‘โมดี-ซานาเอะ’ กระชับพันธมิตรยุทธศาสตร์ กับนัยยะต่อไทยและอุษาคเนย์
บทความพิเศษ | พาราตีรีตีส
‘โมดี-ซานาเอะ’
กระชับพันธมิตรยุทธศาสตร์
กับนัยยะต่อไทยและอุษาคเนย์
การพบกันระหว่างซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กับนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย เมื่อสองเดือนก่อน ถูกจับตาอย่างยิ่งในเวทีโลก เพราะนี่ไม่ใช่แค่การกระชับมิตรภาพท่ามกลางสงครามการเมืองโลกแบ่งขั้ว
หากแต่คือการผสานยุทธศาสตร์เพื่อส่งสัญญาณถึงการก่อตัวของ “พันธมิตรมหาอำนาจกลาง” (Middle Power Alliance) กลุ่มใหม่
พันธมิตรสองมหาสมุทรนี้ตั้งขึ้นท่ามกลางการแข่งขันอย่างตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในอินโด-แปซิฟิก
โดยมีภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ยุทธศาสตร์
ซึ่งภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดคือการปรากฏตัวของฝูงบินรบมิตซูบิชิ เอฟ-2 ของญี่ปุ่น ที่บินมาลงจอดเติมน้ำมัน ณ สนามบินอู่ตะเภา ก่อนเดินทางไปร่วมซ้อมรบทางอากาศกับอินเดียเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา
ในขณะที่พื้นที่สะพานเชื่อมสองมหาสมุทรทวีความสำคัญขึ้นทุกขณะ ประเทศไทย-ซึ่งตั้งอยู่บนพิกัดยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบที่สุด-กลับยังตกอยู่ในสภาวะ “อัมพาตเชิงยุทธศาสตร์” และวางนโยบายต่างประเทศแบบตั้งรับเฉพาะหน้า แม้เริ่มได้ยินจากปากเจ้ากระทรวงบัวแก้วว่า ไทยต้องมีความเป็น “เอกเทศทางยุทธศาสตร์” ก็ตาม
การเกิดขึ้นของพันธมิตรญี่ปุ่น-อินเดียในครั้งนี้ จึงอาจไม่ได้เป็นแค่บริบทโลกภายนอก แต่คือ “ทางเลือกใหม่” ที่ไทยต้องเร่งคว้าไว้ เพื่อสร้างดุลยภาพแห่งอำนาจ และก้าวออกจากการเป็นเพียงหมุดหมากในเกมมหาอำนาจอย่างแท้จริง

การประชุมสุดยอดประจำปี “อินเดีย-ญี่ปุ่น” ครั้งที่ 16 โดยรอบนี้ นายกฯ โมดีเป็นเจ้าภาพ ต้อนรับการเยือนอินเดียครั้งแรกของนายกฯ ซานาเอะ
นอกจากทั้ง 2 ผู้นำบรรลุข้อตกลงระดับรัฐบาลกว่า 100 ฉบับ และคำประกาศลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นเม็ดเงินกว่า 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์แล้ว ยังมีคำแถลงร่วมเพิ่มความร่วมมือใหม่กับหลายประเด็น โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางพลังงานและทางทะเล
ไม่เพียงเท่านี้ ทั้ง 2 ประเทศยังตอบรับยุทธศาสตร์ของอีกฝ่ายและจะผสานความสอดรับกัน ทั้งยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ที่เสรีและเปิดกว้าง หรือ “เอฟโอไอพี” (FOIP) ฉบับใหม่ของญี่ปุ่น และยุทธศาสตร์ส่งเสริมความมั่นคงและการเติบโตอย่างรอบด้านข้ามภูมิภาค หรือ “มหาสากา” (MAHASAGAR) ของอินเดีย
เห็นได้จากคำแถลงร่วมว่า “แถลงการณ์นี้เป็นการยอมรับว่า การประสานกันระหว่าง 2 ยุทธศาสตร์นี้ จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมีแรงผลักดันที่จำเป็นในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจต่อไป”

ในฐานะที่ผู้เขียนสนใจศึกษาเรื่องยุทธศาสตร์ศึกษา อยากจะเพิ่มส่วนตรงนี้อีกเล็กน้อย ยุทธศาสตร์ FOIP ฉบับใหม่นี้ ปรับปรุงจากอันเดิมที่ถูกใช้สมัยนายกฯ อาเบะ ชินโสะ (ซานาเอะถือเป็นลูกศิษย์ทางการเมืองคนสำคัญของอาเบะ) แต่ยังคงรักษาแก่นสำคัญไว้ เช่น ญี่ปุ่นต้องเป็นเสาหลักในการปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศในพื้นที่อินโด-แปซิฟิก ให้ยังคง “เสรีและเปิดกว้าง”
หาพันธมิตรที่ไว้ใจในการส่งเสริมการผลิตและเทคโนโลยีเพื่อลดการพึ่งพาจากจีน
และจุดเพิ่มเข้ามาคือการส่งเสริมความมั่นคงเชิงรุก ที่มากกว่าแค่ “ป้องกันตนเอง” แต่ขยายให้สามารถ “ป้องปราม” ร่วมกับชาติพันธมิตรได้
