Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
ฮาวทู สมองไม่หด-ลืม
จากการใช้ AI
คนเจเนอเรชั่นเดียวกับฉันขึ้นไปเป็นคนในช่วงวัยที่ได้รับประสบการณ์การค้นหาคำตอบของสิ่งที่อยากรู้มาแล้วหลายวิธี
ตั้งแต่การไล่ถามคนที่มีความรู้เรื่องนั้นๆ จนได้คำตอบที่ต้องการ การเดินเข้าห้องสมุดเพื่อค้นหาหนังสือที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการใช้ Google ที่ดูจะเป็นสุดยอดแมชชีนแห่งการช่วยค้นคว้าหาความรู้ได้อย่างรวดเร็วจนเราจินตนาการไม่ออกเลยว่าจะมีอะไรที่หาข้อมูลมาให้เราได้เร็วกว่านี้อีกบ้าง
จนมาถึงยุคของการถาม AI และได้รับคำตอบภายในเวลาไม่กี่วินาที
รวดเร็วจนเราไม่ต้องไล่หาลิงก์เพื่อคลิกเข้าไปอ่านเองแบบที่เราเสิร์ช Google มาโดยตลอดด้วยซ้ำ
ข้อดีของการมีปัญญาประดิษฐ์ช่วยหาและช่วยคิดให้ก็คือ เราได้รับไอเดียและคำตอบรวดเร็วทันใจ แต่สิ่งที่ต้องแลกมาก็คือ ‘ความสามารถในการเก็บรักษาความรู้นั้นเอาไว้’
เมื่อเราต้องขวนขวายเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นจากการถามผู้รู้ การไล่หาหนังสือทีละเล่มบนชั้น หรือการไล่คลิกลิงก์และสแกนอ่านเนื้อหาจนได้คำตอบ สิ่งเหล่านี้ช่วยฝึกฝนทักษะให้เราเก็บกักความรู้ที่ได้นั้นไว้อยู่กับตัวได้นานขึ้น
ในขณะที่การพิมพ์ถาม เพื่อให้ AI ตอบมาภายใน 3 วินาทีนั้นใช้ความพยายามน้อยเสียจนสมองเราไม่ทันได้จดจำ
ยิ่งเรารู้ว่า ต่อให้เราลืมข้อมูลที่ได้รับมา เราก็สามารถพิมพ์ถามใหม่อีกครั้งได้สบายๆ ก็ยิ่งทำให้เราไม่มีความพยายามที่จะจดจำข้อมูลเลย
ปรากฏการณ์นี้อธิบายได้ด้วยทฤษฎี Ebbinghaus forgetting curve หรือทฤษฎีที่อธิบายการลืมด้วยการใช้เส้นโค้ง
Hermann Ebbinghaus นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน อธิบายไว้ว่าหากเราไม่ได้ทบทวนข้อมูลที่เรียนรู้มา มนุษย์เราจะสามารถลืมได้อย่างรวดเร็วแค่ไหน
เมื่อสมองเราได้เรียนรู้ข้อมูลใหม่ๆ สมองจะค่อยๆ ลืมข้อมูลเหล่านั้น โดยการลืมจะเกิดขึ้นเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในช่วงแรก และหากไม่ได้รับการทบทวนเลย เราอาจจะลืมข้อมูลเหล่านั้นไปได้ถึงเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากการเรียนรู้
ในยุคที่อยากรู้อะไรก็ถาม AI ได้เลย บางคนอาจจะแย้งว่าทฤษฎีนี้จะสำคัญอะไร ในเมื่อถ้าเราลืมเราจะถามใหม่อีกกี่ครั้งก็ได้ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงก็คือ ถึงเราจะได้คำตอบจาก AI นับครั้งไม่ถ้วน แต่เรากำลังปล่อยโอกาสของการฝึกฝนสมองให้ผ่านไปอย่างน่าเสียดาย
และถ้าเราไม่ได้ฝึกทักษะการจำเอาไว้บ้าง สมองเราจะสูญเสียความสามารถในการเก็บรักษาและดึงความจำมาใช้แค่ไหน
