บทความพิเศษ | สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ
520 วันบันทึกของคำจากลา
ในโลกหลังกำแพง (26)
สงกรานต์เลือด (1)
เริ่มเช้าวันใหม่ด้วยการอาบน้ำ เราเดินลงมาหยิบข้าวของตามปกติ พอไปจุดประจำเห็นพี่ก้องกำลังล้างตัวอยู่ เราก็ไปพรมน้ำใส่เบาๆ เป็นสัญญาณบอกว่าสงกรานต์เริ่มต้นขึ้นแล้ว เรามองรอบตัวพลางคิดว่าทุกอย่างก็ดูปกติดี ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิด ‘จะไปมีได้ไง คงขู่กันแหละ’ เราคิดในใจ
ขณะล้างตัว จากเสียงจอแจของเหล่าผู้คนก็เริ่มถูกกลบด้วยเสียงที่ราวกับหลุดมาจากในงานบวช หรือตามงานรถแห่ เพลงจากเสียงที่ถูกสังเคราะห์จังหวะเร้าใจ เสียงนักร้องที่คัฟเวอร์พร้อมปรับออโต้จูนจนฟังไม่รู้เรื่อง ค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเพลงฝรั่ง เพลงไทย ลูกทุ่งอีสาน ถูกเปิดสลับกันปนไปหมด เมื่อผสานรวมกับเสียงลำโพงของแดนที่อย่างกับหลุดมาจากงานวัด ทำให้แดนแห่งนี้แปรสภาพเป็น “งานบุญรถแห่” ไปในทันที
“เฮ้!!! เฮ้!!! เฮ้!!!” เริ่มดังมาจากรอบทิศ เราที่ตากผ้าแล้วกำลังเตรียมตัวไปกินข้าว ต้องเดินผ่านตรอกร้านค้า พอได้ยินเสียงอย่างกับคนจะบวกกันก็เริ่มกลัว ‘จะมีไรมั้ยวะ มันชักจะไม่ปกติแล้วสิ’
“หนุน หลบๆ ระวัง” ระหว่างล่องลอยไปกับความคิดในหัว พี่ก้องขัดจังหวะด้วยมือที่ยื่นมาขวางไม่ให้เราเดินต่อ
“ไรพี่ มีไร” เรากลับมามีสติจึงเพ่งไปข้างหน้า เห็นเหล่าผู้คนเริ่มสาดน้ำกันอยู่ แต่น้ำไรกัน กลิ่นก็แรงแถมแสบจมูกด้วย ‘น้ำปลาพริก!!! เฮ้ยที่พี่เกล้าขู่ให้ฟังนี่หว่า แม่งเล่นกันจริงเหรอวะ’ เราคิดในใจ
“เดี๋ยวเดินอ้อมไปทางห้องสมุดกัน เราไม่อยากอาบน้ำกันใหม่หรอกนะ” พี่ก้องพูดขึ้น พร้อมบั๊กที่ตามมาสมทบ พวกเราจึงกลับหลังเดินไปอีกทางในทันที
ทางข้างหลังแม้จะมีคนเล่นเหมือนกัน แต่เขาเล่นน้ำเปล่าซึ่งปลอดภัยสำหรับพวกเราที่หวังเพียงได้กินข้าวเช้าอย่างสงบ
เมื่อถึงห้องสมุด บั๊กอาสาไปเอาน้ำร้อนมาต้มมาม่ากินกัน เพราะดูรูปการณ์แล้วน่าจะไม่เป็นการดีเท่าไรที่จะออกไปไหน
“พี่ก้อง วันนี้ผมอยู่แต่ห้องสมุดนะ ข้างนอกดูไม่ค่อยปลอดภัย” เราหันไปบอกพี่ก้อง
“เราก็เหมือนกัน วันนี้ว่าจะนั่งเล่นไม่ทำไรเหมือนกัน” พี่ก้องตอบกลับ
กิจวัตรดำเนินต่อไปเมื่อบั๊กกลับมาพร้อมน้ำร้อนและถ้วยมาม่า พวกเราเปิดปลากระป๋อง ใช้ฝาหั่นมะนาว เศษพริก และกระเทียมที่เหลือมาคลุกทำ ‘ยำปลากระป๋อง’
“ทุกคนทนไปก่อนนะ เดี๋ยวเที่ยงกองทุนซื้ออาหารพิเศษให้พวกเรากินแล้ว เดี๋ยวแบ่งกัน ขนุนมาใหม่ไม่เป็นไรนะ น่าจะสั่งไม่ทัน ยังไงเดี๋ยวกินด้วยกัน” บั๊กพูดขึ้นกลางวง ทุกคนพยักหน้าตอบรับความคิดนี้ ก่อนเสียงออดเรียกเช็กยอดจะดังขึ้น
