ธงทอง จันทรางศุ : เดิน ‘ถนน’ ที่นครพนม และเกร็ด ‘วิวาท’ คนต่างชาติพันธุ์
คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
เดือนกันยายน 2569 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เทพจรลงเท้าผมเสียเหลือเกิน
ตั้งแต่ต้นเดือนมาก็ไปอยุธยา เชียงใหม่ ขอนแก่น และนครพนม ตามลำดับ
ขณะนี้มองออกไปนอกหน้าต่างของห้องพักเห็นวิวแม่น้ำโขงอยู่ตรงหน้า ฝั่งตรงกันข้ามก็เป็นเมืองท่าแขกของประเทศลาว ตอนนี้ยังพอมีเรี่ยวมีแรงอยู่ อยากทำอะไรก็ต้องรีบทำครับ ก่อนจะหมดแรง
ธรรมเนียมนิยมอย่างหนึ่งของคนไทยเวลาไปต่างจังหวัดหรือไปต่างประเทศคือการหาซื้อของฝากติดไม้ติดมือกลับไปมอบให้แก่ผู้ที่อยู่ข้างหลัง เวลามีใครมาร่ำลาผมว่าจะเดินทางไปต่างประเทศหรือต่างจังหวัด ผมจึงอวยพรสั้นๆ แต่เฉียบคมว่า “ขอให้เดินทางปลอดภัย ใส่ใจของฝาก” ปรากฏว่าคำอวยพรแบบนี้มักจะได้ผลดีอยู่เสมอ
เมื่อตัวผมเองเที่ยวอวยพรคนอื่นอย่างนั้นแล้ว ถึงคราวที่ตัวเองเดินทางไปไหนมาไหนบ้าง ผมก็ต้องใส่ใจเรื่องของฝากอยู่เหมือนกัน สำหรับท่านผู้อ่านบทความชุด “หลังลับแลมีอรุณรุ่ง” ในเมื่อรู้จักกันมานานเกือบแปดปีเต็มแล้ว มานอนอยู่ริมแม่น้ำโขงที่จังหวัดนครพนมอย่างนี้ก็ต้องมีของฝากกันบ้าง
ถึงแม้ไม่ใช่ของฝากที่เป็นชิ้นเป็นอันจับต้องได้ แต่เป็นเรื่องเล่าแถมด้วยแง่คิดเล็กๆ น้อยๆ ก็พออนุโลมว่าเป็นของฝากได้ ใช่ไหมครับ
ผมมาถึงนครพนมเมื่อวันเสาร์ตอนสายและแน่นอนว่าภารกิจแรกย่อมไม่เป็นอื่นนอกจากการไปถวายสักการบูชาพระธาตุพนม ซึ่งเป็นปูชนียสถานสำคัญไม่เฉพาะแต่สำหรับชาวจังหวัดนครพนมและของคนไทยเท่านั้น ประชาชนคนลาวจากประเทศบ้านอีกฟากฝั่งหนึ่งของแม่น้ำโขงก็เคารพนับถือพระธาตุพนมแห่งนี้ไม่แพ้กัน
เวลาบ่ายใกล้พระอาทิตย์ตก ทราบว่าวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ มีการจัดกิจกรรมถนนคนเดินริมแม่น้ำโขงความยาวประมาณ 800 เมตร รู้แล้วผมจะละเลยได้อย่างไร ผมได้ขอให้พนักงานขับรถไปส่งผมและพรรคพวกที่ถนนคนเดิน และนัดรับกันในอีกประมาณ 1 ชั่วโมงข้างหน้าที่ลานพญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งเป็นประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์ของเมืองนี้
แผนการใช้ชีวิตของผมคือเดินถนนคนเดินสัก 1 ชั่วโมงแล้วเดี๋ยวค่อยไปนั่งร้านอาหารเพื่อกินอาหารมื้อค่ำก่อนกลับโรงแรม
เชื่อหรือไม่ครับว่า การเดินถนนคนเดินครั้งนี้ยากมากที่จะต้องประคองสติตัวเองอยู่เสมอ
เพราะอาหารการกินที่เรียงรายอยู่สองฟากถนนมีความหลากหลายและน่ากินเป็นอย่างยิ่ง
ข้อสำคัญคือผมพบว่า ถนนคนเดินที่เมืองนครพนมนี้เป็นเมืองที่มีความหลากหลายในทางเชื้อชาติสัญชาติมาก
แน่นอนว่าสำหรับอาหารไทยที่ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เป็นไทยและสามารถหากินได้ทุกภูมิภาค เช่น ผัดกะเพรา หรือไข่เจียวใส่ไส้อย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งเป็นของยืนพื้นแล้ว
อาหารอีสานก็มีให้เลือกอีกมาก อยากกินส้มตำอะไรก็มีส้มตำอย่างนั้นให้เลือกทุกชนิดไป
