กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
จะเรียกว่าเป็น “เทรนด์” หรือ “ปรากฏการณ์” ก็ตามแต่ ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่น่าทึ่งของประเทศเซอร์เบียทำให้เราต้องย้อนไปดูว่าคนรุ่นใหม่จากหลายๆ ประเทศกำลังส่งสัญญาณว่า
Enough is enough! (พอกันที!)
มันคือการบอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่ยอมอยู่ใต้ระบบการเมืองที่คนรุ่นเก่ากำหนดอีกต่อไป เรียกมันว่า Gen Z Revolution หรือการ “ลุกฮือของคนรุ่นใหม่”
ที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงคนหนุ่มสาวออกมาประท้วงรัฐบาล แต่คือพวกเขากำลังตั้งคำถามกับระบบการเมืองทั้งระบบ ตั้งแต่การทุจริต การผูกขาดอำนาจ ความเหลื่อมล้ำ ไปจนถึงอนาคตที่คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของ
เหตุการณ์ในเนปาลและเซอร์เบียเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน แม้จะเกิดขึ้นในบริบทที่แตกต่างกัน แต่สะท้อนปรากฏการณ์เดียวกันว่า คนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนวิธีต่อสู้ทางการเมือง และกำลังท้าทายชนชั้นนำที่เคยคิดว่าตัวเองควบคุมสถานการณ์ได้
เนปาล : จากการปิด Facebook สู่การโค่นรัฐบาล
เดือนกันยายน 2568 รัฐบาลเนปาลภายใต้นายกรัฐมนตรี K.P. Sharma Oli สั่งปิดกั้น Social Media 26 แพลตฟอร์ม รวมถึง Facebook, Instagram, YouTube และ X โดยอ้างว่าไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดการจดทะเบียนของรัฐบาล
แต่รัฐบาลประเมินผิดอย่างมหันต์
สำหรับคนรุ่นใหม่ โซเชียลมีเดียไม่ใช่เพียงพื้นที่บันเทิง แต่เป็นช่องทางสื่อสาร แสดงความคิดเห็น ทำมาหากิน และเชื่อมโยงกับโลกภายนอก การปิดกั้นจึงกลายเป็นชนวนให้ความไม่พอใจที่สะสมมานานระเบิดออกมา
ปัญหาที่แท้จริงลึกกว่านั้นมาก ทั้งคอร์รัปชั่น การว่างงาน การเล่นพรรคเล่นพวก และความเหลื่อมล้ำระหว่างครอบครัวผู้มีอำนาจกับประชาชนทั่วไป
กระแสต่อต้านที่เรียกว่า “Nepo Kids” กลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่พอใจ เมื่อลูกหลานนักการเมืองและผู้มีอำนาจแสดงชีวิตหรูหราผ่านสื่อออนไลน์ ขณะที่คนหนุ่มสาวทั่วไปต้องดิ้นรนหางานทำ หรือเดินทางไปทำงานต่างประเทศ
8 กันยายน 2568 นักศึกษาหลายพันคนออกมาประท้วงในกรุงกาฐมาณฑุและเมืองอื่นๆ เจ้าหน้าที่ใช้กระสุนจริง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 19 คนในวันแรก ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายอย่างรุนแรงในวันต่อมา มีการเผาอาคารรัฐสภา สำนักงานรัฐบาล และบ้านพักนักการเมือง
นายกรัฐมนตรี Oli ต้องลาออกภายในเวลาเพียงสองวันหลังการประท้วงเริ่มต้น มีผู้เสียชีวิตรวมประมาณ 76 คน และบาดเจ็บราว 2,000 คน
แต่เรื่องไม่ได้จบลงแค่การเปลี่ยนรัฐบาล