ความบ้าคลั่งเล็กๆ ที่เกิดขึ้นยุติลง ทุกคนต่างเดินมากลางสนามราวกับเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อแถวค่อยๆ สงบลง เสียงหวีดแสบแก้วหูจากลำโพงดังขึ้นทำทุกเสียงเงียบลงและหันไปหน้าเสาธงอย่างพร้อมเพรียงในทันที
“พวกมึง สงกรานต์แล้วหยุดยาว ก็ทำตัวดีๆ อย่าสร้างเรื่อง น้ำเล่นได้ไม่ว่ากัน แต่อย่าเล่นจนลืมตัว ทราบมั้ย!!!” แกถาม ก่อนตามมาด้วยเสียงตอบรับ ‘ทราบ!!!’ ที่เปล่งดังจากผู้ต้องขังทั้งแดน 6
ต้นเสียงที่มาคือผู้คุมที่รับเราในวันแรก ซึ่งทุกคนเรียกแกว่า “พ่อไมนัส” ถ้าเมื่อใดเสียงนี้ดังขึ้นทุกคนต้องฟัง ในนี้แกใหญ่ที่สุด (มั้ง เขาว่ากันมาอะนะ)
“มันจะจริงเหรอวะ?” เราคิดในใจกับคำสั่งที่ออกมาจากแก ก่อนกิจกรรมหน้าเสาธงจะดำเนินต่อจนแล้วเสร็จ
เช่นนั้นเราก็เดินกลับห้องสมุดตามปกติ ใครใคร่ซื้อของก็วิ่งไปร้านค้า ใครใคร่ทำไรก็ทำ ชีวิตคุกอะจะไปมีไร โดยเฉพาะวันหยุดด้วยยิ่งแล้วใหญ่ แต่ยังดีวันนี้ยังมีเพลงให้ฟัง ถึงจะเป็นเพลงอะไรก็ไม่รู้ก็เถอะ (ไม่ใช่แนวเราเลย) เราคิดพร้อมกับเสียงเพลงที่ค่อยๆ ถูกเร่งดังขึ้นเรื่อยๆ
เสียงครืดๆ ดังเป็นทางกลางสนาม ถึงเพลงจะดังก็ตาม ดังจนดึงความสนใจให้ไปชะโงกหน้าออกไปมองชุดลำโพงตัวใหญ่ กีตาร์ เบส คีย์บอร์ด และกลองชุด สารพัดเครื่องดนตรีถูกเคลื่อนย้ายออกมาตั้งบนศาลาปฏิบัติธรรม ‘เพิ่งรู้นะเนี่ย ในแดนมีเครื่องดนตรีเยอะขนาดนี้ ถึงสภาพจะดูเหมือนแฟรงเกนสไตน์ก็เถอะ’ เราคิดในหัว
“สงกรานต์สามวันนี้กองงานดนตรีจัดมินิคอนเสิร์ตนะ เรามีไปร้องด้วย จะร้องเพลงสามัญชนด้วยนะ” บั๊กพูดทางด้านหลัง ทำเราใจชื้น อย่างน้อยก็มีอะไรดีๆ ก่อนบั๊กจะเดินไปศาลาด้วยกับเขา
เราที่ไม่ได้อินอะไรพวกนี้เป็นทุนอยู่แล้ว ก็ได้แต่เพียงลุกๆ ก้มๆ คุ้ยหาหนังสือน่าสนใจไว้อ่านในวันข้างหน้า ตลอดเวลาชั่วโมงกว่าๆ เราเห็นคนวิ่งไปวิ่งมา มีคนเปิดประตูห้องสมุดมาถามหาคน ‘น้องๆ เห็นจ็อดบ้านรามมั้ย’ เมื่อมากขึ้นพี่อ๊อดเสมียนห้องสมุดเลยสั่งปิดล็อกประตูห้อง ให้เข้าได้แค่ผู้ช่วยและคนรู้จักเท่านั้น จึงทำให้ห้องสมุดเป็นสถานที่เงียบที่สุดในตอนนี้
ตัดไปที่ข้างนอก เราที่ต้องไปเข้าห้องน้ำด้วยความจำเป็น เลยขอให้พี่ก้องตามไปด้วย ถึงแกจะบ่นๆ ว่าไปคนเดียวไม่ได้เหรอ แต่สุดท้ายก็ตามไปด้วย พวกเราเลือกเดินอ้อมไปอีกฝั่ง เพราะจากเมื่อเช้าดูไม่น่าอภิรมย์เท่าไรถ้าจะไปทางนั้น
ตอนนี้เรากำลังปลดปล่อย ภาพตรงหน้าที่เห็นคือฟองเต็มพื้นไปหมดเลย ผู้คนตรงนั้นก็เอาฟองพวกนั้นป้ายกันไปกันมา มันจะปกติถ้าเราไม่เห็นฉากถัดไปที่มีคนสาดบางอย่างใส่กัน ‘นั่นถังข้าวหมูใช่มั้ย’ เราถามตัวเอง ‘คือเขาสาดใส่กันใช่มั้ย’ เราที่เห็นอย่างนั้นก็คลื่นไส้ในทันที
“ถังข้าวหมู” คือเศษอาหารที่เหลือต้องเอารวมไปทิ้ง แต่คนพวกนี้สาดใส่กันอย่างกับว่าเป็นเรื่องปกติ ทั้งกลิ่นข้าวที่เริ่มบูด น้ำปลาที่เหม็นคาว และกลิ่นแสบจากพริกปะทะเข้าหน้าเราพร้อมกันในทันที มันน่าขยะแขยงเกินจะจินตนาการได้
