คำเตือน ‘ดร.พิชาย’ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ คือ ‘ปราสาททราย’ ที่จะพังทลายเพราะ ‘คลื่นประชาชน’
เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
คำเตือน ‘ดร.พิชาย’
‘ระบอบสีน้ำเงิน’ คือ ‘ปราสาททราย’
ที่จะพังทลายเพราะ ‘คลื่นประชาชน’
หมายเหตุ : เนื้อหาคำกล่าวบางส่วนของ “รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา นิด้า บนเวทีเสวนา “ตามรอยขบวนการโกง ส.ว.67 : โกง ส.ว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ” เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569
วิกฤตความชอบธรรมของ ส.ว.ครั้งนี้ มองอีกแง่หนึ่งก็มีประโยชน์สำหรับการพัฒนาของระบอบประชาธิปไตยไทย เพราะทำให้สังคมไทยต้องมาทบทวนว่าเราจำเป็นไหมที่จะต้องมี ส.ว.? คำถามนี้คงเป็นคำถามสำหรับสังคมไทยต่อไปในอนาคต
คำถามใหญ่ก็คือว่า ส.ว.เป็นตัวแทนของใคร? นี่คือคำถามใหญ่ของสังคมไทยมาตั้งแต่ที่มีการตั้งพฤฒสภาคราวแรก ถ้าเราดูพัฒนาการความเป็นตัวแทนของ ส.ว. ในช่วงแรกเป็นตัวแทนของข้าราชการและระบบราชการเกือบทั้งหมด
ในช่วงแรกที่ยังดีเพราะว่าคนที่มีส่วนในการเลือก ส.ว.อาจจะเป็นคนที่ยังมีไฟ มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย และอาจจะมีความหลากหลายอยู่บ้าง
แต่หลังจากปี พ.ศ.2490 เป็นต้นมา ส.ว.เคลื่อนตัวจากการมีตัวแทนของราชการที่หลากหลายไปกระจุกเป็นตัวแทนของทหารอย่างชัดเจน ปรากฏการณ์นี้ดำรงอยู่ในสังคมไทยตั้งแต่ พ.ศ.2490 จนกระทั่งถึงยุคคุณประยุทธ์ (จันทร์โอชา)
ทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร เราก็จะได้สภานิติบัญญัติ แล้วก็จะได้ ส.ว. ตามมา
จุดแตกหักที่ทำให้เกิดการพัฒนาการของ ส.ว.ไปอีกระดับหนึ่ง ก็คือช่วงรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 ตอนนั้นก็ดีใจกันใหญ่ แต่ไม่ได้ตั้งคำถามที่เป็นคำถามพื้นฐานว่า ส.ว.เป็นตัวแทนใคร?
เพียงแต่คิดว่าเมื่อก่อน ส.ว.นายกฯ แต่งตั้ง พอมีรัฐธรรมนูญใหม่ เราก็ไม่ได้คิดว่าจะควรมี ส.ว.หรือไม่ควรมี ก็คือคิดไปแล้วว่าต้องมี ส.ว. แล้ว ส.ว.จะมาจากไหน ถ้านายกฯ ไม่ตั้ง ก็ให้ประชาชนเลือก ก็คิดได้อยู่ 2 อย่าง
การให้ประชาชนเลือกก็จะไปทับซ้อนกับ ส.ส. ถึงแม้ว่าพื้นที่จะใหญ่กว่า ส.ส.ก็ตาม เพราะก็เป็นตัวแทนเชิงพื้นที่เหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็นตัวแทนในความหมายของการกำเนิด ส.ว. ในหลายประเทศ
เช่น อังกฤษ เขาเป็นตัวแทนสภาขุนนาง หรือสหรัฐก็เป็นตัวแทนรัฐต่างๆ ที่ค่อนข้างจะมีความเป็นอิสระกันพอสมควร แต่ของประเทศไทยไม่รู้ว่า ส.ว.เป็นตัวแทนของอะไร คืออยากให้มีก็มีอย่างนั้น
ทุกระบบถ้าผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ก็ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่ง คือ โครงสร้างสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ เราก็จะได้ ส.ว.ที่ผ่านการเลือกที่เป็นตัวแทนจากชนชั้นกลางในเมืองอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นจำนวนน้อย แล้วที่เหลือก็เป็นเครือข่ายของนักการเมืองต่างๆ