โดยปกติเวลาเราอ่านหนังสือสักเล่มหรือเรียนรู้อะไรสักอย่าง
สมองเราก็มีแนวโน้มที่จะปล่อยให้สิ่งต่างๆ เหล่านั้นค่อยๆ เลือนหายไปอยู่แล้ว
แต่การมี AI เข้ามาเป็นปัจจัยเพิ่มเติมนั้นยิ่งเร่งกระบวนการนี้ให้แย่ลง
และสุดท้ายเราก็จะพึ่งพา AI ให้เป็นเครื่องมือช่วยคิดและช่วยจำแทนสมองของเราไปเลย
แล้วจะทำอย่างไรให้เราได้ฝึกฝนทักษะการจำและการดึงความจำเหล่านั้นมาใช้
Ebbinghaus เสนอวิธีที่เรียกว่า spaced repetition หรือการทบทวนแบบเว้นระยะ
หลังจากการเรียนรู้ครั้งแรก หากเราได้ทบทวนซ้ำก็จะเป็นการรีเซ็ตกราฟการลืมให้เส้นโค้งตกช้าลงเรื่อยๆ เช่น อาจจะแบ่งการทบทวนออกเป็นรอบสั้นๆ หลายรอบ เช่น ทบทวนหลังเรียนรู้ภายใน 20 นาที แล้วค่อยๆ เว้นระยะ ทบทวนอีกครั้งภายใน 1 วัน ตามด้วย 1 สัปดาห์ ไปจนถึง 1 เดือน
จนสิ่งที่เราเรียนรู้กลายเป็นความจำระยะยาวที่เราแทบจะไม่ลืมอีกเลย
หากนำมาปรับใช้กับการใช้งาน AI ให้ช่วยสอนหรือหาคำตอบบางอย่างให้กับเรา เราอาจจะใช้วิธีอ่านคำตอบหรือศึกษาสิ่งนั้น
จากนั้นก็ปิดคำตอบที่ได้มาจาก AI และพยายามอธิบายเรื่องนั้นซ้ำจากความเข้าใจและความจำของเราเอง
และเมื่อเวลาผ่านไปก็ทำแบบเดิมอีกเพื่อเป็นการดึงเส้นกราฟให้สูงขึ้นและให้ความรู้นั้นกลายเป็นความจำของเราให้ได้
หรืออาจจะลองใช้ Feynman Technique ที่ตั้งชื่อตามนักฟิสิกส์ชื่อดัง Richard Feynman
เริ่มจากการเลือกคอนเซ็ปต์ที่ต้องการจำ จากนั้นก็เขียนอธิบายราวกับเรากำลังสอนใครสักคนที่ไม่รู้เรื่องนั้นๆ เลย
หากติดขัด ไปต่อไม่ถูก ก็ให้กลับไปดูแหล่งข้อมูล แล้วก็เริ่มใหม่อีกครั้งแบบไม่ต้องแอบดูโน้ตที่จดไว้
วิธีนี้จะช่วยบังคับให้เราต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่รู้ หรือยอมรับความจริงว่าเราไม่รู้สิ่งที่เราคิดว่าเรารู้มาโดยตลอด การเขียนอธิบายสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะช่วยเผยให้เราเห็นว่าในสมองของเรายังไม่มีข้อมูลอะไรที่จำเป็นบ้าง
Feynman เคยพูดเอาไว้ว่า ถ้าอยากเป็นเลิศเรื่องอะไรก็ให้เราสอนเรื่องนั้น ยิ่งเราสอนเยอะเท่าไร เราก็จะยิ่งได้เรียนเยอะเท่านั้น เพราะการสอนคือเครื่องมือการเรียนรู้ที่ทรงพลังที่สุด
ถ้าทำสองวิธีนี้แล้วยังรู้สึกไม่ค่อยเก็ตเท่าไรและอยากได้ใครมาช่วย เราก็สามารถใช้ AI นี่แหละมาเป็นคนช่วยฟังเราอธิบายได้
อธิบายสิ่งที่ AI มันเพิ่งจะอธิบายให้เราฟังให้มันฟังอีกครั้ง แล้วบอกให้มันช่วยแก้ข้อผิดพลาดหรือช่วยปรับปรุงให้ดีขึ้นได้
เรียนรู้จาก AI จากนั้นก็ทบทวนสิ่งที่เรียนรู้มา แล้วให้ AI ช่วยติว ช่วยทดสอบเราอีกที
น่าจะเพียงพอที่จะช่วยปกป้องสมองของเราไม่ให้หดเล็กลงเรื่อยๆ ในยุคที่เราสามารถเลือกที่จะไม่ใช้สมองเราคิดอะไรเองได้เลย