เรารีบทำธุระตัวเองให้เสร็จโดยเร็วที่สุด เรากลัว เราไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งกับพิธีกรรมบ้าๆ ที่เกิดขึ้นในที่แห่งนี้ คนปกติสามัญเขาทำกันที่ไหนล่ะ จากตรอกเล็กๆ ที่เดินผ่านเป็นปกติทุกวัน ตอนนี้มันกลายเป็นแหล่งเสื่อมทรามเกินจินตนาการไปเสียแล้ว
แต่ความบ้าคลั่งพวกนี้มันแค่เพิ่งเริ่ม มันเป็นเพียงไม่กี่ชั่วโมงแรกของวันสงกรานต์ในที่นี้
พี่ก้องกับเราเดินลัดเลาะตามทางกลับมาที่ห้องสมุดในทันที
“เชื่อเอ็งละ ไปคนเดียวไม่ได้” พี่ก้องพูดขึ้นพร้อมติดตลก
“พี่เคยเจอมาก่อนมั้ย” เราถามกลับไป
“ครั้งก่อนเจอของแดน 4 ที่ติดครั้งแรก ฟังๆ เขามา เขาเล่ากันว่าก็มีการประกวดนางนพมาศ มีเล่นดนตรี สาดน้ำ แข่งบอลนะ แต่ไม่คิดว่าแดนนี้มันจะไปสุดขนาดนี้” พี่ก้องตอบกลับตามข้อเท็จจริงที่เคยรู้
“เอาไงต่อดีล่ะพี่งี้” เราสงสัยต่อ
“เดี๋ยวรอพี่บูมกลับมาจากร้านค้า แล้วเดี๋ยวดูว่า ‘ถุงสอง’ นั่งได้มั้ย ถ้าได้ก็กินที่เดิม แต่ไม่อยากให้มากินห้องสมุดเท่าไร มันน่าเกลียดไป ดูตามสถานการณ์” พี่ก้องว่า
เราก็ได้แต่พยักหน้ารับความเห็นนั้น เพราะเราก็เพิ่งมาอยู่ ยังไม่รู้อะไรมาก ยังไงพี่บูม พี่มายด์ติดมานานกว่า คงจะมีวิธีการรับมืออะไร รอพวกเขาก่อนแล้วกัน
จนแล้วจนรอด เวลาก็ไหลผ่านไปจนอาหารมาส่ง และพี่บูมก็เดินมาบอกว่าเคลียร์ที่กินข้าวให้ได้แล้ว มานั่งกินที่เดิมได้ พวกเราเลยเคลื่อนพลไปกินข้าวเที่ยงกัน ท่ามกลางเสียงดนตรีที่อึกทึกดังไปทั่วแดน
“อ้าวๆ เมนูพิเศษมาแล้ว มีเดอะพิซซ่า กุ้งเผา และเป็ดเอ็มเคนะ เดี๋ยวมากินกันตรงกลางนะ มีเมนูปกติมาด้วย” พี่บูมพูดระหว่างจัดแจงอาหารที่มาส่ง
พร้อมกับกล่าวถึงความดีใจที่ได้กินอาหารที่มาจากข้างนอก
ในรอบหลายๆ เดือนจะมีวันสำคัญ เช่น วันสงกรานต์ วันแม่ วันพ่อ ที่เรือนจำจะจัดให้มีการสั่งอาหารเมนูพิเศษได้ตามที่กำหนด ซึ่งราคาจะสูงมากๆ แต่เป็นอาหารจากของนอก ทำให้หลายๆ คนที่มีกำลังทรัพย์สามารถซื้อและคลายความคิดถึงที่ต้องจากลาโลกภายนอกไปได้ ‘ไม่มากก็น้อย’ สำหรับพี่บูม พี่มายด์ที่ติดมาพักใหญ่ ก็ดูจะมีความสุขเป็นพิเศษนะจากอาหารมื้อนี้ ส่วนเรากับพี่ก้องที่เพิ่งเข้ามาก็ยังไม่อาจจะรับรู้ความรู้สึกเหล่านั้นได้
พิซซ่าที่เย็นชืด น้ำเป็ดที่เย็นจนจับตัวเป็นไข กุ้งที่ให้มาน้อยนิดแต่ราคาแสนแพง มันกลับเยียวยาใครบ้างคนได้จริงๆ ท่ามกลางวันอันแสนบ้าคลั่งนี้
อย่าเพิ่งดีใจได้ มันแค่วันแรก มันแค่เพิ่งเริ่ม ความจิตวิกลมันจะเริ่มในวันพรุ่งนี้ เสียงกรีดร้อง กลิ่นเลือด และการไล่ล่า มันจะทำให้เราลืมรสอันโอชะในวันนี้และมื้อต่อไปทั้งหมด และเรากล้าพูดเลยว่า นี่แหละชีวิตในคุกจริงๆ มันเริ่มต้นขึ้นแล้ว…
