ง การรัฐประหารครั้งนี้เป็นการเร่งให้เห็นชัดถึงคำอธิบายความเป็นรัฐของรัฐไทยที่เคยเป็นสิ่งน่าพิศวงของชาติตะวันตกที่ศึกษาประเทศไทย กล่าวคือ มีปรากฏการณ์ใหม่ๆ มีการโจมตีอย่างเปิดเผยต่อสถาบันกษัตริย์ มีร่องรอยชัดเจนว่ากลุ่มผู้คนจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพวกเสรีนิยม รวมทั้งคนหัวรุนแรง เริ่มเข้าใจว่า ตนไม่มีที่ไม่มีทางในระบอบของเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร
ดังนั้น ด้วยปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คนจำนวนหนึ่งจึงลี้ภัยไปต่างประเทศ หรือไม่ก็ไปร่วมขบวนการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในป่าในเขา
ในอีกประการหนึ่ง แนวความคิดและสัญลักษณ์ของการเมืองฝ่ายขวาที่ครองอำนาจมาเป็นเวลานานนั้น เป็นไปได้ที่ฝ่ายอนุรักษนิยมไทยจำนวนมากจะมองฝ่ายซ้ายได้อย่างสนิทใจว่าเป็นคนต่างด้าว เป็นชนกลุ่มน้อยในสังคม ไม่ว่าจะเป็นญวน เป็นเจ๊ก เป็นจีน เป็นแขก หรืออะไรก็ตาม
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การต่อสู้ปราบปรามคอมมิวนิสต์ในครั้งนั้นก็ถือว่าเป็นกระบวนการระดับชาติอันสูงส่ง ถึงตอนนั้นความคิดแบบนั้นกลับดูจะเป็นไปได้น้อยลง แม้แต่ต่อกลุ่มฝ่ายขวาเอง
เหตุการณ์ 6 ตุลากลายเป็นตัวเร่งต่อขบวนการที่ฝ่ายขวาอาจต้องยอมรับ โดยอาจไม่ได้ตระหนักเลยว่า ตนอาจมีส่วนร่วมในสงคราม ซึ่งในระยะยาว ความเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นเครื่องตัดสินที่สำคัญ ทั้งนี้ เป็นเพราะประวัติศาสตร์สมัยใหม่แสดงให้เห็นโดยชัดเจนว่า ไม่มีขบวนการปฏิวัติใดจะประสบชัยชนะได้ หากมิได้พิชิตหรือได้รับสมาทานจากอุดมการณ์ลัทธิชาตินิยม
ผมขอจบบทความด้วยข้อความของ George Orwell จากหนังสือ 1984 ที่ว่า “He who controls the past controls the future. He who controls the present controls the past.” ซึ่งผมขอแปลเป็นภาษาไทยว่า “ผู้ที่ยึดกุมอดีตไว้ได้ ก็จะยึดกุมซึ่งอนาคต และผู้ที่ยึดกุมปัจจุบันไว้ได้ ก็จะยึดกุมไว้ซึ่งอดีต”
กล่าวคือ ใครก็ตามที่ยึดกุมอดีตเอาไว้ได้ เขาผู้นั้นก็จะทำการควบคุมการเขียนประวัติศาสตร์ และการตีความอดีต ที่รวมถึงการเขียนแบบเรียนประวัติศาสตร์ รวมทั้งการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดหรือควบคุมอนาคตให้ดำเนินไปในทิศทางหรือในรูปแบบที่เขาเหล่านั้นต้องการ
และในประเด็นของคนที่ยึดกุมปัจจุบันไว้ได้ เขาก็จะสามารถควบคุมไว้ได้ซึ่งอดีตเช่นกัน ซึ่งหมายถึงการเขียนแบบเรียนหรือตำราประวัติศาสตร์ รวมทั้งการตีความ ตลอดจนการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่ทำให้คนทั่วไปต้องเชื่อและปฏิบัติตามนั่นเอง
การรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาก็คือการกระทำที่จะควบคุมการตีความประวัติศาสตร์ เป็นการรำลึกถึงอดีต ทั้งนี้ เพื่อสร้างความทรงจำของอดีตให้คนในรุ่นปัจจุบัน เพื่อที่เขาและเธอจะได้มีอะไรติดเนื้อติดตัวไปในการเดินสู่อนาคต
ดูเหมือนว่าคนรุ่น 6 ตุลากำลังบอกเราว่า เขาและเธอไม่ใช่ “คนหนักแผ่นดิน” ไม่ใช่คนไม่รักชาติ ไม่ใช่เจ๊ก จีน ญวน หรือแขก พวกเขาเป็น “วีรชน” ต้องการให้ชาติไทยเป็นของคนทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากไหน มีเพศสภาพใด มีผิวพรรณใดก็ตาม จะยากหรือจะจนก็มีสิทธิ มีเสรีภาพ และมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน
ดังนั้น การจัดงานรำลึกครั้งก่อนๆ ครั้งนี้ และครั้งหน้า ก็เพื่อแสวงหาทั้งแนวทาง ทั้งตัวตนของพวกเขาและพวกเธอเอง กับในเวลาเดียวกันก็เพื่อและสำหรับ “คนอื่นๆ” รุ่นต่อๆ ไปที่จะต้องเดินทางไปสู่อนาคตที่ดีกว่าที่เป็นมาและเป็นไป ประมาณหนึ่งร้อยปีของประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่
