bg-single

กับดัก ‘โตช้า-หนี้รุม’ สแกนแผลเป็น ศก.ไทย ถึงเวลารื้อทั้งโครงสร้าง

01.11.2026

หากพูดถึงประเทศไทยแล้ว ภาพจำถัดมาที่เกิดขึ้นแบบเร็วๆ คงเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างต่างๆ ที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ จนกลายเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม

จากที่ควรวิ่งขึ้นไปแตะระดับ 5% ตามศักยภาพที่แท้จริง แต่ปัจจุบันยังคงเฉลี่ยอยู่ที่ 2% และลุ้นว่าจะติดลบหรือไม่อยู่อย่างนั้น

ต้นตอของปัญหา…ไม่ว่าจะถามจากใครก็คงมีคำตอบคล้ายๆ กันคือ การทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาที่ซุกอยู่ใต้พรม

แม้จะพยายามดึงขึ้นมาไว้เพื่อทำความสะอาดและเก็บกวาดมากเพียงใด แต่หากเป็นเพียงฉากหน้าเท่านั้น

ปัญหาจริงๆ ยังไม่ถูกขจัดให้หมดสิ้นไปได้

นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สะท้อนว่า ปัญหาหลักของประเทศไทยคือ การบริหารจัดการจากรัฐบาล การละเลยปัญหาเชิงโครงสร้างและการดำเนินนโยบายเชิงการละคร รัฐบาลมักติดอยู่ในกรอบของการเมืองเชิงการละคร ที่มุ่งสร้างวาทกรรมสวยหรูแต่ทำจริงไม่ได้ ขาดความกล้าหาญทางจริยธรรม หลีกเลี่ยงปัญหาระดับโครงสร้างที่มีความท้าทายสูง

อาทิ การขยายฐานภาษีจากผู้มีอำนาจหรือกลุ่มทุน กลไกขับเคลื่อนอยู่แค่บนกระดาษ นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจหลายอย่างไม่มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติจริง เนื่องจากติดขัดระบบราชการและการบริหารที่ไม่ดี ทั้งที่ความน่ากังวลตอนนี้มีมากกว่าเดิม โดยเฉพาะการที่ดุลบัญชีเดินสะพัดไทยอาจพลิกขาดดุล 1.2% ต่อจีดีพีในปีนี้จากที่เคยเกินดุลในปี 2568 ส่วนหนึ่งมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยภายนอกที่ไทยควบคุมได้จำกัด จึงควรเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อลดความเปราะบางในอนาคต

อย่างแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2570 แต่โอกาสดังกล่าวยังไม่ได้รับประกันว่าประเทศไทยจะเติบโตตามไปด้วย หากยังมีข้อจำกัดด้านการลงทุน ผลิตภาพ และทักษะแรงงาน ขณะที่การลงทุน AI และการค้าเทคโนโลยีอาจเป็นประโยชน์ต่อไทย

หากสามารถเชื่อมโยงผู้ประกอบการและแรงงานไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานได้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ IMF ปรับคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเหลือ 2.1% มองว่าตัวเลขดังกล่าวมีความใกล้เคียงกับการประเมินของหลายสถาบันวิจัย คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในกรอบ 2.0-2.3%

“เป้าหมายในการเติบโตที่วางไว้ให้ได้ถึง 3% นั้น ก็ถือเป็นระดับที่ประเทศไทยควรทำให้ได้ หากภาครัฐสามารถดำเนินนโยบายและทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ยในช่วง 5 ปีข้างหน้าตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 แม้เป้าหมายที่วางไว้ยังไม่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศไทยจริงๆ ก็ตาม” นณริฏระบุ

นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ยังชี้ว่า หากพิจารณาคำว่าปัญหาเชิงโครงสร้างและทำความเข้าใจให้ตรงกันนั้น ต้องยกข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่พูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้างไว้อย่างชัดเจนคือ ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจเกิดจากการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่ขาดประสิทธิภาพเป็นเวลานาน อาจเกิดจาก 3 ประเด็น ได้แก่ 1. โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ 2. ขาดการพัฒนาคุณภาพของทรัพยากร เช่น แรงงาน และ 3. กฎเกณฑ์หรือกติกาทางเศรษฐกิจไม่เอื้อให้เกิดประสิทธิภาพ

ทั้งหมดส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำหรือไม่คุ้มค่า ส่งผลให้ไม่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ เศรษฐกิจจึงเติบโตช้าและมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะยาว

