คอลัมน์ Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
เดนตายในผ้าเหลือง (6) | ไปตายเอาดาบหน้า
สิ่งที่เสนาธิการทหารบก พล.ต.มาซาโนบุ ทสุจิ ซึ่งในขณะที่แปลงตัวมาเป็นพระภายใต้นามแฝงว่า “อาโออิ” ได้ยื่นให้กับพวกใต้ดินของรัฐบาลจีนคณะชาติก็คือการมอบตัวของเขาเองให้กับรัฐบาลจุงกิงเพื่อทำงานให้
เนื่องจากเขาเป็นนายทหารระดับสูงที่กุมความลับอยู่มาก ดังนั้น หากตัวเขาตกอยู่ภายในเงื้อมมือของฝ่ายอังกฤษ ข้อมูลทั้งหมดก็จะกลายเป็นของอังกฤษไปด้วย
เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลข้อนี้ ชีวิตของเขาจึงยังมีค่ากับทางการจีนอยู่มากโข ดีเสียกว่าฆ่าตายโดยเปล่าประโยชน์
ทสุจิตรงเข้าสู่สำนักงานของฝ่ายจีน ยื่นจดหมายของตัวเองฝากผู้รับสารช่วยส่งไปถึงผู้บังคับบัญชาคณะเชิ้ตสีน้ำเงิน
ทีแรกข้อเสนอของทสุจิยังไม่ได้รับการตอบรับ จดหมายของเขาที่ยื่นไปถึงฝ่ายนำของคณะเชิ้ตสีน้ำเงินจะไปถึงมือของพวกเขาจริงหรือไม่ก็มิอาจทราบได้
สิ่งที่ตอบสนองกลับมาคือความเงียบ ผ่านไปวันแล้ววันเล่าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ความเป็นอย่างไร
จนกระทั่งใกล้ถึงวันที่ 29 ตุลาคมอยู่รอมร่อ ทสุจิทนนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้จึงบุกเข้าไปที่สำนักงานของคณะเชิ้ตสีน้ำเงินอีกครั้ง คราวนี้เขาได้พบกับฝ่ายนำของทหารจีนด้วยตัวเอง
และโชคดีที่ข้อเสนอของทสุจิเป็นผล คณะเชิ้ตสีน้ำเงินยอมรับเงื่อนไขนี้
พวกเขาประสานงานกับทางรัฐบาลจุงกิง แล้วให้สัญญากับทสุจิว่าจะส่งรถยนต์ไปรับเขาที่วัดเลียบในเวลาสามทุ่มของคืนวันที่ 28 ตุลาคม ก่อนเวลาที่พระญี่ปุ่นจะถูกกวาดต้อนเข้าสู่สถานกักกันเพียงไม่กี่ชั่วโมง
เมื่อการเจรจาลุล่วงเป็นผลสำเร็จ ทสุจิก็กลับมาเปลี่ยนชุดที่วัดเลียบโดยไม่ได้ทำพิธีสึก เนื่องจากสถานะพระสงฆ์ของเขาเป็นสถานภาพนักบวชกำมะลอมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว
เขาร่ำลาพระสงฆ์แต่ละรูป รับประทานอาหารร่วมกันเป็นการอำลา
พอแสงตะวันมืดลง ทสุจิก็แอบดอดออกจากวัดเลียบทางประตูหลังในเวลาก่อนสามทุ่มเล็กน้อย
ในมือของเขามีมีดอันคมกริบซ่อนไว้ติดตัว สัมภาระที่พกพามามีเพียงกระเป๋าหนังคู่ทุกข์คู่ยากที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกับเขามายาวนาน
เขาเดินซอกแซกหลบหลีกทหารอังกฤษที่เฝ้ายามอยู่ตามมุมต่างๆ มาจนถึงจุดนัดพบ
แต่ทว่าก็มองหารถยนต์คันใดใกล้เคียงกับพาหนะของฝ่ายจีนไม่มี
เขาหลบซ่อนอยู่ในหลุมหลบภัยใกล้บริเวณนั้น แต่แม้จะผ่านเวลาไปหลายชั่วโมง จนแล้วจนรอดก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีรถยนต์ของฝ่ายจีนมารับตัวเขาแต่อย่างใด
ระหว่างที่กำลังซุ่มเงียบอยู่ด้วยใจระทึกนั้นก็ปรากฏว่ามีเด็กน้อยคนหนึ่งเดินตามเข้ามา ไม่มีทหารคนใดมาจับกุมตัวเขา และไม่มีทหารคนใดมาช่วยเหลือเขาเช่นกัน มีแต่เพียงเด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น
ทสุจิเตรียมมีดที่ติดตัวให้พร้อม รอจังหวะที่เด็กน้อยเข้ามาถึงตัวก็จะทำการสังหารเจ้าเด็กน้อยคนนี้ทันที
จนกระทั่งพิศมองในระยะใกล้จึงจดจำได้ว่าเด็กน้อยนี้หาใช่ใครอื่นไกล แต่คือเด็กรับใช้ของวัดญี่ปุ่นนั่นเอง!