ถ้าจะให้เป็นของท้องถิ่นยิ่งไปกว่านั้น รถเข็นขายแมลงต่างชนิดทอดกรุบกรอบอยู่ในกระทะน้ำมันเดือดพล่านก็มีให้เลือกซื้อเลือกชิม
และแน่นอนว่ามาถึงเมืองนครพนมทั้งที ประวัติศาสตร์บอกว่าเมืองนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของญวนอพยพจำนวนมากเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะฉะนั้นอาหารญวนจึงเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นเปาะเปี๊ยะญวนหรือข้าวเปียก หมูยอใส่หนังหรือไม่ใส่หนัง
รวมความไปถึงอาหารที่ฝรั่งเศสทิ้งเชื้อสายเอาไว้ให้ดูต่างหน้า คือ ขนมปังใส่ไส้ผักและตับไก่บดที่เรียกรวมกันว่า “ปาเต้” ก็ไม่ง่ายนักที่จะมองข้ามไป
นอกจากอาหารภูมิภาคแถวนี้แล้ว อยากกินอะไรให้กว้างไกลออกไปอีกล่ะครับ ตรงนั้นก็มีข้าวหมกต่างๆ อย่างอาหารแขกขายใส่กล่อง ยิ่งช่วงนี้กำลังมีรายการไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลจ่าย 60% คนซื้อจ่าย 40% ทำให้เราต้องหยิบโทรศัพท์มาโอนเงินอุตลุดเลยทีเดียว
ถ้าไม่อยากกินข้าวแขก ข้าวปั้นหน้าปลาดิบหรือที่เรียกว่าซูชิแบบญี่ปุ่นก็มีขายอยู่สองสามเจ้า
ถ้ารู้สึกว่าตัวเองอยากเป็นฝรั่งจมูกโด่งขึ้นมาบ้าง ก็ขอให้กินบาร์บีคิวที่ย่างไฟหอมกรุ่นอยู่ตรงนั้น ผมเองเป็นคนไม่ค่อยชอบกินผักเท่าไหร่นัก ถ้าจะกินบาร์บีคิวแล้วจำต้องมีผักสอดแทรกมาให้ลำบากใจ
อย่ากระนั้นเลย ผมซื้อเนื้อโคขุนที่เขาย่างขายเป็นไม้ ราคาไม้ละ 20 บาท แค่นี้ก็มีความสุขมากแล้ว
จะให้ผมพรรณนาว่าถนนคนเดินมีอาหารจากชาติไหนขายอยู่บ้างให้ครบทุกเมนูเห็นจะรายงานกันไม่รู้จบ
ระหว่างที่เดินเป็นพระยาน้อยชมตลาดอยู่นั้น ทางด้านซ้ายมือมีคุณป้า (ซึ่งอาจจะอายุน้อยกว่าผมเสียด้วยซ้ำ) เปิดลำโพงเสียงดังร้องเพลงฮิตทำนองเป็นวณิพกอยู่หนึ่งคน
เดินไปอีกไม่กี่ก้าว มีวัดอยู่ทางด้านขวามือ ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้ทุ่มแล้ว ทั้งพระทั้งโยมกำลังสวดมนต์ทำวัตรเย็น มีลำโพงส่งเสียงสวดมนต์ทำวัตรออกอากาศทำนองเชิญชวนให้คนเข้าไปร่วมทำวัตรด้วย
เดินต่อไปอีกไม่กี่เมตรตรงบริเวณลานพญานาค กำลังมีนางรำฟ้อนรำอ่อนช้อยแก้บนที่ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครติดสินบนพญานาคเอาไว้ด้วยเรื่องอะไร
เสียงทั้งหมดนี้สอดแทรกด้วยเสียงนกที่หมดเวลาทำมาหากินแล้วบินกลับมาเกาะกิ่งไม้ริมถนนคนเดินและส่งเสียงคุยกันอย่างไม่เกรงใจชาวบ้านเลย
ถ้าใครต้องสอนวิชาสังคมวิทยาและอยากยกตัวอย่างเรื่องสังคมพหุวัฒนธรรม นึกอะไรไม่ออกขอให้มาถนนคนเดินเมืองนครพนมดูเถิด ที่นี่เขา “พหุ” เป็นอย่างยิ่งแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมยังพอมีเวลาว่างเหลืออยู่บ้างจึงแวะไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังเก่าอยู่ริมแม่น้ำโขง แล้วต่อด้วยรายการเยี่ยมชมรองอาสนวิหารนักบุญอันนา ซึ่งเป็นโบสถ์ในสังกัดนิกายโรมันคาทอลิก เพราะละแวกจังหวัดแม่น้ำโขงนี้มีชุมชนชาวคริสต์อยู่ในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นหนองคาย นครพนม หรือสกลนคร เป็นต้น
วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ มีป้ายประกาศบอกว่าสำหรับวันอาทิตย์มีพิธีมิสซาสองรอบคือ 6 โมงเช้ากับหนึ่งทุ่ม ผมนึกเอาเองในใจว่า ถึงเวลาหนึ่งทุ่ม ชาวพุทธคนไหนมีศรัทธาเลื่อมใสอยากทำวัตรเย็นก็เดินเข้าวัดที่ย่านถนนคนเดินไป เวลาเดียวกันชาวคริสต์ก็มาทำมิสซาที่โบสถ์นักบุญแอนนา ต่างคนต่างปฏิบัติศาสนาพิธีศาสนกิจตามความเชื่อของตน แต่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสงบสุข
และถ้าอยากกินอาหารสัญชาติอะไรที่ผมพรรณนามาข้างต้นก็โปรดเลือกซื้อได้ตามใจชอบหลังจากทำวัตรเย็นหรือทำมิสซาเสร็จแล้ว
ที่เล่ามาข้างต้นยืดยาวแบบนี้ ฟังดูคล้ายกับว่าเมืองนครพนมมีความสงบสุขแบบเต็มร้อย แบบนั้นจะเกินความจริงไปหน่อยกระมังครับ
น่าสนใจที่ผมได้คุยกันกับลูกศิษย์ที่ทำงานในโรงศาลอยู่ที่นี่ ท่านผู้พิพากษากรุณาเล่าว่า คดีวิวาทที่เกิดขึ้นบ่อยที่จังหวัดนี้เป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะเป็นการยกพวกตีกันระหว่างคนไทยด้วยกันนี่แหละ แต่เป็นชาวเผ่าหรือชนกลุ่มน้อยซึ่งมีอยู่หลายเผ่าหลายกลุ่มในจังหวัดนครพนม
วัยรุ่นที่เลือดกำลังสูบฉีดพลุ่งพล่านและมาจากชนกลุ่มน้อยต่างเผ่า มีเรื่องวิวาทและใช้กำลังต่อสู้กันอยู่เสมอ
ความขัดแย้งอย่างนี้ตกทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ถึงแม้ว่าทางราชการรวมถึงศาลยุติธรรมพยายามจะไกล่เกลี่ยชักจูงให้สงบเงียบเรียบร้อยอย่างไรก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
นี่ก็แปลกนะครับ การทะเลาะกันระหว่างคนต่างกลุ่ม ต่างชาติพันธุ์ สามารถถ่ายทอดผ่านดีเอ็นเอมาได้ด้วยแฮะ
เมื่อพูดถึงเรื่องวิวาทระหว่างคนต่างเผ่าต่างชาติพันธุ์ที่จังหวัดนครพนมแล้ว ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องการปะทะใช้กำลังระหว่างนักศึกษาสองสถาบันแถวย่านปทุมวัน ซึ่งออกชื่อกันตรงๆ ก็ได้ว่า ระหว่างอุเทนถวายกับช่างกลปทุมวัน เวลายกพวกเข้าตีกันแล้วมีลูกหลงไปโดนคนอื่นเข้าบ่อยครั้ง คนที่ถูกลูกหลงถึงล้มถึงตายกันก็มี
น่าคิดนะครับว่า ในขณะที่เมืองไทยเราและคนอย่างผมภาคภูมิใจในความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม อาหารที่มีรากเหง้ามาจากทุกชาติ วางขายอยู่ร่วมตลาดเดียวกันได้ ศาสนิกต่างศาสนา หรือแม้กระทั่งผู้ที่นับถือในทางไสยศาสตร์สามารถเป็นเพื่อนกันได้ อยู่ร่วมสังคมกันได้ด้วยความสงบสุข
แล้วเกิดอะไรขึ้นกับปัญหาชนกลุ่มน้อยซึ่งต่างก็มีสัญชาติไทยด้วยกันทั้งสิ้น ยกพวกตีกันที่เมืองนครพนม หรือนักศึกษาสองสถาบันที่ออกนามมาแล้วข้างต้นยกพวกตีกัน ทั้งๆ ที่สองเดือนก่อนหน้านั้น ก่อนที่แต่ละคนจะเข้าไปเป็นนักศึกษาของอุเทนถวายหรือช่างกลปทุมวัน ต่างคนต่างไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ แต่พอสวมเครื่องแบบและติดป้ายว่าสังกัดสถาบันโน้นนี้แล้วก็สามารถยกพวกตีกันได้ทันตาเห็น
หลักสูตรสร้างสังคมสันติสุขของสถาบันพระปกเกล้าน่าจะทำวิจัยเรื่องนี้บ้างนะครับ
แต่ขอเตือนว่าเวลาเข้าไปทำแบบสอบถามขอให้ระวังลูกหลงหน่อยก็แล้วกัน
เดี๋ยวจะว่ากรรมการสภาสถาบันฯ คนนี้ไม่เตือนกันบ้างเลย
