bg-single

จากแม่ฮ่องสอน ถึงฝาง จากเชียงคำ ถึงลำพูน

10.10.2026

โดย ธเนศวร์ เจริญเมือง

จากแม่ฮ่องสอน ถึงฝาง
จากเชียงคำถึงลำพูน


หลายวันก่อน ผมเดินทางด้วยรถยนต์ตู้จากเชียงใหม่ไป อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ผ่านแม่ริม และแม่แตง ไปทาง อ.ปาย ออกเดินทาง 10 โมง แวะกินข้าวเที่ยงที่ปาย ไปถึงจุดหมายบ่าย 4 โมง ระยะทาง 245 กม. ใช้เวลา 6 ชั่วโมง

การเดินทางที่ใช้เวลานาน รถขึ้นเขาลงที่ลุ่มสลับไปมา เลี้ยวโค้งไปตามขุนเขาลูกแล้วลูกเล่า สถิติบอกว่า 2,224 โค้ง มิน่า คนขับหมุนพวงมาลัยซ้าย-ขวาไปมาเกือบตลอดเวลา ดูเหนื่อย ส่วนผมนั่งนิ่งๆ ในรถที่เอี้ยวซ้าย-ขวาไปมานานขนาดนั้น ก็ยังรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

แล้วก็คิดถึงหลายๆ ครั้งที่ผมนั่งรถไป อ.ฝาง ที่ชายแดน ระยะทางราว 170-180 กม. ใช้เวลา 3 ชั่วโมงเศษ รถเลี้ยวไปมาขึ้นลงบนดงดอย โดยระหว่างเส้นทางแม่แตง-เชียงดาว-ฝาง ตลอด 2 ข้างทางมีป่าดอยโอบล้อม

ผมเคยไปแม่ฮ่องสอนหลายครั้งหลายปีมานี้ แต่เป็นการบินไปกลับจากเชียงใหม่ เครื่องบินโผขึ้นท้องฟ้าไม่นานก็ปักหัวลงสู่สนามบินแม่ฮ่องสอน เคยนั่งรถไปแม่ฮ่องสอนโดยใช้เส้นแม่สะเรียง แต่ก็นานมากแล้ว จนจำเหตุการณ์ไม่ได้

เปิดสถิติดูจึงรู้ว่า เส้นทางจาก อ.เมืองเชียงใหม่ ไปทางสันป่าตอง ฮอด เลี้ยวขวาไป อ.แม่สะเรียง ขุนยวม จนถึง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ยาวกว่าคือ 350 กม. ใช้เวลาเดินทางเกือบ 8 ชม. และผ่าน 1,864 โค้ง

สรุปว่า เส้นทางคดเคี้ยว ขึ้นลงๆ และไกลพอๆ กันทุกสาย เพราะล้านนาทุกจังหวัดและแทบทุกอำเภอมีป่าดอยมากมาย การเดินทางโดยทางบกก็ย่อมเป็นเช่นนี้ทั้งสิ้น

นึกถึงเพื่อนรักคนแม่แจ่มที่เล่าว่าเมื่ออายุ 7-8 ขวบ เธอร้องไห้ขอติดตามพี่สาวขอเข้าไปเรียนในตัวเมืองด้วย เธอรบเร้าจนพ่อแม่ทนไม่ไหว ต้องยอมตาม

นั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อปี 2502-2503 เด็กนักเรียนหญิงชั้น ป.3-4 รักพี่และขอตามพี่สาวที่ไปเรียนชั้นมัธยมในตัวเวียงเชียงใหม่ เพราะตอนนั้น อ.แม่แจ่มยังไม่มีเส้นทางรถยนต์ ทุกคนไม่ว่าชาวบ้านหรือข้าราชการระดับไหนก็ต้องเดินเท้าจากแม่แจ่มถึงตัวอำเภอจอมทอง

เด็กหญิงกับพี่สาวและคณะที่ดูแลต้องออกเดินเท้าถึง 2 วันเต็มๆ ต้องทำอาหารและนอนกลางป่า 2 คืน แล้วจึงได้นั่งรถยนต์เข้ามาถึงตัวเวียงเชียงใหม่ (ระยะทาง 88 กม. จากจอมทองถึงตัวเวียง ส่วนเชียงใหม่-แม่แจ่ม 115 กม.) เรียกว่าต้องเดินขึ้นเขาลงห้วยแต่ละครั้ง 20-30 กม.

