NAY x TangBadVoice และ R∀PCON : แร็ปบันทึกยุคสมัย
นอกเรื่อง | อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา
ไม่ใช่แค่แฟนคลับเท่านั้นที่ตื่นเต้นเมื่อเห็น เน ณรัณ จากวง PERSES จับมือกับ ตั้ง ตะวันวาด หรือ TangBadVoice ปล่อยเพลงล่าสุด “ยกมือขึ้น Another Version” เพราะนานๆ ทีจะได้ยินศิลปินไทยคุยเรื่องการเมืองแบบเปิดเผย
เนกับตั้งเขียนเนื้อแร็ปเกี่ยวกับการเมืองขึ้นมาใหม่ โดยนำเพลง “ยกมือขึ้น” ต้นฉบับของโจอี้ บอย ที่ปล่อยเมื่อปี 2547 มาใช้เป็นโครง แล้วเล่าเรื่องใหม่ด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง
อินโทรของเพลงยังใช้ลีลาเดียวกับต้นฉบับ เป็นเสียงร้องประหนึ่งออกมาจากวิทยุทรานซิสเตอร์ว่า “ประชาธิปไตยคือการออกเสียงของคนส่วนใหญ่”
ก่อนจะตัดจากจังหวะปลุกใจแบบโบราณเข้าสู่ท่อนแร็ปที่ฮึกเหิมไม่แพ้กัน
เมื่อเป็นเพลงแบบ “ยกมือขึ้น” ลูกเล่นสำคัญคือประโยค “ถ้า @#!%$ ก็จงยกมือขึ้น” ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเทมเพลตในการชวนคนที่กำลังรู้สึกแบบเดียวกันให้ยกมือขึ้น
เพียงแต่ “ยกมือขึ้น” ในเวอร์ชั่นของเนกับตั้งพาเราไปไกลจากเวอร์ชั่นของโจอี้ บอย อย่างสิ้นเชิง
แร็ปของโจอี้ บอย ในปี 2547 เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตต้มยำกุ้ง การเมืองไทยอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ 2540 มีผู้นำมาจากการเลือกตั้งและพรรคการเมืองเข้มแข็งขึ้นมาก หากไม่นับว่าเป็นยุคที่สิทธิมนุษยชนถดถอย ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยดูมีอนาคต
เนื้อหาที่ชวนให้ยกมือขึ้นในยุคนั้นยังเป็นเรื่องอกหัก เอ็นทรานซ์ไม่ติด ส่วนใหญ่เป็นปัญหาขี้ปะติ๋วระดับปัจเจก
มาถึงเวอร์ชั่น 2569 หรือ 22 ปีผ่านไป ระหว่างนี้ประเทศไทยเจอรัฐประหารไปสองครั้ง คือปี 2549 และ 2557 ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกลับมาสร้างรากฐานของประเทศให้เติบโต
และก็น่าเห็นใจคนที่โตมากับรัฐบาลรัฐประหาร ก่อนจะเจอโรคระบาดโควิด-19 ซัดซ้ำเข้าไปอีก
เพลง “ยกมือขึ้น Another Version” ของ NAY x TangBadVoice มีเนื้อร้องที่แตะปมปัญหาสาธารณะที่จริงจังขึ้น
แฟนคลับรู้กันดีอยู่แล้วว่า เนตื่นตัวทางสังคมและเป็นหนอนหนังสือ สิ่งที่เขาบ่นระบายผ่านเนื้อเพลง แม้มาด้วยลีลากวนๆ แต่ก็สะท้อนชีวิตประจำวันที่คนร่วมสมัยกำลังเผชิญปัญหาเข้าขั้นวิกฤต
ตั้งแต่เรียนจบแล้วหางานทำไม่ได้เพราะโดนเอไอแย่งงาน
ไปจนถึงบ่นการเมืองภาพใหญ่ผ่านท่อนแร็ป ทั้งท่อนที่ว่า “อยากมีรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ยังไปไม่ถึงไหน” เรื่อง ส.ว. “ไม่เอาอำนาจ ส.ว. อยากเลือก สสร.” และเรื่องปัญหาปากท้อง “นโยบายมีแต่ลมปาก ตอนนี้ชีวิตโคตรลำบาก”
เรียกได้ว่าเป็นบันทึกเรื่องราวของยุคสมัย ทั้งชีวิตและความวุ่นวายสับสนของคนสมัยนี้
รวมถึงปัญหาอันเป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่พาให้หลายเรื่องพัวพันจนแก้ไม่หลุด
หากเวลาผ่านไปแล้วเราย้อนกลับมาฟังเพลงนี้อีกครั้ง ก็คงเห็นภาพของยุคที่เอไอเข้ามาดิสรัปต์การทำงานและชีวิตประจำวัน