ขณะที่ทางอินเดียเอง ผลจากที่นายกฯ โมดีอยู่นานหลายสมัย ทำให้ยุทธศาสตร์มีความต่อเนื่อง จากนโยบาย “มองตะวันออก” ยกระดับสู่ยุทธศาสตร์ “สากา” (SAGAR) ในปี 2015 ที่อินเดียมุ่งสร้างความมั่นคงและเติบโตรอบภูมิภาคอนุทวีปอินเดีย จนเมื่อปี 2025 โมดีประกาศยกระดับยุทธศาสตร์ในสเกลใหญ่เป็น “มหาสากา” จากทะเลรอบอินเดีย ก้าวสู่มหาสมุทรที่ข้ามพ้นพื้นที่ตัวเอง
และเป็นการประกาศจุดยืนของอินเดียที่มุ่งจะเป็นผู้นำกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ โดยมุ่งรักษาความมั่นคงทางทะเลแบบองค์รวม บนหลักถ่วงดุลแบบละมุน และเปิดกว้างชาติอื่นผสานยุทธศาสตร์ร่วมกันโดยไม่จำกัดทางเลือก แต่ยึดบนกฎหมายระหว่างประเทศเป็นหลัก
การผสานกันทางยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น-อินเดีย จึงเป็นก้าวย่างที่น่าสนใจ การวางแนวทางกระจายความเสี่ยงไม่ให้อุตสาหกรรมสำคัญ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แรร์เอิร์ธ พลังงานทางเลือก และทรัพยากรทางทะเล ถูกผูกขาดไว้กับมหาอำนาจชาติใด
เพราะหนทางแบบนี้ยั่งยืนและยืดหยุ่นดีกว่าพึ่งพาผูกมัดเดินตามที่มหาอำนาจชี้นิ้วสั่ง
เมื่อทั้งอินเดียและญี่ปุ่นมีภาพมองตรงกันในการเชื่อม 2 มหาสมุทร ณ ตรงกลางที่เชื่อมระหว่าง 2 ประเทศคือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และพื้นที่นี้กำลังตกอยู่ท่ามกลางการประลองเชิงทางอิทธิพลและอำนาจนำระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
แม้มีผลสำรวจว่าหลายประเทศในแถบนี้เอนเอียงจีนมากขึ้น แต่ยังมีมิติที่ซับซ้อนเกินกว่าจะด่วนสรุปได้ อีกทั้งชาติอาเซียนและไทยเอง ลึกๆ ต่างต้องการความเป็นเอกเทศทางยุทธศาสตร์และอธิปไตย แค่ยังไม่มีอำนาจต่อรองที่จะทัดเทียม และยังต้องพึ่งพามหาอำนาจในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจเพื่อความอยู่รอด (แล้วแต่ว่าประเทศแถบนี้ยึดโยงความอยู่รอดไว้กับอะไร)
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทยเอง ถ้าอยากได้คนมาถ่วงดุลไม่ให้มหาอำนาจ “ล้ำเส้น” เกินไป จะมีประเทศไหนที่สามารถทำให้มหาอำนาจสลิ้งแตก ทำได้แค่ก่อสงครามน้ำลายได้ นอกจาก พันธมิตรมหาอำนาจกลาง 2 ประเทศนี้
อย่างไรก็ตาม ทั้งญี่ปุ่นและอินเดียเองก็มีข้อแตกต่างและข้อกังวลทั้งมิติโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจของตัวเอง แต่หากเป้าหมายคือ ต้องการเห็นผลในทางปฏิบัติขึ้นจริงๆ ด้วยเงื่อนไขนี้ ก็ต้องผลักดันให้ทั้งญี่ปุ่นและอินเดียมุ่งบรรลุผลทางยุทธศาสตร์ร่วมกันให้ได้
เช่นเดียวกับไทยเอง แทนที่จะเดินเกมการต่างประเทศแบบตั้งรับลู่ลมหวังเอาตัวรอด แม้จะเริ่มพูดถึง ความเป็นเอกเทศทางยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) จากปากของบัวแก้วและกลาโหม แต่จะไปถึงเป้าหมายตรงนั้น ไทยต้องมียุทธศาสตร์ใหญ่ (Grand Strategy) แม้มองว่าตัวเองเป็นประเทศเล็กๆ ที่มุ่งแต่พารอดแต่ไม่กล้าคิดใหญ่
การมียุทธศาสตร์ใหญ่ที่สอดรับทั้งมิติการขับเคลื่อนภายในและระหว่างประเทศ จะช่วยทำให้ประเทศนี้ตอบคำถามตัวเองได้ว่า “เราต้องการอะไร” “เราสามารถวางประโยชน์ร่วมกันกับภูมิภาคและโลกใบนี้ยังไง”
ไม่เช่นนั้น คำว่า “ความเป็นเอกเทศทางยุทธศาสตร์” ก็เป็นได้แค่การพูดเอาเท่ก็เท่านั้น
เข้าใจว่า ผู้มีอำนาจในไทยใช้วิธีที่เคยชินเอาตัวรอดจากอำนาจที่ใหญ่กว่า (จนกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยชนิดฝังลึก) และตอนนี้โลกกำลังกลับมาบีบไทยอีกครั้ง พร้อมกับปัญหาภายในของไทยที่เรื้อรังและเสียงร้องของการรื้อสร้างครั้งใหญ่ มีแต่ดังขึ้นเรื่อยๆ
คำถามที่ว่า ทำไมประเทศไทยได้แต่ตั้งรับกับทุกเรื่อง คำตอบอาจหาไม่ยากเลย
