ต่างประเทศ
สงครามอิหร่านที่ส่งผลให้เกิดการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้พลังงานนิวเคลียร์ถูกหยิบยกขึ้นเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง สำหรับเป็นพลังงานรองรับการเจริญเติบโตทั้งทางเศรษฐกิจและเมืองของประเทศในภูมิภาคนี้
แต่อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ดูเหมือนจะไม่เร็วและง่ายเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการให้การสนับสนุนจากสาธารณชน, การให้การสนับสนุนทางเทคนิค การให้การสนับสนุนทางการเงินและการเมืองในภูมิภาค
ในเอเชีย เราสามารถจำแนกประเทศในแง่ของพัฒนาการทางนิวเคลียร์ออกได้กว้างๆ เป็น 3 ประเภท
บางประเทศ อย่างเช่นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ถือเป็นกลุ่มที่มีพัฒนาการสูงสุด มีทั้งอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ และมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ใช้งานอยู่เป็นกองทัพ
ถัดมาคือ ประเทศอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มีแผนเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วที่จะมีพลังงานนิวเคลียร์ใช้ให้ได้ภายในทศวรรษ 2030
แต่กลุ่มสุดท้ายคือ ประเทศอย่างสิงคโปร์ และมาเลเซีย มีพิมพ์เขียวที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มานานปี แต่ยังไม่มีแผนปฏิบัติการที่จะเริ่มดำเนินงานแต่อย่างใด
ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา จีนได้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นใช้งานมากที่สุดในโลก มากกว่าประเทศอื่นใด
กระนั้น ไฟฟ้าที่ได้จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของจีนก็คิดสัดส่วนเป็นเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ของไฟฟ้าที่จีนผลิตได้ทั้งหมด
นั่นทำให้จีนพยายามมุ่งเน้นที่จะพัฒนาเตาปฏิกรณ์ปรมาณูของตนเองให้ดียิ่งขึ้น กำหนดมาตรฐานในการก่อสร้างและการปฏิบัติงานของโรงงานเหล่านี้ เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายลง
ส่งผลให้สามารถพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ระบบต่อเติมขนาดเล็ก (small modular reactors-เอสเอ็มอาร์) ขึ้นได้ในที่สุด ส่งผลให้สามารถขยายการใช้พลังงานนิวเคลียร์ได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น
รัฐบาลญี่ปุ่น สัญญาไว้ว่า จะขยายสัดส่วนการใช้พลังงานนิวเคลียร์จากเดิมที่อยู่ราวๆ 8 เปอร์เซ็นต์ ให้เป็น 20 เปอร์เซ็นต์ให้ได้ภายในปี 2040 ที่จะถึงนี้ โดยถือเป็นแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ
แต่แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากสาธาณชนไม่น้อย ก็มีคนน้อยมากที่เล็งเห็นไว้ว่า จะมีการสร้างเตาปฏิกรณ์ปรมาณูเพิ่มขึ้นอีกในประเทศ
ที่เกาหลีใต้ การขยายการใช้พลังงานนิวเคลียร์ถือเป็นประเด็นที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายสาธารณชน บรรดาแกนนำในกลุ่ม อุตสาหกรรมและการส่งออก ล้วนให้การสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบริษัทเกาหลีใต้อย่าง เคเอชเอ็นพี ได้สิทธิสัมปทานในการสร้างเตาปฏิกรณ์ปรมาณูขึ้นในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในปี 2009
ทำให้บริษัทเอกชนเกาหลีใต้เห็นช่องทางขยายกิจการทำนองเดียวกันออกไปทั่วโลก
ลงนามในความตกลงมูลค่า 18,600 ล้านดอลลาร์ สำหรับการสร้างเตาปฏิกรณ์ปรมาณู 2 เตาใน สาธารณรัฐเช็ค
เข้าร่วมเป็นคู่ค้า ในความตกลงทางพลังงานนิวเคลียร์ 3 ความตกลงในสหรัฐอเมริกา