60 กว่าปีที่แล้ว ที่เด็กหญิงอาภรณ์ วัย 7-8 ขวบกล้าที่จะจากบ้าน จากพ่อและแม่เดินเท้าข้ามบุกป่าฝ่าดงนอนกลางป่าเพื่อเข้าไปเรียนในตัวเมืองที่ห่างออกไป 100 กว่า กม. และเพราะความยากลำบากในการเดินทางดังกล่าวที่ทำให้ครอบครัวต้องจากกันในที่สุด

หนทางแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือ ครอบครัวนี้ต้องเสียสละ (พ่อสลับกับแม่) เข้ามาหาบ้านในเวียงเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดและดูแลลูกๆ เพื่ออนาคตที่สดใสของลูก

และกว่าจะมีถนนและรถยนต์โดยสารให้วิ่งถึงแม่แจ่มอีกหลายปีต่อมา ความรักอันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ก็คงทำให้ครอบครัวแก้ปัญหาการจากพรากไปหลายข้อก่อนแล้ว และการใช้รถวิ่งระยะทางไกลที่ยังขรุขระยิ่งนักในสมัยนั้น ก็ใช่ว่าจะสามารถแก้ปัญหาอะไรได้ทุกอย่างโดยง่ายเลย ทุกอย่างยังต้องใช้เวลาพัฒนา

และต้องมีเด็กจากแม่ฮ่องสอน ฝาง เชียงดาว พร้าวที่ต้องเดินทางมาเรียนที่ตัวเมืองเชียงใหม่ในอดีต ที่พ่อแม่อยากเห็นอนาคตด้านการเรียนที่งดงามของลูก ลูกบางคนอาจดิ้นรนอยากมาเอง แต่พ่อแม่หลายคนคงตัดสินใจส่งลูกมาเรียน

เช่น ปี 2508 ด.ช.บุญเกตุ จากอำเภอฝาง ออกจากบ้านเข้ามาเรียนชั้น ม.2 ในตัวเมือง ส่วน น.ส.นวลลออ จากเชียงคำ จ.เชียงราย ก็รอจนจบชั้น ม.3 จึงนั่งรถยนต์ทั้งวันจากเชียงคำมาพะเยา-งาว มานอนที่ลำปาง และนั่งรถไฟจากลำปางตอนตี 5 ครึ่งขึ้นมาสอบและเรียนชั้น ม.ศ.4 ที่เชียงใหม่ ในปี 2510

ที่เล่ามาเป็นเพียงตัวอย่างของการเดินทางอันทรหดของเยาวชนที่ตัวอำเภอใน 3 จังหวัด คิดถึงตัวเองที่จากบ้านเชิงดอย 14 กม. เข้ามาเรียนในตัวเวียงเชียงใหม่ตั้งแต่ชั้น ป.4 พ.ศ.2503 ทุกวันรถต้องออกแต่ 6 โมงเช้า เพราะรถนักเรียนต้องตระเวนไปส่งหลายๆ โรงเรียนในเวียง และกว่าจะกลับถึงบ้านก็ค่ำแล้วทุกวัน

นี่ยังไม่ได้พูดถึงพี่น้องชนเผ่าบนดอยหลายร้อยหลายพันลูกที่อยู่ห่างออกไปจากตัวอำเภอหลายสิบกิโลเมตร ที่แทบจะไม่มีที่ราบใดๆ เลย มีเพียงเส้นทางเดียวบนดอยที่แคบและชัน และยังจะเป็นเช่นนั้นอีกเนิ่นนาน ที่ต้องขี่รถจักรยานยนต์ขึ้นเขาลงห้วย และหลายแห่งก็ยังเป็นเช่นนั้นตราบจนวันนี้

เปิดใจกับพี่น้องแม่ฮ่องสอน

ก็เพราะฝังใจกับการเดินทางอันยาวนาน และ 2,200 กว่าโค้งวันก่อน แม้ต้องมาประชุมเรื่องร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดกับพี่น้องแม่ฮ่องสอน ผมก็ขอพูดแซมเรื่องแนวทางการพัฒนาของประเทศนี้ เพราะแนวทางการพัฒนาส่งผลโดยตรงต่อแทบทุกอย่างของชีวิต และแม่ฮ่องสอนในปัจจุบันก็ยังคงประสบปัญหาหลายๆ ด้านจากแนวทางการพัฒนาดังกล่าว

