สรุปคดี ตุ๋นซัมเมอร์ภาษาจีน เท นร.ทิ้งสุวรรณภูมิ : แฉเล่ห์-โกงเงินเด็ก ซี 8 สพฐ.ร่วมขบวน
คอลัมน์ อาชญากรรม | อาชญา ข่าวสด
ภาพฝันเรียนต่อเมืองนอกของเยาวชนไทยต้องพังทลายลงในพริบตา
เมื่อขบวนการต้มตุ๋นคอร์สภาษาจีนแอบอ้างสถาบันดังและข้าราชการระดับ ดร. หลอกเก็บเงินเด็กนับร้อยชีวิต
ก่อนบิดพลิ้วลอยแพกลางสนามบินสุวรรณภูมิ ทิ้งความเสียหายหลายล้านบาทและคราบน้ำตาไว้เบื้องหลัง
ยุทธการหลอกลวงเหยื่อวัยเรียนเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ และถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569
นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองจำนวน 11 คน ซึ่งเป็นตัวแทนจากผู้เสียหายทั้งหมดกว่า 50 ราย เข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)
เพื่อแจ้งความร้องทุกข์เอาผิดกับสถาบันสอนภาษาจีนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง หลังถูกหลอกลวงให้สมัครเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมภาษาจีนระยะสั้น ณ เมืองฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
หนึ่งในผู้เสียหายเปิดเผยว่า สถาบันดังกล่าวโฆษณาผ่านเพจเฟซบุ๊กเพื่อจัดคอร์สเรียนภาษาจีนระยะสั้น กำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 10-24 ตุลาคม เรียกเก็บค่าใช้จ่าย 30,000 ถึง 50,000 บาทต่อครอบครัว
แต่เมื่อใกล้วันเดินทางกลับไม่มีการส่งมอบตั๋วเครื่องบินและหนังสือเชิญ ก่อนแจ้งเลื่อนการเดินทางเป็นวันที่ 12-26 ตุลาคม พร้อมเปลี่ยนมหาวิทยาลัยปลายทางกะทันหัน
แต่ต่อมาครูผู้ประสานงานกับสถานศึกษาในจีนตัวจริง นำหนังสือชี้แจงจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาชลประทานและการไฟฟ้าฉงชิ่งออกมายืนยันว่า ไม่ได้ร่วมดำเนินโครงการกับสถาบันดังกล่าว และไม่เคยได้รับการติดต่อหรือเอกสารของนักเรียนแต่อย่างใด
หลังความแตก สถาบันดังกล่าวรีบบล็อกช่องทางสื่อสาร และเตะเหล่าผู้เสียหายออกจากกลุ่มไลน์ทันที ทั้งยังซ่อนการมองเห็นของเพจเฟซบุ๊ก
นอกจากนี้ เพจเตือนภัย “ลุยจีน Luijeen” ยังได้ออกมาแฉว่า สถาบันแห่งนี้ทำพฤติกรรมเทลูกค้าต่อเนื่องมาถึง 2 ปี และเคยเบี้ยวเงินรางวัลการแข่งขันภาษาจีนอีกด้วย
เบื้องต้นมีผู้เสียหายรวบรวมหลักฐานแจ้งความออนไลน์และร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แล้ว 29 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,130,000 บาท โดยมีสลิปการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ ในนาม “สถาบันXXXXภาษาจีน” เป็นหลักฐานมัดตัว
ก่อนพากันเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปคบ. เพื่อขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
เพียงไม่กี่วันถัดมา ปัญหาการทุจริตในลักษณะเดียวกันก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง ในกลางดึกวันที่ 15 ตุลาคม
สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ส่วนหน้า) ภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแออัดไปด้วยกลุ่มผู้ปกครอง คณะครู และเด็กนักเรียนจาก 3 โรงเรียนชื่อดัง ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และชลบุรี แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนด้วยความชอกช้ำใจ หลังเด็กนักเรียนรวม 45 คนต้องถูกลอยแพอยู่ภายในสนามบิน ไม่สามารถออกเดินทางไปทัศนศึกษา ณ สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ตามที่มีการตกลงกันไว้
โครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดยกลุ่มบุคคลที่มีบุคคลระดับ ‘ดร.’ ร่วมดำเนินโครงการ เปิดรับสมัครนักเรียนเข้าร่วมคอร์สเรียนระยะสั้นระหว่างวันที่ 15-26 ตุลาคม
อ้างการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับมหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง เรียกเก็บค่าใช้จ่ายคนละ 39,900 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,795,500 บาท
ทว่า ในวันที่ 11 ตุลาคม ผู้จัดกลับแจ้งเปลี่ยนแผนการเดินทางกะทันหัน โดยอ้างว่าหอพักที่เมืองซีอานไม่สามารถรองรับได้ พร้อมขอเปลี่ยนเมืองปลายทางเป็นกรุงปักกิ่งแทน
กระทั่งวันที่ 13 ตุลาคม ผู้จัดโครงการจัดประชุมยืนยันความพร้อมและนัดหมายให้ทุกคนมาพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 15 ตุลาคม เวลา 15.00 น. เพื่อขึ้นเครื่องบินสายการบินไทยเวียดเจ็ท เที่ยวบินเวลา 18.20 น.
