My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์
กับสงครามโลกครั้งที่ 2 (3)
พระนครยามระเบิดลง
เมื่อครั้งพระนครและเมืองสำคัญๆ ที่เป็นแหล่งการค้า แหล่งยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น ชุมทางรถไฟ ท่าเรือ คลังสินค้า ที่ตั้งทหารถูกฝูงบินฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีทางอากาศ เมื่อมีการโจมตีทางอากาศเริ่มต้น ผู้คนที่หลบภัยในหลุมหลบภัยต่างหวาดกลัวตัวสั่น งันงก ใครมีคาถาก็สวดให้คุ้มครอง ใครมีผ้ายันต์กันภัยของหลวงพ่อที่ตนศรัทธาต่างควักขึ้นมาพนมมือขึ้นท่วมเหนือหัวให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษาชีวิตของตนให้แคล้วคลาดปลอดภัย (พ.อ.หญิง สาณี อติแพทย์, 2548, 68-69)
เครื่องรางของขลัง
ครั้งนั้น การทิ้งระเบิดตามแหล่งยุทธศาสตร์ในพระนครของฝ่ายสัมพันธมิตรมักจะมุ่งไปแถบสถานีรถไฟหัวลำโพง บางกอกน้อย บางซื่อ กรมทหาร ที่ตั้งสถานญี่ปุ่น รัฐบาลมีการติดตั้งหวอสัญญาณเตือนภัยอยู่ทั่วพระนคร โดยเฉพาะที่สูง เช่น ยอดภูเขาทองที่กระจายเสียงหวอให้ดังลั่นกรุง (อาจินต์ บุณยเกตุ, 2534, 222)
มีผู้บันทึกว่า “พอเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นเท่านั้น ผู้หญิง ผู้ชาย ไม่ว่าสาวว่าหนุ่มต่างก็รีบใส่เสื้อยันต์สีแดง มีอักษรขอมเต็มไปทั้งหน้าทั้งหลัง ลักษณะยันต์ก็เหมือนกับเสื้อกั๊กนั่นแหละ แต่มีลวดลายตัวหนังสือเขียนด้วยหมึกสีดำเต็มไปหมด และก็สวมสร้อยคอ มีพระพวงโตๆ อย่างน้อยก็เจ็ดองค์ บางคนสวมสายสร้อยเงินที่ห้อยพระอยู่จนนับองค์พระไม่ถ้วน” (อาจินต์ บุณยเกตุ, 2534, 223-224)
ในช่วงสงคราม ระหว่างการทิ้งระเบิด ชาวกรุงต่างอพยพไปนอกเมืองหรือต่างจังหวัด ส่วนประชาชนพวกที่ไปไหนไม่ได้ ด้วยมีภาระการทำงาน ครอบครัว หรือแม้แต่เบี้ยน้อยหอยน้อยต่างก็หาเครื่องรางของขลังมาพกไว้เพื่อรักษาตัวให้แคล้วคลาดปลอดภัย
“ผู้ที่เชื่อไสยศาสตร์ต่างหาผ้ายันต์ ตะกรุด ลูกอม หรือคาถาอาคมมาคุ้มครองตนเอง มีอยู่รายหนึ่งเมื่อเครื่องบินข้าศึกมาถึงท้องฟ้ากรุงเทพมหานคร ก็อมลูกอม ครั้นเครื่องบินข้าศึกทิ้งระเบิดลงมา ก็ตกใจและกลืนลูกอมเข้าท้องไปก็มี เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องขบขัน แต่ควรเห็นใจว่าประชาชนต่างก็มุ่งเอาตัวให้พ้นจากภัยทางอากาศ” (รอง ศยามานนท์, 2520, 179)

มาตรฐานชายไทยสมัยสงคราม
ในช่วงปลายสงคราม เมื่อมีการโจมตีทางอากาศ นายแพทย์เสนอ อินทรสุขศรี บันทึกว่า คนไทยทั่วไปสมัยนั้นจะพกเครื่องรางและพระเครื่องประจำตัว ใครไม่มีต้องเสาะแสวงหามาให้ได้ บางคนคล้องพระเครื่องพร้อมถุงเครื่องรางของขลังแขวนคอหรือไม่ก็พกใส่กระเป๋าเสื้อให้แคล้วคลาดปลอดภัย บางคนสวมเสื้อยันต์เป็นเสื้อชั้นในด้วย สมัยนั้นเกจิอาจารย์ที่นิยม เช่น เสื้อยันต์หลวงพ่อจาด หลวงพ่อจง แม้กระทั่งตัวเขาเองสวมใส่เสื้อยันต์ของหลวงพ่อจงเป็นเสื้อกั๊กสีแดง บนเสื้อกั๊กเขียนยันต์เต็มผืนผ้า เขาสวมไว้ข้างในแล้วใส่เสื้อเชิ้ตทับอีกชั้นหนึ่ง (เสนอ อินทรสุขศรี, 2548, 81)
วราห์ โรจนวิภาต ชาวฝั่งธนบุรี หวนรำลึกความทรงจำไว้ว่า ในช่วงสงคราม สิ่งของสำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้คนแสวงหากันอย่างมากคือ เครื่องรางของขลัง ผู้คนสมัยนั้นมีความเชื่อว่า เครื่องรางของขลังสามารถป้องกันคุ้มภัยผู้สวมใส่จากภยันตรายต่างๆ ได้ มีคาถาประกอบให้ภาวนา ฉะนั้น เมื่อใดเครื่องบินมาโจมตีจะเห็นผู้คนต่างพนมมือสวดมนต์กันพึมพำ ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองชีวิตบ้านเรือนอยู่รอดปลอดภัย