และเพิ่งตกลงทำนองเดียวกันขึ้นกับทางการอินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์และเวียดนาม
อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มีแผนจะใช้งานพลังงานนิวเคลียร์ของตนครั้งแรกให้ได้ภายในต้นทศวรรษ 2030
ปัญหาใหญ่ที่เป็นอุปสรรคสำคัญก็คือ ความไม่แน่นอนของนโยบายในเรื่องนี้ที่กลับไปกลับมาตลอดเวลา ด้วยสาเหตุที่มาจากคำถามที่ว่า จะจัดการกับ “ขยะนิวเคลียร์” ที่เกิดขึ้นในกระบวนการนี้อย่างไร
ในฟิลิปปินส์ การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของประเทศ เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1976 และเกือบแล้วเสร็จสมบูรณ์ในราวกลางทศวรรษ 1980 ตอนที่เกิดการล่มสลายของรัฐบาลมาร์คอส ทำให้โครงการนี้คาราคาซังอยู่อย่างนั้น จนรัฐบาลเริ่มหันกลับมาให้ความสนใจอีกครั้งในปี 2017 ภายใต้ความร่วมมือกับเกาหลีใต้
ในปี 2023 ฟิลิปปินส์ เริ่มนำแผนปฏิบัติการใหม่มาใช้ กำหนดให้โรงงานที่ว่านี้ ดำเนินการได้ภายในปี 2032
เวียดนามก็ทำนองเดียวกัน เริ่มนำเอาแผนพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์มาใช้อย่างเป็นทางการในปี 2009 กำหนดกรอบปฏิบัติการมาตรฐาน, คัดเลือกทำเลที่ตั้งและเริ่มต้นฝึกอบรมแรงงานเพื่อทำงานในโรงงานนี้ ควบคู่ไปกับการลงนามในความตกลงกับ รอสอะตอม บริษัทจากรัสเซีย และ บริษัทพลังงานปรมาณูจากญี่ปุ่น (เทปโก)
โครงการนี้ถูกยกเลิกเมื่อปี 2016 แล้วกลับมาทำใหม่อีกครั้งในปี 2024 โดยที่เวียดนามกับรัสเซียลงนามกันอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2026 การยกเลิกทั้งสองครั้ง
ก่อให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะทรัพยากรมนุษย์ อาทิ วิศวกรที่ผ่านการฝึกอบรม, เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในโรงงาน, และแรงงานมีฝีมือที่ล้วนแตกแยกกระจัดกระจายกันออกไปในทันทีที่โครงการถูกยกเลิก
ที่อินโดนีเซียก็เช่นเดียวกัน นิวเคลียร์กลายเป็นหัวข้อที่ทางการให้ความสนใจมาตั้งแต่ปี 1998 โดยตั้งเป้าใช้เตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (เอสเอ็มอาร์) เป็นพื้นฐานสำคัญของโครงการ โดยเชื่อว่า เอสเอ็มอาร์ เหมาะกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะมากมายนับหมื่นเกาะของอินโดนีเซีย และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากแผ่นดินไหว น้อยกว่า เตาปฏิกรณ์ปรมาณู แบบใช้น้ำหล่อเย็นตามปกติ
แต่เมื่ออินโดนีเซียก่อตั้ง สำนักงานวิจัยพลังงานนิวเคลียร์แห่งชาติ ขึ้น สำนักงานแห่งนี้กลับต้องการสร้างเตาปฏกรณ์แบบใหม่ขึ้นมาทดลอง คือแบบใช้แก๊สหล่อเย็น โดยลงนามในความตกลงกับ รอสอะตอม ของรัสเซีย ที่จะสร้าง เอสเอ็มอาร์ลอยน้ำขึ้นใช้งาน แถมยังวางแผนการประเมินผลเสียจาก เตาปฏิกรณ์แบบใช้ธอเรียมหลอมละลายอีกด้วย ทั้งๆ ที่เตาปฏิกรณ์แบบนี้ มีเพียงจีนเท่านั้นที่มีเตาปฏิกรณ์ชนิดนี้ซึ่งมีคุณภาพสูงได้
แน่นอน พลังงานนิวเคลียร์ สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของพลังงานของประเทศได้ ทั้งสามารถช่วยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศ เร่งรัดกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้เร็วขึ้น แถมยังสามารถเป็นต้นทุนในอุตสาหกรรมการผลิตชั้นดีได้
แต่ทั้งหมด จำเป็นต้องมี เวลาในการพัฒนา มีความรอบคอบในการลงทุน การวางแผนล่วงหน้าในระยะยาว แสวงหาการสนับสนุนจากประชาชน และกำหนดกรอบที่เหมาะสมในการทำงาน ที่สำคัญก็คือ ความแน่วแน่ มั่นคงในเชิงนโยบาย
ช้าหน่อยไม่เป็นไร ขอให้มั่นคงปลอดภัยเป็นดีที่สุด