โดยปัญหาเชิงโครงสร้างที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม สะท้อนจากการส่งออกไทยที่ฟื้นตัวช้าและสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีที่ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค รวมทั้งคะแนน PISA1 ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่ม OECD มากจากปัญหาคุณภาพแรงงาน และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยส่วนหนึ่งเกิดจากความสามารถในการหารายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย

ดังนั้นแนวทางในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจึงต้องคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรการผลิต อาทิ

1. การพัฒนาระบบการศึกษาและคุณภาพแรงงาน

2. การปรับกฎกติกาของภาครัฐเพื่อลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เช่น การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย และการเพิ่มขีดความสามารถของภาครัฐ

3. การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพ อาทิ ระบบคมนาคมเพื่อให้ต้นทุนด้านขนส่งลดลง

และ 4. การส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของผู้ผลิต

“ปัญหาเชิงโครงสร้างบางเรื่องสามารถแก้ไขได้เร็วหากตั้งใจลงมือทำ อาทิ การปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย และการส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม ขณะที่บางเรื่องอาจต้องใช้เวลานานและต้องอาศัยความตั้งใจจริงและต่อเนื่อง อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการศึกษา และคุณภาพแรงงาน แต่หากทำได้สำเร็จก็จะช่วยพลิกฟื้นการใช้ทรัพยากรการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว” นณริฏเน้นย้ำ

ด้านภาคเอกชนที่มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และถือว่าเป็นกระบอกเสียงแทนผู้ประกอบการ หรือธุรกิจส่วนใหญ่ อย่าง *พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย* มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือของปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤต ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

พร้อมชี้ว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่ ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง อีกทั้งยังเผชิญกับผลกระทบจากภัยพิบัติในปี 2568 ที่ยังไม่หมดลง แต่ต้องมาเจอน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ซ้ำเติมเข้าไปอีก อีกน่ากังวลว่าภาพต่อไปจะเป็นอย่างไร

ความน่ากังวลตอนนี้คือ โครงสร้างการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพมากเท่าที่ควร ขาดความต่อเนื่องและความชัดเจน รวมถึงความเชื่อมั่นจากประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตที่ทำให้ภาคเอกชนทนไม่ไหว จนต้องร่วมกับเครือข่ายภาคเอกชนเดินหน้าวาระ Zero Corruption เพราะว่าปัญหาคอร์รัปชั่นฝังลึกในระบบราชการและเศรษฐกิจไทย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายมหาศาลต่อปี ส่งผลโดยตรงต่อการลดลงของดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม (Rule of Law) และทำลายบรรยากาศการลงทุนจากต่างประเทศ

ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยยังมองว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังคือ แก้ไขต้นตอของปัญหาทั้งหมดจากการทุจริต ยกระดับการต่อต้าน เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะการเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนในประเทศก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน

“รัฐบาลต้องปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย เพื่อเดินหน้าสู่การเติบโตตามศักยภาพของตัวเอง” พจน์ทิ้งท้าย

เมื่อปัญหาถูกชี้ให้เห็นแบบเต็มตาพร้อมทางสว่างในการแก้ไข ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลแล้วที่จะแสดงให้เห็นถึงการแก้ปัญหาอย่างจริงจังและจริงใจต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กับดัก ‘โตช้า-หนี้รุม’ สแกนแผลเป็น ศก.ไทย ถึงเวลารื้อทั้งโครงสร้าง
ปรับสูตรรื้อตัวเลข GDP ใหม่ นายกฯ ‘หนู’ เกทับ IMF มั่นใจปีนี้โตเกิน 2.1%
ธอส.สินเชื่อบ้านคนละหลังพลัส
เจาะไฮไลต์ มิตซูบิชิ ปาเจโร บทใหม่ตำนานเอสยูวีแฟล็กชิป
ข้าวผัดราดหน้าไก่
19 ทอง 40 เงิน 66 ทองแดง บทสรุปเอเชี่ยนพาราไทย ยึดที่ 7 เอเชีย-เบอร์ 1 อาเซียน
ต้นสมีดีกว่าสมีพระ ใช้ทำยาแก้โรคสตรี แก้ไข้ แก้ลมพิษ ผด ผื่นคันชะงัดนัก
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 30 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2569
แฮร์รี่ เคน และบัลลงดอร์ 2026 คุณค่าที่คู่ควร?
รับรองผลเลือกตั้งประกันสังคมกับระยะเวลาอันแสนนาน
ไดอารี่ดาวแดง : นักรบนิรนามของขบวนการประชาชน (1)
‘รัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่’ (3)