ในช่วงเวลานั้นมีเกจิอาจารย์เกิดขึ้นหลายแห่ง แต่ที่โด่งดังแห่งยุคนั้นคือ หลวงพ่อจาดกับหลวงพ่อจง นอกนั้นก็เป็นหลวงพ่อจากสำนักอื่นๆ เครื่องรางของขลังได้แก่ พวกพระเครื่อง ตะกรุด ผ้ายันต์ ผ้าประเจียด เสื้อยันต์ ทรายเสก สารพัดชนิดที่คนส่วนมากแสวงหากันมาคุ้มกาย
วราห์ก็มีเครื่องรางของขลังพกติดตัวกับเขาด้วยเหมือนกัน โดยแม่เป็นคนจัดการให้ เท่าที่เขาจำได้ เขาพกพาพระ 3 องค์ องค์แรกเป็นพระผงของวัดหงส์รัตนาราม พระกริ่งลาว เดิมเป็นของยายมาก่อน อีกองค์หนึ่งเป็นพระลีลาสุโขทัย องค์สุดท้ายเป็นพระผงมีชื่อว่า ขรัวอีโต้ ห่อผ้าประเจียดเล็กๆ ใส่กระเป๋าเสื้อทุกครั้งที่มีภัยทางอากาศ (lek-prapai.org/home/view.php?id=191)





ประสบการณ์ของสังข์ พัธโนทัย
ในยามที่เครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรหยิบยื่นความตายมาให้ชาวพระนครทั้งในยามกลางวันและกลางคืน สังข์ พัธโนทัย ข้าราชการกรมโฆษณาการ ขุนพลสื่อคู่ใจของจอมพล ป. บันทึกสภาพความหวาดหวั่นในใจของชาวพระนครครั้งนั้นไว้ว่า
“เมื่อเกิดสงคราม ลูกระเบิดหล่นจากฟ้าไม่ค่อยหยุด ใครๆ เขาหาของดีจากอาจารย์โน้นอาจารย์นี้ติดตัวกัน ฉันถูกเพื่อนฝูงพี่น้องยัดเยียดให้ ก็เอาติดตัวไปกับเขาด้วย แต่โดยมากติดตัวได้วันสองวัน ของดีเหล่านั้นมักหายไปหมด ยิ่งมาเห็น ร.อ.เขียน ธีมากร สหายผู้กระจายเสียงด้วยกัน นอนตายกลางถนนโดยมีของดีเต็มกระเป๋า เลยยิ่งไม่ค่อยเชื่ออะไร” (สังข์ พัธโนทัย, 2499, 26-27)
ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ผู้ไม่พึงเครื่องรางของขลัง
ประเสริฐ เรืองสกุล ข้าราชการกระทรวงศึกษา บันทึกว่า “เรื่องการหลบภัยทางอากาศเป็นเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าชอบมองในแง่ปรัชญาและพยายามสังเกตความรู้สึกของตนเองเป็นใหญ่ ตลอดสงคราม ตัวเองนับว่าได้รับความกระทบกระเทือนจากลูกระเบิดน้อยที่สุด ลูกที่ตกใกล้ที่สุด ดูเหมือนจะเป็นระยะราว 200 เมตรเห็นจะได้ เคยมีสะเก็ดทั้งของลูกระเบิดและของกระสุนปืนกลและ ปตอ.มาตกใกล้ๆ เลยได้รับเม็ดโคลนกระเด็นมาถูกเท้า ผงบนเพดานของอาคารที่หลบอยู่เคยร่วงพรูมาถูกตัวและอาคารโยกไหว ความเสียวกลัว เวลาได้ยินเสียงแซ็กๆ ในอากาศในความมืดเวลากลางคืน และเวลาหมอบในเวลากลางวันทุกครั้ง แต่แล้วในที่สุด ภัยก็หายไป”
เขาเล่าว่า ในช่วงสงคราม เขาเคยได้ยินเรื่องคนแก่ตกใจตายเพราะความกลัว เรื่องคนหลบลงไปอยู่ในคลองเวลากลางคืนหน้าหนาวน้ำเย็นเฉียบ เคยเห็นทั้งหญิง ชาย หนุ่ม แก่ถือพระ ถือผ้ายันต์ สวดมนต์บ่นคาถา แต่ก็มีเหมือนกันที่เป็นพระไม่สำแดงความตกใจกลัว
เขาบันทึกถึงเพื่อนคนหนึ่งชื่อประเสริฐ ทรัพย์สุนทร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2489) อดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เมื่อครั้งสงครามไว้ว่า
“มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งคือ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ที่บอกว่าลงหลุมหลบภัยเหมือนกัน แต่ไม่ถือพระถือเครื่องรางคงกระพันชาตรี เขาถือว่าเป็นสาวกของพระพุทธองค์ จะต้องกลัวอะไรกับความตาย ตัวข้าพเจ้ามีพระติดตัวเสมอ และภาวนาอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและคุณความดีทั้งหลายที่บำเพ็ญมาให้คุ้มครองเสมอเวลามีภัยมา” (ประเสริฐ เรืองสกุล, 2549, 52-53)