เลยเกิดปรากฏการณ์ที่ต่อมาเขาเรียกว่าเป็น “สภาเครือญาติ” พอมีการรัฐประหาร เห็นว่า (ส.ว.) มาจากการเลือกตั้งใช้ไม่ได้ ก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงยุคคุณมีชัย (ฤชุพันธุ์) คือยิ่งเปลี่ยนยิ่งแย่ ยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งจำกัดสิทธิของประชาชน
อย่างล่าสุด คนที่มีสิทธิ์เลือก ส.ว.มีแค่กระจุกเดียว ประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิ์เลือก เมื่อมาพูดว่าเป็นตัวแทนของปวงชน ก็เป็นการอ้างแบบที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
ระบบที่คุณมีชัยออกแบบการเลือกกันเองมีบทเรียนมาเยอะ ท้ายที่สุดนำไปสู่ว่าใครจัดตั้งเก่งกว่า คนนั้นก็จะกุมสภาพได้หมด ถึงแม้ว่าจะดีไซน์ออกมาอย่างไร จะเลือกไขว้ เลือกไม่ไขว้ สุดท้ายใครมีทรัพยากรมากกว่า มีการจัดตั้งดีกว่า คนนั้นก็จะกุมสภาพได้
แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดนั้น (2560) เขามีความเชื่อพื้นฐานที่ผิดว่า (การจัดตั้ง) ไม่สามารถทำได้ คิดว่าถ้าเลือกไขว้แล้วก็จะทำไม่ได้ เขาอาจจะประเมินศักยภาพของนักการเมืองไทย โดยเฉพาะนักการเมืองสไตล์บ้านใหญ่ต่ำเกินจริง แล้วก็ประเมินความทะเยอทะยานของนักการเมืองบ้านใหญ่ต่ำเกินจริง
สิ่งที่เราเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ถ้าเราดูพัฒนาการของเครือข่ายนี้ ซึ่งมีคุณเนวิน (ชิดชอบ) เป็นศูนย์กลาง เขามีพัฒนาการมาตั้งแต่แยกตัวจากพรรคเพื่อไทย แล้วก็ไปตั้งพรรคภูมิใจไทย ซึ่งคุณเนวินอยู่ข้างหลังตลอด
ในตอนแรกส่งคุณชวรัตน์ (ชาญวีรกูล) ไป ต่อมาก็ส่งคุณอนุทินไป คุณเนวินเป็นคนที่กุมสภาพ แล้วก็วางแผนการเมืองทั้งหมด
ก็ไม่แปลก เพราะถ้าเราสังเกตดู เมื่อคุณอนุทินขึ้นมาเป็นนายกฯ มักจะตอบผู้สื่อข่าวว่าผมไม่รู้ ผมไม่ทราบ ผมไม่เกี่ยว แน่นอน เส้นทางแกก็เดินมาอย่างนั้น มีคนจัดการให้ทำให้ตลอด
กระบวนการเหล่านี้ก็พัฒนามาเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดที่เขาสามารถกุมจังหวะได้ภายใต้เงื่อนไขหลายอย่าง เป็นการร่วมมือกันระหว่างฝ่ายสหพันธ์บ้านใหญ่ ในยุคสมัยนี้มีบ้านบุรีรัมย์เป็นศูนย์กลาง กับชาวอนุรักษนิยมที่เป็นชนชั้นนำ
แต่ที่ผมเกริ่นว่า มีข้อดีที่เขาดำเนินการแบบนี้ เพราะทำให้คนทั้งสังคมเห็นว่าระบอบนี้ไม่มีความชอบธรรม
มันเป็นวิกฤตความชอบธรรมทั้งของระบอบบ้านใหญ่ที่ฝ่ายระบอบสีน้ำเงินคุมอยู่ และวิกฤตของอนุรักษนิยมชนชั้นนำเอง ที่ไปเป็นพันธมิตรกับทางบ้านใหญ่
ตัวระบอบ (สีน้ำเงิน) ที่เรากังวลกัน สำหรับผม ถ้ามองยาวๆ ไม่ค่อยกังวลเท่าไร เพราะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างบน “ปราสาททรายของการไร้ความชอบธรรม” เราอาจจะเห็นมันก่อตัวขึ้นมา แต่มันพังทลายได้ไม่ยากเย็นเท่าไร
