| การศึกษา
ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) หลังผู้บริหารระดับสูง โดยเฉพาะระดับ 11 ขององค์กรหลัก ที่ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา
การจัดทัพครั้งนี้ เริ่มจาก นายประวิต เอราวรรณ์ ที่ขยับจากเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ขึ้นเป็นปลัด ศธ. แทน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ อดีตปลัด ศธ.ที่เกษียณอายุราชการ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ทันที
ขณะที่ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี สลับมารับตำแหน่งเลขาธิการ สกศ. ด้านนายธนู ขวัญเดช ขึ้นเป็นเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และ นายวิทวัต ปัญจมะวัต รับไม้ต่อเป็นเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.)
เข้าทำงานวันแรก ต่างคนต่างเปิดนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษา สะท้อนโจทย์การทำงานของแต่ละองค์กร
นายประวิต ในฐานะปลัด ศธ. ระบุว่า พร้อมเดินหน้าภารกิจทันที โดยหลายเรื่องได้เตรียมการไว้แล้วและมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในภารกิจสำคัญคือ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…. ซึ่งได้ลงนามส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการแล้ว โดยรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เตรียมนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ก่อนเข้าสู่กระบวนการของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและรัฐสภา ตามลำดับ
ขณะที่นโยบายลดภาระผู้เรียน จะนำแนวคิดการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นมาผลักดันผ่านกลไกพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยได้เริ่มประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมดำเนินการแล้ว อีกด้านคือการปรับระบบการทำงานภายใน ศธ. โดยสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้ระบบ e-Office เดินหน้าสู่สำนักงานไร้กระดาษเต็มรูปแบบ หวังลดขั้นตอนและภาระด้านเอกสาร พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
แต่ภารกิจใหญ่ที่ปลัด ศธ.ต้องเร่งเตรียมการ คือการประชุม Global Education Meeting ซึ่งประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพร่วมกับยูเนสโก ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม-2 เมษายน 2570 โดยคาดว่าจะมีผู้แทนจากต่างประเทศเข้าร่วมเกือบ 200 ประเทศ ถือเป็นเวทีการศึกษาระดับโลกที่ไทยต้องเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่

ขณะที่เลขาธิการ กพฐ.คนใหม่ ยอมรับว่า แม้ สพฐ.จะมีความพร้อมทั้งกำลังคนและทรัพยากร แต่สิ่งที่ต้องเร่งทำคือการหลอมรวมบุคลากรให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
เบื้องต้นได้เตรียมตั้งคณะทำงานประมาณ 4-5 ชุด เพื่อรับผิดชอบประเด็นสำคัญ ได้แก่ โรงเรียนขนาดเล็ก คุณภาพการศึกษา หลักสูตร และการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาร่วมทำงาน เพื่อเติมความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน โดยเฉพาะเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา
“หนึ่งในงานที่ให้ความสำคัญคือการจัดทำ ICT Framework สำหรับครูและนักเรียน รวมถึงการนำ AI มาช่วยยกระดับการจัดการศึกษา โดยคาดว่าจะสามารถเรียกประชุมคณะทำงานได้ภายในเดือนตุลาคมนี้ สพฐ.มีปัญหาเดิมที่สะสมมานาน ซึ่งผู้บริหารทุกคนทราบดีอยู่แล้ว แต่โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้การแก้ปัญหาเหล่านั้นเดินหน้าได้เร็วขึ้น”
ปิดท้ายที่ นายวิทวัต เลขาธิการ กอศ. คนใหม่ ประกาศแนวทางการทำงานของ สอศ.โดยวางไว้ 2 นโยบายหลัก คือ ขับเคลื่อนนโยบายและข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. และ นำ White Paper ฉบับที่ 1 ของคณะกรรมการการอาชีวศึกษาไปสู่การปฏิบัติ โดยมอบหมายให้ทุกสำนัก หน่วย และศูนย์ นำข้อเสนอใน White Paper มาวิเคราะห์ให้สอดคล้องกับภารกิจของตัวเอง ก่อนจัดทำ Action Plan เพื่อให้เห็นบทบาทและเป้าหมายการทำงานอย่างชัดเจน
สำหรับ White Paper มีข้อเสนอสำคัญ 6 ด้าน ตั้งแต่การปฏิรูปหลักสูตรและระบบการเรียนรู้ การพัฒนาครู การสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน การยกระดับมาตรฐานการวัดผลและภาพลักษณ์อาชีวศึกษา การนำ AI และระบบข้อมูลมาใช้ ไปจนถึงการพัฒนาระบบงบประมาณและการลงทุนเพื่อพัฒนากำลังคน
อีกโจทย์คือการปรับระบบบริหารองค์กรให้มีความคล่องตัว ภายใต้กรอบอัตรากำลังเดิม ทั้งการจัดตั้งศูนย์คนพิการ การรวมภารกิจด้านต่างประเทศไว้ในศูนย์การต่างประเทศ และการทบทวนบทบาทด้านความปลอดภัย เพื่อลดความซ้ำซ้อนและทำให้การทำงานตอบสนองต่อปัญหาได้เร็วขึ้น
“มีหลักการทำงานว่า ต้องยืดหยุ่น เปิดกว้าง รับฟัง และกล้าปรับเปลี่ยน หากแนวทางใดไม่ตอบโจทย์ก็ต้องทบทวน ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการสื่อสารองค์กร โดยทุกหน่วยต้องเป็นผู้ส่งสารในภารกิจของตัวเองให้ถูกต้อง ชัดเจน และเข้าใจง่าย พร้อมจัดทำ KPI เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน และเปิดให้ภาครัฐ ภาคเอกชน สถานประกอบการ และสถาบันอุดมศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมประเมิน เพื่อให้สะท้อนความต้องการของผู้ใช้กำลังคนมากขึ้น” นายวิทวัตกล่าว
จากนี้จึงต้องจับตาทิศทางการขับเคลื่อนการศึกษาภายใต้ทีมบริหารชุดใหม่ ว่าจะสามารถเปลี่ยนจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และสามารถแก้ปัญหาการศึกษาของประเทศได้มากน้อยเพียงใด??