การรถไฟของรัฐไทยสร้างระบบราง แล้วรถไฟจากเมืองหลวงก็มาถึงเวียงเชียงใหม่ในปี 2464 จากนั้นก็หยุดนิ่งอยู่ที่ย่านสันป่าข่อย ไม่ยอมเคลื่อนที่ไปไหนตลอด 105 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ปานประหนึ่งว่า สันป่าข่อยเป็นจุดสุดท้ายในการเดินทางมาถึงแผ่นดินล้านนา

เปล่าเลย จากตัวเมืองเชียงใหม่ เมืองเอกของล้านนา ยังมีเส้นทางสำคัญอีกมากมายที่รอคอยให้รถไฟที่ปัจจุบันยิ่งทันสมัย รวดเร็ว ปลอดภัย และประหยัดพลังงาน
จากตัวเมืองเชียงใหม่ขึ้นเหนือไปถึงฝาง-ท่าตอน

จากเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกถึงแม่ฮ่องสอน ผ่านทางปายหรือแม่สะเรียง

จากเชียงใหม่ลงไปทางทิศใต้ ผ่านสันป่าตอง จอมทอง ฮอด อมก๋อย ถึงเมืองเถิน ตาก และกำแพงเพชร

และจากเชียงใหม่ไปทิศตะวันออกมุ่งสู่พะเยาและเชียงราย ข้ามเทือกเขาผีปันน้ำอันยาวเหยียด มีเพียงถนนสายเดียวคือ สายเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด-เวียงป่าเป้า-แม่สรวย
105 ปีนับแต่ 2464 แทนที่จะมีหน่วยงานรถไฟคิดพัฒนาระบบนี้ให้ทอดยาวไปยังดินแดนที่กล่าวมา กลับไม่มีเลย ยกเว้นโครงการเส้นทางรถไฟจากแพร่-เชียงราย-เชียงของเพียงสายเดียว (2565-2571) ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้

ซึ่งสะท้อนให้เห็นการรอคอยนานถึง 1 ศตวรรษ (2464-2565) ที่ล่าช้าอย่างน่าพิศวง และสะท้อนให้เห็นความสำคัญของปัจจัยจากจีนที่ผ่านลาวเข้ามาจ่อที่ชายแดนของไทยในขณะนี้

รัฐไทยผ่านพ้นยุคแห่งการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจทางการเมืองตลอดมา เริ่มตั้งแต่

1. การกลับคืนมาของอำนาจนิยมและอำมาตยาธิปไตย และขับไล่คณะราษฎรออกไปในช่วง พ.ศ.2490-2500

จากนั้นก็เข้าสู่ 2. ยุคเผด็จการทหารในช่วงปี 2501-2516

3. ระบอบประชาธิปไตยที่นักศึกษาและประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมาก ดำรงอยู่เพียง 3 ปี (2516-2519)

ต่อจากนั้นก็เข้าสู่ 4. เผด็จการทหารสลับกับเผด็จการครึ่งใบมาจนถึง พ.ศ.2535

5. ยุครัฐสภาและโครงการปฏิรูปประชาธิปไตย พ.ศ.2535-2549 (ยุคนายกฯ ชวน หลีกภัย ชวลิต ยงใจยุทธ ทักษิณ ชินวัตร)

และ 6. ยุคล่าสุด คือยุคเผด็จการทหารสลับระบบรัฐสภา และประชาธิปไตยแบบอำนาจนิยม (พ.ศ.2549-2569)

น่าสังเกตว่า ขณะที่การขยายเส้นทางรถไฟต่างจังหวัดของประเทศนี้ยุติอย่างสิ้นเชิงหลังจากรถไฟเดินทางถึงตัวจังหวัดสำคัญของแต่ละภาคเมื่อนานแล้ว ได้แก่ ชุมทางหาดใหญ่ (2460)-เชียงใหม่ (2464)-ปาดังเบซาร์ (2464)-อรัญประเทศ (2469)-อุบลฯ (2473)-น้ำตกไทรโยค-กาญจนบุรี (2501)-หนองคาย (2501)-และสถานีอู่ตะเภา-จุกเสม็ด (2566)
แทบทั้งหมดเสร็จสิ้นก่อนปี 2501 และหลังจากนั้นรัฐไทยก็เข้าสู่ช่วงเวลาการพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่สหรัฐเข้ามามีบทบาทกำหนด เริ่มในปี 2504 เราจึงได้พบปรากฏการณ์สำคัญ 2 อย่าง