เมื่อมันปราศจากฐานของความชอบธรรม มันก็อยู่ได้ไม่นาน ถึงแม้ว่าในเชิงโครงสร้างมันจะกุมสถาบันต่างๆ ทางการเมืองอยู่ได้ในช่วงขณะนี้ แต่อย่างที่เราทราบ สถาบันทางการเมืองของไทย ไล่มาตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญ ยัน กกต. ล้วนมีปัญหาวิกฤตความชอบธรรมทั้งนั้น
อย่าง กกต. ความน่าเชื่อถือก็เหลือแค่ 3% กว่าๆ ตอนนี้ถ้ามีใครไปสำรวจ ผมต้องบอกคนสำรวจใส่คะแนนติดลบให้ด้วย จะได้รู้ว่าจาก 3% กว่าๆ จะมีคะแนนติดลบเท่าไร เป็นวิกฤตที่องค์กรเหล่านั้นต้องแบกรับ ถ้ายังอยู่ภายใต้การชี้นำของตัวระบอบสีน้ำเงิน
ปัญหาเหล่านี้ผมคิดว่าก็เป็นจุดสำคัญในอนาคตที่เราจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะถ้าหากไม่เกิดวิกฤตนี้ บางทีเราก็อาจจะกังวลว่า ส.ว.ที่มาจากระบอบสีน้ำเงินจะสามารถครอบงำได้หมด แต่พอมีวิกฤตนี้ขึ้นมา ผมคิดว่าไม่ง่ายแล้ว มันจะถูกตั้งคำถามจากประชาชนจำนวนมาก
สิ่งหนึ่งที่เราเห็นการยืนกระต่ายขาเดียวของคุณอนุทินว่า รัฐบาลไม่เกี่ยว ผมไม่เกี่ยวในเรื่องนี้ คำถามก็คือว่าขนาดไม่เกี่ยว ทำไม กกต.ถึงส่งคนไปฟ้องถึง 77 คน แล้วในจำนวนนั้นก็มีสมาชิกพรรคภูมิใจไทยหลายคน
คุณอนุทินอาจจะบอกว่าไม่รู้ก็ได้ แต่ว่าคนเขาไม่เชื่อไง วันก่อนผมก็เห็นนักข่าวไปถามว่า คนไม่เชื่อ แต่แกก็บอกว่ามีคนเชื่อ
ผมคิดว่าคงมีคนเชื่ออยู่บ้างว่าพรรคการเมืองนี้ไม่เกี่ยว เช่น พวกแกนนำพรรคเองก็คงจะเชื่อว่าตัวเองไม่เกี่ยว คุณอนุทินก็เชื่อว่าตัวเองไม่เกี่ยว ส.ว. 140 คนก็คงจะเชื่อว่าตัวเองไม่เกี่ยว รวมทั้งคนที่ถูกส่งฟ้อง 77 คนก็คงเชื่อว่าตัวเองไม่เกี่ยว
แต่ที่เหลือผมคิดว่าเขาไม่เชื่อ ภาวะที่คนไม่เชื่อแบบนี้เหมือนกับเป็นระลอกคลื่นลูกใหญ่ที่จะโถมซัดไปทั้งตัว ส.ว. กกต. แล้วก็ตัวรัฐบาลเอง
ย้อนกลับมาที่ กกต. เขามองไม่เห็นว่า (คดีฮั้ว ส.ว.) มันเป็นเรื่องกระบวนการ ก็มีคำถามที่สำคัญอยู่ คือ ถ้าเรื่องนี้ไม่ได้ทำเป็นกระบวนการ คุณจะส่งคน 77 คนฟ้องศาลทำไม? คนตั้งเยอะแยะขนาดนั้นคุณจะไปส่งฟ้องทำไม?
แล้วถ้าบอกว่าเป็นกระบวนการ ทำไมคุณไม่ส่งคนบงการหรือว่าเครือข่ายด้วย? เพราะว่าถ้าเป็นกระบวนการ มันก็เริ่มตั้งแต่มีคนที่กำหนดเป้าหมายวางแผนยุทธศาสตร์ ว่าจะเอา ส.ว.มากี่คน จึงจะสามารถยึดกุมสภาสูงได้
จากนั้นก็จะมีกลไกที่คอยประสาน มีดีลเลอร์ที่จะต้องไปคอยติดต่อ แล้วก็มีระบบการจัดตั้งที่คอยมารวมพลซักซ้อมความเข้าใจ มีระบบทำโพยที่ทำให้ทุกคนสามารถโหวตเป็นเสียงเดียวกัน และท้ายที่สุด ก็คือมีระบบการปกป้องและคุ้มกัน ซึ่งมันครบวงจรแล้วที่เราเห็นตอนนี้
เพราะฉะนั้น การปฏิเสธว่าไม่เป็นกระบวนการ เป็นการปฏิเสธที่มองไม่เห็น “ช้างที่นั่งอยู่กลางห้อง” นั่นแหละ แต่เขามองเห็น “มด” ก็คือส่งฟ้องมดไป ส่วนช้างเขาไม่ฟ้อง
สิ่งที่อยากบอกสุดท้าย คือ ระบอบสีน้ำเงินที่ครองอำนาจอยู่ตอนนี้ ตั้งอยู่บน “ปราสาททรายของความชอบธรรม” ก็คือมีความชอบธรรมที่อ่อนมาก ไม่สามารถทนกระแสคลื่นของประชาชนที่โถมกระหน่ำซัดอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่นานมันก็จะพังทลาย