แต่เมื่อคณะครู นักเรียน และผู้ปกครองเดินทางมาถึงสนามบิน กลับพบความจริงอันโหดร้าย เพราะสายการบินปฏิเสธการเดินทาง เนื่องด้วยไม่มีการออกตั๋วเครื่องบินและไม่มีชื่ออยู่ในระบบเดินทาง
แม้ผู้จัดจะตกลงว่าจะคืนเงินเต็มจำนวนภายในคืนนั้น แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายกลับบิดพลิ้ว เงียบหายไปไม่คืนเงินตามที่กล่าวอ้าง
ผู้ปกครองจึงตัดสินใจลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเพื่อนำไปฟ้องร้องดำเนินคดีต่อไป
กลุ่มผู้เสียหายคณะดังกล่าว ประกอบด้วย ตัวแทนครูและผู้ปกครองจากหลายโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ อาทิ โรงเรียนดัดดรุณี, โรงเรียนวัดนายโรง, โรงเรียนสายปัญญา โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ เป็นต้น รวม 11 โรงเรียน
เข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ที่ศูนย์รับแจ้งความ บช.ก. เพื่อยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมและแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยรวมยอดนักเรียนที่ตกเป็นเหยื่อในคณะนี้มีจำนวนสูงถึง 62 คน
มูลค่าความเสียหายรวมเกือบ 2 ล้านบาท
จากการสืบสวนพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ก่อเหตุ พบการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการใช้โปรไฟล์หรูหรา แอบอ้างตัวเป็นข้าราชการระดับ ‘ดร.’ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
ทั้งยังนำชื่อ “โครงการพัฒนานวัตกรรมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือสำหรับเยาวชนไทยในระดับสากล (LORD OBEC)” มาแอบอ้างเชื่อมโยง จนทำให้ผู้บริหารโรงเรียน คณะครู และผู้ปกครองหลงเชื่อ สนับสนุนให้เด็กนักเรียนเข้าร่วมโครงการ
จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ลอยแพคาสนามบินสุวรรณภูมิ โดยผู้จัดโครงการไม่ยอมมาปรากฏตัวและไม่สามารถติดต่อได้
ในการเดินทางมาร้องเรียนครั้งนี้ ‘ครูตู่’ เป็นตัวแทนคณะครู นำหลักฐานทั้งหมดมอบให้แก่พนักงานสอบสวน เพื่อให้ตรวจสอบบทบาทของบุคคลที่ถูกกล่าวหา คือ ‘ดร.ปูน’ และ ‘คุณตั้ม’
พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่า คณะครูไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์ใดๆ เงินทุกบาทที่โอนผ่านครูได้ถูกส่งต่อไปยังผู้จัดโครงการทั้งหมดตามขั้นตอน และมีการรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นอย่างถูกต้อง เพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่
ภายหลังเกิดกระแสข่าวการแอบอ้างชื่อสังกัดและโครงการระดับสากล
ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ออกมาชี้แจงยืนยันอย่างเป็นทางการว่า โครงการทัศนศึกษาต่างประเทศดังกล่าวไม่ใช่โครงการของ สพฐ.แต่อย่างใด
หากแต่เป็นการกระทำในลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มผู้ก่อเหตุ นำชื่อหน่วยงานไปใช้อ้างอิง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่กลุ่มผู้ปกครองและโรงเรียนที่หลงเชื่อ
พร้อมระบุว่า สพฐ.กำลังเร่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง และพร้อมจะดำเนินคดีทางวินัยอย่างร้ายแรง และดำเนินคดีทางอาญาอย่างเด็ดขาด หากพบผู้กระทำผิด
ขณะที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ออกมาชี้แจงเพิ่มเติมอย่างดุดันหลังตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการระดับ 8 สังกัดสำนักแห่งหนึ่งใน สพฐ.