นั่นคือ 1. การพัฒนาระบบทางหลวงอย่างขนานใหญ่

และ 2. การละเลยการพัฒนาระบบรถไฟอย่างสิ้นเชิง ไม่มีทางรถไฟใดๆ เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2501 เป็นต้นมา

สำหรับรถไฟถึงเชียงใหม่ก็นิ่งมาแล้วตั้งแต่ปี 2464 ทั้งๆ ที่มีอำเภอและจังหวัดที่สำคัญรอบๆ ที่ควรจะได้รับการพิจารณาให้มีทางรถไฟเสียที ไม่ต่างจากกรณีของจังหวัดและอำเภอในภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ

แน่นอน การสร้างสถานีอู่ตะเภาและสถานีจุกเสม็ดที่สัตหีบ ชลบุรี ในปี 2566 ควรถือเป็นปรากฏการณ์ที่เหลือเชื่อ เพราะเหมือนจะเป็นโครงการเดียวที่เกิดขึ้นในช่วง 6 ทศวรรษ นับแต่ พ.ศ.2501 ซึ่งก็สะท้อนว่าการรถไฟทำได้

แต่เหตุใดจึงยุติการสร้างต่อ โดยเฉพาะสายเหนือตั้งแต่ พ.ศ. 2464

ที่ผ่านมา ยังไม่พบว่ามีงานชิ้นใดตั้งคำถาม เช่น

1. เหตุใดทางรถไฟไทยจึงไม่มีการพัฒนาขยายออกไปเป็นเวลานาน สร้างปัญหาหลายๆ ด้านให้แก่ชุมชนต่างๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไป

2. เหตุใดจึงไม่มีชุมชน อำเภอ และจังหวัดใดที่ประชาชนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาสนใจกิจการด้านนี้ หรืออย่างน้อยก็ตั้งคำถามแก่ผู้ว่าฯ นายอำเภอ หรือ ส.ส. และผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ

3. เหตุใดคนทำหน้าที่เป็นปากเสียงของประชาชนในระดับต่างๆ ตลอดจนสื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นระดับไหนจึงไม่ได้เรียกร้องให้ท้องถิ่นต่างๆ แม้ว่าจะไม่มีกลุ่มประชาชนใดออกมาเรียกร้องเลย

4. เหตุใดผู้นำระดับต่างๆ ทั้งภาคการเมือง ระบบราชการ และสถาบันการศึกษาขั้นสูงจึงไม่สนใจเรียกร้องให้มีการพัฒนารถไฟและผลักดันให้เปิดสอนวิชาวิศวฯ การรถไฟขึ้นมาในห้วงกึ่งศตวรรษที่ผ่านมาเลย ทั้งๆ ที่ชนชั้นนำแทบทุกระดับในประเทศนี้ได้เดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศที่พัฒนาทุกภูมิภาคของโลก และประเทศต่างๆ ที่พัฒนาแล้วก็ล้วนมีระบบรถไฟที่ก้าวหน้าเชื่อมต่อกันทุกๆ เมือง

และ 5. จะอธิบายอย่างไรกรณีทางรถไฟสายตะวันออกที่อู่ตะเภาสร้างในปี 2566


พี่น้องทุกๆ อำเภอและจังหวัดทั่วประเทศต่างเสียภาษีอากรเหมือนกันหมด

คนไทยทุกคนไม่ว่าอยู่แห่งใดก็ล้วนควรมีสิทธิเท่าเทียมกัน รถไฟไปถึงจังหวัดและอำเภอที่ห่างไกลอาจจะช้าหน่อย เพราะกิจการรถไฟเริ่มต้นที่ส่วนกลางและไม่ยอมกระจายอำนาจให้ระดับภาคหรือจังหวัดนำไปทำกิจการรถไฟของตนเอง แต่ทุกอย่างควรมีการพัฒนาไปทุกๆ ปี ทุกๆ อำเภอ และจังหวัด

ไม่ใช่ปล่อยไว้เช่นนี้มานับร้อยปี อย่างที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน-น่าน-ตากไม่เคยมีรถไฟตลอดมา เชียงใหม่มีแค่ 2 อำเภอ (เมืองกับสารภี) หรือเชียงราย-พะเยาก็เพิ่งเริ่มสร้างเมื่อ 2 ปีนี้เอง