เป็นยุคเดียวกับที่คนฮิตออกกำลังกายด้วยการปีนผา
และก็เป็นยุคเดียวกันนี้ละที่เราต้องต่อสู้กับอิทธิฤทธิ์ของรัฐธรรมนูญ 2560
ที่แช่แข็งสังคมไทยมาตั้งแต่รัฐประหารครั้งก่อน

ฮิปฮอปเป็นการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมที่มีดนตรีเป็นสื่อกลางในการสื่อสารเรื่องชีวิตและความอยุติธรรมในสังคม เนื้อเพลงแร็ปถูกเขียนขึ้นเพื่อวิพากษ์ปัญหารอบตัว
แม้ในเวลาต่อมาความนิยมของแร็ปและการพยายามเข้าสู่ตลาดแมสอาจทำให้งานบางส่วนต้องลดทอนความแข็งกร้าวและความทุกข์ที่ไม่รื่นหูลง เพื่อให้เข้ากับตลาดที่ต้องรื่นหูรื่นใจและลดการเสียดแทง แต่ถึงอย่างไร แนวดนตรีและวัฒนธรรมกลุ่มนี้ก็ยังเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มย่อยๆ ได้รวมตัวและแสดงออกอย่างมีศิลปะ
R∀PCON (แร็ปคอน) คือภาพหนึ่งของการทำหน้าที่แบบนั้นในเวลานี้
การรวมตัวของศิลปินแร็ปอิสระกลุ่มนี้มีสมาชิกแล้วอย่างน้อยหกคน
และทยอยปล่อยผลงานมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
จนกลายเป็นอีกหนึ่งเวฟของแร็ปการเมืองที่จับบรรยากาศอัดอั้นในสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองปัจจุบัน ภายใต้รัฐบาลอนุทิน 2 ที่วิกฤตต่างๆ กำลังซึมลึกติดทนนาน และผู้คนจำเป็นต้องชาชินกับมัน โดยยังไม่มีสัญญาณแห่งความหวัง
ถ้า “ยกมือขึ้น Another Version” คือเสียงของศิลปินกระแสหลักที่หยิบเรื่องการเมืองขึ้นมาพูดเพื่อแสดงออกถึงความตระหนักรู้ต่อปัญหา
แร็ปคอนก็เป็นอีกด้านของภาพเดียวกัน ด้วยความอัดอั้นที่เข้มข้น
และพยายามตะโกนปัญหาออกมาอย่างตรงไปตรงมา


การรวมตัวของแร็ปคอนเกิดขึ้นช่วงปลายปี 2568 ส่วนหนึ่งอาจเพราะแร็ปเปอร์คนสำคัญอย่างบุ๊ค – ธนายุทธ ณ อยุธยา หรือ Elevenfinger ศิลปินและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและการศึกษาในชุมชนคลองเตย พ้นโทษจากคดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมและเพิ่งออกจากเรือนจำ
บุ๊คเป็นหนึ่งในทีมก่อตั้งแร็ปคอน และเปิดตัวในเซ็ตนี้ด้วยเพลง “บ้านเรา” ที่เล่าถึงความฟอนเฟะของการเมืองไทย
ด้วยน้ำเสียงที่แทนใจคนไร้อำนาจ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการระดับล่าง คนทำมาหากินที่ชีวิตนี้ไม่มีเส้นสาย กระทั่งทหารชั้นผู้น้อยที่ต้องออกศึกสงครามชายแดน ซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือของการเมืองห่วยๆ ภายในประเทศ
เพลงนี้ย้ำชัดถึงพรสวรรค์ของบุ๊ค ทั้งการเขียนเนื้อร้องที่สะท้อนวิกฤตร่วมสมัยด้วยจังหวะจะโคนที่ลงตัว และวิธีแร็ปที่มีแนวทางเป็นตัวเองสูง เขาส่งความรู้สึกหนักอึ้งต่อปัญหาในบ้านนี้เมืองนี้ออกมา
แต่บนความโกรธเกรี้ยวของเนื้อเพลง Elevenfinger ยังเติมสุนทรียะที่ช่วยทอนความแข็งกร้าวลงด้วยแคนหมอลำ
ทำให้ “บ้านเรา” เป็นงานแร็ปที่ผนวกดนตรีพื้นบ้านอีสานที่ติดหูและน่าฟัง