ที่สำคัญเคยมีประวัติเคยถูกกล่าวหาในลักษณะเดียวกันและถูกตักเตือนไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน
แต่แทนที่จะเข็ดหลาบ กลับมากระทำผิดซ้ำในครั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อ และจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายบานปลายไปมากกว่านี้
เจ้ากระทรวงศึกษาธิการยังออกประกาศิตให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเร่งเรียกตัว ‘ดร.ซี 8’ ผู้ถูกกล่าวหามาพบเพื่อสอบสวน
ขีดเส้นตายให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน เพื่อสรุปยอดความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด
รวมถึงยืนยันว่าจะมีการดูแลเยียวยาตัวเงินตามความเสียหายจริง และจะต้องมีมาตรการลงโทษทางวินัยและทางอาญาควบคู่กันไปอย่างเด็ดขาดที่สุด
กรณีการหลอกลวงเด็กนักเรียน คณะครู และผู้ปกครองในโครงการทัศนศึกษาและซัมเมอร์ภาษาจีนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ของการใช้ความน่าเชื่อถือในวงการการศึกษามาแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้วิธีการแอบอ้างสถาบันสอนภาษาชื่อดัง มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ตลอดจนอ้างตำแหน่งข้าราชการระดับสูง เพื่อสร้างฉากหน้าให้ดูสมจริง จนมีนักเรียนตกเป็นเหยื่อรวมกันนับร้อยราย และสร้างความเสียหายรวมนับล้านบาท
ในส่วนของการบรรเทาความเสียหาย มีรายงานว่า ผู้จัดโครงการบางรายเริ่มทยอยโอนเงินคืนให้แก่ผู้ปกครองของบางโรงเรียน เช่น การโอนคืนเบื้องต้นคนละ 10,000 บาท เพื่อลดแรงกดดันทางกฎหมาย
แต่ฝ่ายผู้ปกครอง คณะครู และหน่วยงานกระทรวงศึกษาธิการต่างเห็นพ้องต้องกันว่าจะไม่ยอมความ และยืนยันเดินหน้าเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
เนื่องจากมูลค่าความเสียหายรวมทั้งหมดสูงเกือบ 2 ล้านบาท
ทั้งยังสร้างบาดแผลทางจิตใจให้แก่เด็กนักเรียนอย่างประเมินค่าไม่ได้
ล่าสุด คดีทั้งหมดอยู่ในความรับผิดชอบของ บช.ก. ทั้ง บก.ปคบ. และ บก.ป. รวมถึงพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุ ได้แก่ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, สน.พลับพลาไชย 1, สภ.เมืองชลบุรี และสถานีตำรวจท้องที่ในจังหวัดนนทบุรี
ทุกหน่วยงานกำลังประสานข้อมูลเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ออกหมายเรียก และดำเนินการออกหมายจับผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม
เพื่อไม่ให้เกิดคดีหลอกลวงเยาวชนขึ้นอีกในสังคมไทย
คดีหลอกลวงนักเรียนซัมเมอร์ภาษาจีนนับเป็นอุทาหรณ์เตือนใจสังคมครั้งใหญ่ แม้จะเริ่มมีการโอนเงินคืนบางส่วน แต่ตำรวจสอบสวนกลางยังคงเร่งรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาด คืนความเป็นธรรมแก่เหยื่อทั้งหมด
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