จังหวัดเชียงใหม่มีความยาวราว 370-380 กม. (ท่าตอน-อ.เมือง-อ.อมก๋อย) มี 25 อำเภอ ประชากร 1.8 ล้านคน มีทางรถไฟจากลำพูนผ่าน อ.สารภี เข้ามาถึงตัวเมืองเชียงใหม่แล้วหยุดกึก กี่ปีผ่านมาแล้ว แต่วันนี้กลับมีสถาบันอุดมศึกษาถึง 11 แห่ง แถมกระจุกตัวอยู่ในตัวเมืองเกือบหมด

ทิ้งให้ฝาง พร้าว จอมทอง ฮอด แม่แจ่ม ฯลฯ ต้องส่งลูกหลานเข้ามาเรียนในเมือง

ขณะที่แม่ฮ่องสอน ลำพูน และน่านที่อยู่ไกล แต่กลับไม่มีสถาบันอุดมศึกษาเลยแม้แต่แห่งเดียว

ขณะที่เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทุกๆ อย่างในภาคเหนือตอนบน แม่ฮ่องสอนกลับแทบไม่มีอะไรเลยนอกจากพี่น้องไตที่รักษาศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของตนเองไว้อย่างเข้มแข็ง

ที่น่าห่วงใยก็คือ ข่าวการบุกเข้ามาที่ อ.ปาย สร้างและขยายอิทธิพลของชาวต่างประเทศที่มีทรัพย์สินและอำนาจมากมายในระดับระหว่างประเทศ

ท้องถิ่นที่มีที่ดินกว้างขวาง ทรัพยากรธรรมชาติอันอุดม แต่ขาดการดูแลและพัฒนาจากภาครัฐมาเนิ่นนาน ย่อมเปิดโอกาสให้เกิดการแผ่อิทธิพลกระทั่งเข้าครอบครองโดยผู้คนจากประเทศอื่นๆ ได้ไม่ยากเลย

แม่ฮ่องสอนมิได้แตกต่างจากจังหวัดอื่นๆ ในด้านความงดงามของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ความหลากหลายของชนเผ่าต่างๆ และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ

แต่ในด้านที่ตั้ง แม่ฮ่องสอนอยู่ติดกับรัฐที่มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมายาวนาน ก็ย่อมเสียเปรียบเมื่อเทียบกับทิศเหนือและตะวันออกที่มีสถานการณ์ที่สงบกว่าหลายเท่า และแน่นอน ความเชื่อมร้อยกันระหว่างกลุ่มชนต่างๆ ระหว่างพี่น้องในไทยทิศเหนือกับตะวันออกก็มีมากกว่า และมีหลายจังหวัดมากกว่าทิศตะวันตก นี่จึงเป็นจุดแข็งในห้วงที่ผ่านมา

ทางออกของแม่ฮ่องสอน
และท้องถิ่นต่างๆ ในล้านนา

ข้อที่หนึ่ง ชนชั้นนำควรสรุปความคิดเสียใหม่ 4 เรื่องดังนี้

1. ชนชั้นนำรุ่นก่อนๆ (ในปัจจุบันหลายคนยังคงมีบทบาททางการเมือง เช่น คุณชวน คุณทักษิณ) ควรมองเห็นรูปแบบอันหลากหลายของการคมนาคมขนส่งที่ผ่านมา

คนเราเดินทางไปมาหลายแบบ เดิน ขี่จักรยาน เรือ รถบัส รถไฟ รถไฟฟ้า รถราง แท็กซี่ รถยนต์ส่วนตัว เหตุใดประเทศที่พัฒนาแล้วจึงมีความหลากหลายในเรื่องนี้? ก็เพราะความชอบและที่ตั้งของที่อยู่อาศัยกับที่ทำงานต่างกัน รูปแบบการคมนาคมจึงต่างกัน เกิดประโยชน์ ประหยัดเวลาและพลังงาน ค่าใช้จ่าย ฯลฯ รัฐจัดรูปแบบการเดินทางให้ประชาชนได้หลากหลาย ก็เกิดผลดีต่อประชาชนและประเทศโดยรวม