นอกจาก Elevenfinger แล้ว สมาชิกคนอื่นๆ ในทีมที่เล่าปัญหาสังคมเหล่านี้ ก็ดูจะทุ่มเทเพราะยังมีความหวังและความฝันต่อโลกใบนี้ งานของกลุ่มนี้ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เช่น Iseast ศิลปินเจ้าของเพลง “อยู่เป็นตาย” ที่เล่าถึงคนประเภท ‘อยู่เป็น’ เพื่อรักษาประโยชน์ของตัวเอง โดยไม่แคร์ว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือความไม่ถูกต้อง และไม่ฉุกคิดว่าวิถี ‘อยู่เป็น’ อาจยิ่งทำให้ตายทางอ้อม
Hockhacker เป็นแร็ปเปอร์อีกคนที่มาเป็นสมาชิกในกลุ่มแร็ปคอน
ก่อนหน้านี้เขาใช้แร็ปเล่าเรื่องสะท้อนสังคมร่วมกับกลุ่ม Rap Against Dictatorship
มาครั้งนี้ เขาเปิดตัวผ่านเพลง “วันพรุ่งนี้” ft. Elevenfinger
เป็นบทเพลงของคนที่ยังไม่ทิ้งอุดมการณ์และไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ในการต่อสู้กับความอยุติธรรมโดยรัฐ แต่ก็ตลกร้ายที่ความหวังถึง “วันพรุ่งนี้” แม้ดูเหมือนเป็นคำปลอบประโลม ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า เราจะต้องไล่ตามวันพรุ่งนี้ไปอีกนานแค่ไหน
3Bone ศิลปินแร็ปอีกคนที่ก่อนหน้านี้คนอาจคุ้นผลงานเขาผ่าน Rap Against Dictatorship ครั้งนี้เขามากับผลงานเพลง “Thai Hood” ที่หยิบเอาปัญหาชนชั้นและการโกงกินมาบอกเล่า หากฟังเพลงนี้พร้อมกับดูเอ็มวีจะเห็นภาพการเมืองไทยที่หดหู่มาก แต่ “Thai Hood” กลับยังมีความหวังที่อยากเห็นรัฐธรรมนูญของประชาชนเป็นทางออก
อีกหนึ่งเพลงที่ดูจงใจเขียนถึง ‘ความหวัง’ ใหญ่ของการเมืองไทยเวลานี้ คือการผลักดันรัฐธรรมนูญของประชาชน ผ่านเพลง “รากฐาน” ของแร็ปเปอร์ที่ใช้ชื่อ Oldnew ชื่อที่เอา “เก่า” และ “ใหม่” ซึ่งมีความหมายขัดแย้งกันมาอยู่ด้วยกัน เพื่อชวนตั้งคำถามว่า สังคมไทยจะเอาอย่างไรต่อกับขนบเก่าที่กฎหมายสูงสุดไม่เห็นหัวประชาชน ขณะที่ “ของใหม่” ก็กำลังอยู่ในจุดวัดใจว่าจะเข้าร่วมหรือต่อต้าน
ส่วนเพลงล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวหมาดๆ ในเดือนกันยายนนี้ เป็นเพลงของแร็ปเปอร์หญิงที่ชื่อ พลอย หรือ POI มากับเพลง “ตื่น” ซึ่งน่าจะเป็นเพลงที่สว่างที่สุดในเซ็ตแร็ปคอนนี้
POI มีวิธีการร้องที่เปิดเผย เธอปล่อยความอัดอั้นที่ต้องทนอยู่ในสังคมที่วนเวียนกับชีวิตตื้นเขิน ขณะที่คนที่ยังมุ่งมั่น พยายาม และเชื่อในความฝัน กลับต้องกลายเป็นตัวประหลาด
แม้เรื่องราวที่เล่าผ่านทั้งเพลงและเอ็มวีจะพาไปเห็นสังคมที่น่าสะอิดสะเอียน แต่ถึงที่สุดก็ยังมีความหวังว่า
เราจะได้ตื่นจากสภาวะที่เป็นอยู่เสียที

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของเพลงเหล่านี้คือการที่เพลงยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่ให้คนพูดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับชีวิต ที่อย่างน้อยก็ไม่ได้เพิกเฉยต่ออนาคตของตัวเอง
“ยกมือขึ้น Another Version” ทำให้คนฟังยกมือขึ้นพร้อมกันชั่วขณะหนึ่ง
ส่วน R∀PCON กำลังทำสิ่งที่คล้ายกันในอีกแบบ คือรวมเสียงของคนที่ยังไม่ยอมปล่อยให้การเมืองที่เหมือนซอมบี้กลายเป็นเรื่องปกติ
และอย่างน้อยที่สุด ฮิปฮอปก็ยังทำให้คนเหล่านี้มีที่ยืน มีเสียง และมีที่ทางให้บอกว่า พวกเขายังไม่ยอมแพ้