ในการเลือกตั้งเดือนมีนาคมปีนี้ พรรค Rastriya Swatantra Party (RSP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองนอกกระแสเดิมได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย โดยมี Balendra Shah หรือ Balen อดีตนายกเทศมนตรีกรุงกาฐมาณฑุเป็นผู้นำ
Balen ซึ่งเป็นวิศวกรและอดีตแร็พเปอร์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ด้วยวัยเพียง 35 ปี
มันคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการเมืองเนปาล คนรุ่นใหม่ไม่ได้เพียงโค่นรัฐบาลเก่า แต่สามารถเปลี่ยนพลังบนท้องถนนให้กลายเป็นอำนาจผ่านการเลือกตั้ง
แต่การเปลี่ยนตัวผู้นำไม่ได้หมายความว่าระบบจะเปลี่ยนตามทันที ปัญหาคอร์รัปชั่น การอุปถัมภ์ และการเรียกร้องความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิตยังเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลใหม่
ตัดมาที่เซอร์เบีย :
จากโศกนาฏกรรมสถานีรถไฟ
สู่ชัยชนะของนักศึกษา
หากเนปาลเป็นตัวอย่างของการประท้วงที่ระเบิดขึ้นอย่างรวดเร็วฉับพลัน เซอร์เบียเป็นตัวอย่างของการเคลื่อนไหวที่สะสมพลังอย่างต่อเนื่อง
จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 เมื่อหลังคาคอนกรีตของสถานีรถไฟในเมือง Novi Sad พังถล่มลงมา ตาย 16 คน
ประชาชนตั้งคำถามว่า เหตุใดโครงการปรับปรุงสถานีรถไฟที่ใช้งบประมาณมหาศาลจึงเกิดความผิดพลาดร้ายแรงเช่นนี้
คำถามเรื่องความปลอดภัยขยายไปสู่ข้อสงสัยเรื่องคอร์รัปชั่น การจัดซื้อจัดจ้าง และความไม่โปร่งใสของรัฐบาล
นักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วประเทศเริ่มรวมตัวประท้วง เรียกร้องให้เปิดเผยเอกสารโครงการ ดำเนินคดีกับผู้รับผิดชอบ และยุติวัฒนธรรมการใช้อำนาจโดยไม่ต้องรับผิดชอบ
ประเด็นที่น่าสนใจคือขบวนการนี้ไม่ได้มีพรรคการเมืองใดเป็นผู้จัดตั้ง และนักศึกษาพยายามรักษาความเป็นอิสระจากนักการเมือง
การประท้วงขยายตัวจนมีประชาชนหลายแสนคนเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ในกรุงเบลเกรดเมื่อเดือนมีนาคม 2568
ประธานาธิบดี Aleksandar Vučić ซึ่งครองอำนาจทางการเมืองมายาวนานต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
นักศึกษาไม่ได้ต้องการเพียงคำขอโทษหรือการลาออกของเจ้าหน้าที่บางคน แต่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนตัดสินอนาคตของประเทศ
25 ตุลาคม 2569 ขบวนการนักศึกษาสนับสนุนรายชื่อผู้สมัครที่เรียกว่า Student List และสามารถเอาชนะฝ่ายรัฐบาลแบบส่งคลื่นช็อกไปยังผู้มีอำนาจกันทั่วทุกระดับทั้งประเทศ
พรรคคนรุ่นใหม่ Student List ได้คะแนนประมาณ 52.7% และ 139 ที่นั่ง จากทั้งหมด 250 ที่นั่ง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลได้ประมาณ 39.2% และ 97 ที่นั่ง
เป็นสัญญาณชัดเจนว่าการเคลื่อนไหวของนักศึกษาสามารถพัฒนาจากการประท้วงบนท้องถนนไปสู่การเปลี่ยนแปลงผ่านระบบเลือกตั้งได้
แต่ความท้าทายต่อไปคือการจัดตั้งรัฐบาลและพิสูจน์ว่าจะบริหารประเทศได้ดีกว่าผู้มีอำนาจชุดเดิมหรือไม่
ถ้าถามว่าอะไรคือ
พลังร่วมของ Gen Z Revolution?