2. ชนชั้นนำไทยละเลยการสรุปเรื่องนี้ในอดีต ไม่เคยมีใครคิดและเสนอทางเลือกต่างๆ ออกมา ไปดูงานที่ต่างประเทศมีมาทุกยุคสมัย แต่กลับมองไม่เห็นและกลับมาคิดและหาทางปรับปรุงระบบในประเทศนี้อย่างจริงจัง ไม่เคยคิดหรือคิดแต่มีกำแพงบางชนิดปิดกั้นไว้
ฝ่ายวิชาการไม่เปิดสอนวิชาวิศวฯ การรถไฟขึ้น ไม่ว่าสถาบันใด

ข้อที่สอง แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดชายแดนที่รัฐในอดีตไม่เห็นภัยของความมั่นคงเมื่อเทียบกับฝั่งตะวันออกของล้านนาที่เป็นสังคมนิยม แม่ฮ่องสอนมีป่ากว้างใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศนี้ (6.6 ล้านไร่) และมีสัด ส่วนถึง 83.3% ของพื้นที่จังหวัด สะท้อนได้ว่าอาจเป็นเพราะอยู่ห่างไกลล้าหลัง การคมนาคมลำบาก ป่าไม้จึงไม่น่าถูกทำลายและยึดครองเพื่อการอยู่อาศัยหรือการพาณิชย์

แต่เพราะเป็นเมืองของคนเผ่าไตที่มีศิลปวัฒนธรรมเข้มแข็งสืบทอดยาวมาแต่รัฐฉานในเมียนมา บวกกับอิทธิพลของลัทธิไทยเป็นใหญ่จากเมืองหลวงยังมีจำกัด เพราะปัจจัยการพัฒนาด้านคมนาคม-การศึกษาที่กล่าวมา ตลอดจนการมีพี่น้องเผ่าชนที่น่าสนใจหลายเผ่า จึงเป็นจุดแข็งที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการส่งเสริมการท่องเที่ยว การรักษาธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และกว้างใหญ่

เมื่อรวมเข้ากับปัญหาของจังหวัดอื่นๆ ในล้านนา ระบบรถไฟจึงเป็นทางเลือกที่ควรเป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการเชื่อมร้อยแม่ฮ่องสอน (ตลอดจนฝาง, แม่สอด, ตาก, แม่สาย, น่าน, เทิง, เชียงคำ และอำเภอต่างๆ ที่น่าน และอำเภออื่นๆ ที่ยังไม่มีทางรถไฟ) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกิจการรถไฟในประเทศที่ควรจะได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ หลังจากถูกละเลยมาเกือบ 1 ศตวรรษ

นี่คือข้อเสนอต่อรัฐ เป็นข้อเสนอที่เพิ่มเติมจากข้อแรกเพื่อปรับระบบความคิดในการผลักดันให้ไทยก้าวไปสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่อย่างจริงจัง


ข้อที่สาม พร้อมกับการมีระบบทางรถไฟเชื่อมร้อยแม่ฮ่องสอนและฝางเข้ากับเวียงเชียงใหม่ ได้เวลาแล้วที่เราควรจะยุติสภาวะเอกนครระดับภาค (Regional Primate City) หรือเมืองโตเดี่ยวระดับภาค

นั่นคือ นครเชียงใหม่ที่มีทุกอย่างมากเกินไป

เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างของภาคเหนือ จนใหญ่โตเทอะทะอย่างยิ่ง

จำนวนการจราจรที่ติดขัดตลอดวันทวีความรุนแรงมากขึ้นๆ

ทั้งนี้ก็เพราะการปกครองท้องถิ่นที่ขาดอำนาจในการบริหารจัดการ จำนวนรถบัสมีจำกัด ไม่มีรถไฟหรือรถรางหรือเรือเพื่อเป็นทางเลือกของผู้คนในการเดินทาง รถยนต์ส่วนตัวจึงแน่นขนัด

และระบบการบริหารส่วนภูมิภาคก็เก่งแต่การโยกย้ายและรอฟังคำสั่งจากส่วนกลาง

ได้เวลาที่สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาจำนวนหนึ่งต้องย้ายออกไปอยู่อำเภออื่นๆ หรือจังหวัดรอบๆ ที่ยังไม่มีสถาบันอุดมศึกษา เช่น ฝาง พร้าว จอมทอง แม่แจ่ม แม่ฮ่องสอน ลำพูน เถิน

ล้านนาเป็นดินแดนแห่งศิลปวัฒนธรรมมายาวนาน แต่ละจังหวัดแข็งแกร่งด้านศิลปวัฒนธรรมของตนเอง เช่น น่าน แพร่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำพูน

แต่โปรดสังเกตว่า พะเยา น่าน และแพร่มีสถาบันที่เข้มแข็งด้านศิลปวัฒนธรรมแล้ว แต่ฝาง ลำพูน และแม่ฮ่องสอนยังไม่มี

น่าสังเกตว่า ในเมื่อแต่ละจังหวัดมีศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เข้มแข็ง เหตุใดต้องให้กระทรวงวัฒนธรรมที่เป็นส่วนกลางเข้ามามีบทบาทควบคุมกิจการด้านนี้
ทำไมจึงไม่ปล่อยให้ท้องถิ่นได้แสดงฝีมือและบทบาทด้วยตัวเขาเอง

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดไม่ควรต้องมีอีก ปล่อยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและแต่ละกลุ่มศิลปวัฒนธรรมของเขาดูแลและจัดการกันเอง

และอีกประเด็นหนึ่ง ควรให้แต่ละภาคได้สำแดงฝีมือของเขาเองอย่างเต็มที่ ไม่ใช่นำเอาศิลปะของอีสาน สยาม และปักษ์ใต้ กระทั่งโขนฉุยฉายเข้ามาแสดงในล้านนา และเช่นเดียวกัน ก็ไม่ต้องนำเอาศิลปวัฒนธรรมล้านนาไปแสดงบ่อยครั้งในภาคอื่นๆ ยกเว้น นานๆ ครั้ง เป็นงานระดับชาติที่แต่ละภาคเข้ามารวมกันเป็นวาระพิเศษ

การเชื่อมจังหวัดที่ห่างไกลออกไปด้วยทางรถไฟ ย่อมเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้กิจกรรมด้านการศึกษา เศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวในท้องถิ่นดีขึ้นตามอย่างรวดเร็ว

ระบบรถไฟสำเร็จสำหรับแม่ฮ่องสอนอาจจะดีที่สุดคือเชื่อมตรงกับระบบรถไฟของเวียงเชียงใหม่ เรียนรู้เทคนิคอันทันสมัยเรื่องขุดอุโมงค์จากจีน

และต่อจากนั้นจึงจัดทำทางรถไฟอีกสายหนึ่งเชื่อมปายลงไปยัง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน และลงไปยังขุนยวมและแม่สะเรียง ถึงฮอดและจอมทอง

ในประเทศที่ไม่มีแม้แต่โรงงานที่ผลิตรถยนต์ของตนเองได้ การเก่งแต่สร้างและขยายถนนเพิ่มขึ้นๆๆ ที่ผ่านมาในห้วง 50 ปีนี้จนถึงปัจจุบันจึงเป็นคำตอบว่า เหตุใดเส้นทางรถไฟจึงไม่ขยายตัวเลยในท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศนี้


ข้อสุดท้าย การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้คนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. เทศบาล และ อบต. รวมทั้งการเลือกตั้งผู้ว่าฯ และการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดที่ยังไม่มีเลย หรืออย่างน้อยปริญญาตรีและการวิจัยสาขาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและเศรษฐกิจท้องถิ่นเริ่มต้นที่คนท้องถิ่นที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ภายใต้คำขวัญที่ว่า “ถ้าคนท้องถิ่นไม่เรียกร้องและต่อสู้เอา ได้แต่รอคอยความเมตตา ก็อย่าหวังว่าจะมีใครมาเห็นใจ”

ขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนในต่างจังหวัดและในแต่ละท้องถิ่นตระหนักให้มั่นว่า ข้อเสนอที่ผู้เขียนเสนอมาทั้งหมดนี้จะต้องมีการจัดประชุมถกเถียง รับรู้และเรียนรู้ร่วมกันในท้องถิ่น อำเภอ และจังหวัดของตน ปรึกษาหารือกันระหว่างผู้นำชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน ผู้นำ อปท. ครู และนักศึกษาในท้องถิ่นที่ต้องจากบ้านไปเรียนที่จังหวัดหรือประเทศอื่นๆ ส.ส. สมาชิก อปท.ทุกคน พระสงฆ์ ฯลฯ มาร่วมผลักดันขึ้นไปสู่พรรคการเมือง ส่งข้อเสนอให้สมาชิกสภานิติบัญญัติ ข้าราชการ และผู้นำของแต่ละกระทรวงได้รับทราบ