เสียงเด็กร้องถามเป็นภาษาญี่ปุ่นชัดถ้อยชัดคำดังออกมา “ท่านจะไปไหน ทำไมเปลี่ยนชุด ท่านจะหนีออกจากวัดหรืออย่างไร” เด็กคนนี้เป็นชาวไทยที่สามารถพูดญี่ปุ่นได้ เพราะทำงานให้กับวัดญี่ปุ่นมายาวนาน เด็กน้อยโผเข้ากอดทสุจิแน่น ทำให้เดนตายที่ผ่านสมรภูมิรบมาอย่างโชกโชนเกิดความลังเลว่าจะทำอย่างไรกับเด็กคนนี้ดี
ทสุจิเงื้อมีดขึ้นหมายฆ่าปิดปาก แต่เสียงในหัวก็ร้องเตือนว่าอย่าทำ เขาระงับจิตใจเอาไว้แล้วเริ่มบทสนทนา
ในที่สุดเมื่อเด็กน้อยทราบถึงความต้องการของทสุจิ เขาก็ยินดีช่วยเหลือ
ทสุจิควักเงินไทยออกจากกระเป๋า 100 บาท ซึ่งเป็นจำนวนมากโขในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมเสนอให้เด็กน้อยช่วยพาหลบหนีออกไปจากย่านวัดเลียบ
ในที่สุด เสนาธิการทสุจิก็ได้สถานที่หนีไปกบดานชั่วคราว นั่นคือบ้านของเด็กน้อยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดเลียบนั่นเอง
ที่นี่เป็นชุมชนคนไทยจึงพ้นไปจากสายตาของทหารอังกฤษได้
ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครอยู่ที่บ้านเลยในยามวิกาล เพราะเด็กน้อยอาศัยอยู่กับพี่สาวเพียงลำพัง โดยพี่สาวของเขาเป็นหญิงโสเภณีที่พอค่ำลงก็ต้องออกไปทำงานนอกบ้านเสมอ
ด้วยเหตุนี้ทสุจิจึงได้นอนหลับพักผ่อนอยู่ภายในบ้านของเด็กน้อยโดยที่ไม่มีใครระแคะระคายว่าเขาคือนายทหารระดับสูงของญี่ปุ่น ผู้ซึ่งถูกหมายหัวว่าจะตกเป็นผู้ต้องหาอาชญากรสงครามด้วย
พอถึงรุ่งสางวันที่ 29 ตุลาคม พล.ต.ทสุจิตื่นก่อนตะวันจะโผล่พ้นขอบฟ้า ให้เงินเด็กน้อยมากถึง 150 บาท แล้วรีบเผ่นออกจากบ้านของเด็กน้อยด้วยความอ่อนเพลีย เนื่องจากถูกเหลือบไรตามพื้นที่นอนอยู่เล่นงานตลอดคืน
จุดหมายของเขาคือสำนักงานของคณะเชิ้ตสีน้ำเงินเพื่อไต่ถามให้รู้แล้วรู้รอดไปว่าชะตาของเขาจะเป็นอย่างไรกันแน่
เมื่อเข้าไปถึงภายในสำนักงานก็พบกับชายจีนบางคนนอนหลับอยู่ ส่วนบางคนที่ตื่นขึ้นมาแล้วก็ได้พูดคุยกันด้วยการเขียนลงบนกระดาษ
และในที่สุดก็ได้เผชิญหน้ากับบรรดาฝ่ายนำของคณะเชิ้ตสีน้ำเงินโดยตรง
ทำให้ได้ทราบความจริงว่าเขาไม่ได้ถูกฝ่ายจีนลอยแพ แต่ที่ไม่มีใครไปรับเขาที่วัดเลียบตามนัดก็เป็นเพราะไม่สามารถแหวกวงล้อมของพวกเวรยามของฝ่ายอังกฤษไปถึงจุดนัดพบได้
ทางคณะเชิ้ตสีน้ำเงินยืนยันว่ารัฐบาลจุงกิงพร้อมอ้าแขนต้อนรับเขา ทีแรกมีความพยายามจะส่งเครื่องบินมารับตัวถึงเมืองไทย
แต่ในสถานการณ์เช่นนี้การดึงตัวทสุจิออกไปจากฝ่ายอังกฤษยังเป็นความลับ ฉะนั้น จึงต้องเดินทางไกลจากไทยเข้าสู่อินโดจีนของฝรั่งเศส แบบที่เรียกว่าเกือบจะเป็นการ “ไปตายเอาดาบหน้า” โดยเข้าสู่ดินแดนลาวก่อนเป็นอย่างแรก จากนั้นจึงลัดเลาะขึ้นเหนือไปที่เวียดนาม แล้วตัดเข้าสู่ดินแดนจีนมุ่งหน้าไปที่จุงกิง
แผนการเดินทางก็คือจะมีการส่งมอบตัวเขาให้กับทหารจีนหน่วยหนึ่งซึ่งฝังตัวอยู่ในไทยมานานแล้วให้เป็นผู้คุ้มกัน พวกเขาจะเดินทางไปพร้อมกับทสุจิทางรถไฟ โดยเริ่มต้นจากหัวลำโพงไปถึงโคราช
จากนั้นจะพักค้างคืนที่โคราชหนึ่งคืนเพื่อรอการเปลี่ยนขบวนไปตามทางรถไฟสายอีสานใต้อันมีสถานีปลายทางอยู่ที่วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
จากอุบลฯ พวกเขาจะข้ามไปสู่ดินแดนลาว แล้วลัดเลาะขึ้นไปทางเหนือเพื่อไปยังจุดนัดพบต่อไปในเวียงจันทน์ เมืองหลวงของประเทศลาว ซึ่งในขณะนั้นยังคงเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนอินโดจีนแห่งฝรั่งเศส
อ่านต่อฉบับหน้า
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