คำตอบก็น่าจะอยู่ที่ว่าเนปาลกับเซอร์เบียมีความแตกต่างกันมาก แต่ผมประเมินแล้วน่าจะมีปัจจัยร่วมที่น่าสนใจอย่างน้อย 5 เรื่อง
หนึ่ง ความไม่พอใจสะสมมานานก่อนเกิดชนวนเหตุ
การปิดโซเชียลมีเดียในเนปาลและโศกนาฏกรรมสถานีรถไฟในเซอร์เบียเป็นเพียงตัวจุดระเบิด ปัญหาที่แท้จริงคือคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำ และความรู้สึกว่ารัฐบาลไม่รับผิดชอบต่อประชาชน
สอง คนรุ่นใหม่ไม่เชื่อถือระบบการเมืองแบบเดิมอีกต่อไป
พวกเขาไม่ต้องการเพียงเปลี่ยนพรรคที่บริหารประเทศ แต่ต้องการเปลี่ยนวิธีใช้อำนาจ ต้องการความโปร่งใสและการตรวจสอบที่เป็นจริง
สาม โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง
คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องมีพรรคการเมือง มีสำนักงาน หรือมีแกนนำระดับชาติ ก็สามารถสร้างเครือข่ายและระดมผู้คนได้อย่างรวดเร็ว โทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่องสามารถกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองที่ทรงพลัง
สี่ ขบวนการไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้นำคนเดียว
โดยเฉพาะในเซอร์เบีย นักศึกษาพยายามกระจายอำนาจการตัดสินใจ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถหยุดการเคลื่อนไหวได้ง่ายๆ ด้วยการจับกุมแกนนำ
แต่การไม่มีผู้นำที่ชัดเจนก็อาจกลายเป็นปัญหาเมื่อถึงเวลาต้องกำหนดนโยบายและบริหารประเทศ
ห้า การโค่นรัฐบาลง่ายกว่าการสร้างระบบใหม่
นี่คือบททดสอบที่สำคัญที่สุดของทั้งสองประเทศ เพราะการชนะบนท้องถนนหรือในคูหาเลือกตั้งไม่ได้รับประกันว่ารัฐบาลใหม่จะมีประสิทธิภาพหรือปราศจากคอร์รัปชั่น
ยังต้องพิจารณากรณีอื่นๆ ที่มีความละม้ายกัน…
จากบังกลาเทศถึงเคนยา
บังกลาเทศในปี 2567 นักศึกษาลุกขึ้นต่อต้านระบบโควต้าการจ้างงาน ก่อนขยายเป็นการต่อต้านรัฐบาล Sheikh Hasina จนเธอต้องพ้นจากอำนาจ
เคนยาในปีเดียวกัน คนรุ่นใหม่ออกมาต่อต้านร่างกฎหมายการเงินที่เพิ่มภาระภาษีและสะท้อนความไม่พอใจต่อการบริหารประเทศ
อินโดนีเซียในปี 2568 เกิดการประท้วงเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของนักการเมืองและความเหลื่อมล้ำ ขณะที่มาดากัสการ์ก็เผชิญการประท้วงของคนรุ่นใหม่จากปัญหาน้ำประปาและไฟฟ้าดับ จนกลายเป็นวิกฤตการเมือง
แต่ก็ต้องมองลึกลงไปด้วยว่าไม่ใช่การประท้วงทุกแห่งจะเป็นขบวนการ Gen Z โดยสมบูรณ์ เพราะมีประชาชนหลายวัยและหลายกลุ่มเข้าร่วมด้วย
สิ่งที่เหมือนกันคือ คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญปัญหาคล้ายกัน ได้แก่ การหางานยาก ค่าครองชีพสูง ความเหลื่อมล้ำ และความรู้สึกว่าอนาคตของตัวเองถูกกำหนดโดยคนที่มีอำนาจอยู่แล้ว