การมีส่วนร่วมจากประชาชนในท้องถิ่น และการลุกขึ้นมาเรียกร้องของประชาชนในแต่ละท้องถิ่นและจังหวัดคือกุญแจสำคัญที่สุดที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาท้องถิ่นไปสู่อนาคต

ก็เพราะ 70 ปีที่ผ่านมา นับแต่การมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปี 2504 ขณะนี้เป็นฉบับที่ 13 (2566-2570) เน้นให้ความสำคัญแก่ทางหลวง-ถนน-รถยนต์-รวมทั้งเมืองใหญ่ๆ และการรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลางและเน้นพัฒนาระบบราชการตลอดมา และละเลยจังหวัดที่ห่างไกลออกไป ไม่สนใจแม้แต่การพัฒนาทางรถไฟเพื่อเชื่อมร้อยการคมนาคมทั้งประเทศ

ส่งผลให้การพัฒนาขาดความสมดุลระหว่างชนชั้นต่างๆ มาเป็นลำดับ รายได้ของชนชั้นล่างจึงสาหัสมากขึ้นๆ เพราะค่าครองชีพสูง รายได้ไม่เพิ่มพูนเท่าที่ควร

ผลของการพัฒนาแบบที่กล่าวมา แต่ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน และการลุกขึ้นมาเรียกร้องของประชาชนในแต่ละท้องถิ่นและจังหวัด รัฐบาลจึงไม่เคยสนใจที่จะแก้ไขปัญหาการรวมศูนย์อำนาจใดๆ และความไม่เท่าเทียมกันต่างๆ

นอกจากนั้น จะต้องไม่ลืมว่ารัฐประหารที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งที่โค่นล้มรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งก็ได้ส่งผลให้ปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมาไม่มีคนสนใจและไม่ได้รับการแก้ไขเลย จนบัดนี้ทิ้งให้ไทยลดฐานะจากเสือน้อยตัวที่ 5 นับวันล้าหลังห่างไกลจากเสือ 4 ตัว คือ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์มากขึ้นๆ

วันนี้ แม้แต่เสือน้อยตัวที่ 5 ไทยก็ไม่ใช่ เพราะเวียดนามได้แซงไปหลายก้าวพร้อมกับคว้าตำแหน่งไปแล้ว ตอนนี้ไทยกำลังง่วนแข่งขันอยู่กับลาวและกัมพูชา หากไทยไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนตามข้อเสนอต่างๆ ข้างต้น อีกไม่นานลาวกับกัมพูชาก็คงจะแซงไปอีก

เหลืออยู่ 2 ชาติที่จูงมือเดินรั้งท้ายไปด้วยกัน คือเมียนมากับไทย ด้วยอุปสรรคและปัญหาคนละอย่าง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

จากแม่ฮ่องสอน ถึงฝาง จากเชียงคำ ถึงลำพูน
เสียลับให้กับทหารจีน | เดนตายในผ้าเหลือง
ไทยพีบีเอส เตรียมร่อนหนังสือขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง มาตรฐานการตรวจเงินแผ่นดินของ สตง.
สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษา หันคา 1 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
ปิดฉาก ‘โคนันเมืองไทย’ อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ จากผู้ช่วยเหลือสู่ผู้ถูกดำเนินคดี
เปิดปมจับอีก ‘อัจฉริยะ’ ผันเงินบริจาค 350 ล้าน แทงมวย-โยงเว็บพนัน เจ้าตัวโต้ยิบ-กลั่นแกล้ง
เหยี่ยวถลาลม | น้ำท่วมระคนน้ำลาย
ส่อง 2 งาน Exclusive มติชน ในบรรยากาศใหม่ๆ ว่าด้วยพื้นที่ของความโกรธ/ความทรงจำ กับลลิตา (พม่า) และ (6 ตุลา) ธงชัย
ธงทอง จันทรางศุ | น้ำท่วม หมา ‘จรจัด’ และความหมดท่า ของการหา ‘ทางออก’
การเมืองใต้เรื่องเล่า : คุยกับ กิตติศักดิ์ คงคา เจ้าของผลงานเล่มล่าสุด “ปาเจราจาบัลย์”
ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐและนักธุรกิจพันล้าน : โลกของทรัมป์อีกด้านหนึ่ง
ไฉนทรัมป์ถล่มอิหร่าน แต่เรียกคิมว่า ‘เพื่อนฉัน’?