หากผู้นำไทยไม่เรียนรู้จากเหตุการณ์เหล่านี้ก็ต้องถือว่าเป็นประเภท “ดื้อตาใส” เลยทีเดียว
คนรุ่นใหม่ไทยเติบโตมาในโลกที่ข้อมูลข่าวสารไม่มีพรมแดน พวกเขาเห็นว่าประเทศอื่นบริหารจัดการอย่างไร และตั้งคำถามว่าทำไมประเทศไทยจึงยังติดอยู่กับปัญหาเดิมๆ
การมีคนรุ่นใหม่เข้าไปนั่งในรัฐสภาหรือพรรคการเมืองไม่ได้หมายความว่าความต้องการเปลี่ยนแปลงจะได้รับการตอบสนองทั้งหมด
หากระบบราชการยังล่าช้า การใช้งบประมาณไม่โปร่งใส การทุจริตไม่ถูกลงโทษ และผู้มีอำนาจไม่ต้องรับผิดชอบ ความไม่พอใจก็จะยังสะสมต่อไป
รัฐบาลควรเรียนรู้สามเรื่องจากเนปาลและเซอร์เบีย
อย่าประเมินพลังของคนรุ่นใหม่จากจำนวนสมาชิกพรรคการเมือง เพราะพวกเขาสามารถรวมตัวกันได้โดยไม่ต้องผ่านพรรค
อย่าคิดว่าการควบคุมข้อมูลข่าวสารจะควบคุมความคิดของประชาชนได้ กรณีเนปาลแสดงให้เห็นว่าการปิดกั้นอาจกลายเป็นชนวนให้เกิดวิกฤต
อย่ารอให้เกิดโศกนาฏกรรมหรือวิกฤตศรัทธาก่อนจึงค่อยรับฟังประชาชน กรณีเซอร์เบียเป็นบทเรียนเรื่องความรับผิดชอบที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม
เพราะวันนี้คนรุ่นใหม่ไม่ได้ขออนุญาตเปลี่ยนโลก
สิ่งที่เกิดขึ้นจากเนปาลถึงเซอร์เบียกำลังบอกเราว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับอำนาจรัฐกำลังเปลี่ยนไป
คนรุ่นใหม่ไม่ได้ยอมรับแนวคิดที่ว่าประชาชนมีหน้าที่เพียงลงคะแนนทุกสี่หรือห้าปี แล้วปล่อยให้นักการเมืองใช้อำนาจตามใจชอบ
พวกเขาต้องการตรวจสอบรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ต้องการความโปร่งใส และต้องการเห็นอนาคตที่ตัวเองมีส่วนกำหนด
การเปลี่ยนรัฐบาลเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความสำเร็จที่แท้จริงต้องวัดจากการสร้างระบบที่ดีกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนคนกลุ่มหนึ่งมาแทนที่อีกกลุ่มหนึ่ง
สำหรับชนชั้นนำทั่วโลก นี่คือสัญญาณเตือนที่หากเพิกเฉย คิดว่าเรื่องอย่างนี้ไม่สามารถเกิดในประเทศนี้ได้ ก็จะเรียนรู้เมื่อสายเกินไปเท่านั้น
เพราะในโลกยุคดิจิทัล คนหนุ่มสาวไม่จำเป็นต้องรอให้พรรคการเมืองอนุญาต ไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้นำรุ่นเก่าส่งมอบอำนาจ และไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันเลือกตั้งครั้งต่อไป
พวกเขาสามารถเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงได้จากโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง และเครือข่ายคนที่คิดเหมือนกันนับพันนับหมื่นคน
คำถามจึงไม่ใช่ว่า Gen Z จะเปลี่ยนโลกได้หรือไม่ แต่คือคนที่มีอำนาจอยู่ในวันนี้จะปรับตัวทันโลกที่คนรุ่นใหม่กำลังสร้างขึ้นหรือเปล่า
เพราะในโลกยุคนี้ Nothing Is Normal Anymore
ไม่มีอะไรที่จะเป็นปกติแบบเดิมอีกต่อไป!
