รับรองผลเลือกตั้งประกันสังคมกับระยะเวลาอันแสนนาน
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
- อ่าน ก่อนจะถึงการรับรองผลการเลือกตั้ง ปริศนากระบวนการสรรหาที่ปรึกษาบอร์ดใหม่ก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง
- ชัยชนะของคนธรรมดา : เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569
- 11 ตุลาคม 2569 เลือกตั้งประกันสังคม ปราการสุดท้ายของการปฏิรูปแนวหน้าของการปฏิวัติสังคมไทย
- ใครกลัวการเลือกตั้งประกันสังคม?
- ความแตกต่างของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2566 และ 2569
- พวกเขาตัดได้แค่ต้นไม้หนึ่งต้น แต่ไม่อาจหยุดยั้งฤดูใบไม้ผลิ นิติสงครามการเลือกตั้งประกันสังคม
- คืนอำนาจให้ผู้ประกันตน : บันทึกจากห้องพิจารณาคดีถึงคำพิพากษาศาลปกครอง
ผมอยากเริ่มจากบราซิลก่อน เพราะเป็นตัวเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัดดี
บราซิลเป็นประเทศใหญ่มาก แต่การเลือกประธานาธิบดีของเขากำหนดไว้ว่าต้องมีคนได้เกิน 50% ถ้าไม่มีใครถึงก็ต้องเลือกกันรอบสอง เขาจึงต้องเลือก 2 ครั้ง คือวันที่ 5 และ 25 ตุลาคม และเขานับคะแนนไวมาก ทั้ง 2 ครั้งจบเรียบร้อยแล้ว
ประเทศใหญ่ขนาดนั้นเลือกกัน 2 รอบ ยังรู้ผลก่อนที่เราจะประกาศผลเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมรอบเดียวเสียอีก
ทั้งที่ผลของเราไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย ฝั่งผู้ประกันตน คะแนนของผู้ชนะกับผู้ที่ตามมาห่างกันเกือบ 900,000 คะแนน ฝั่งนายจ้าง คะแนนห่างกัน 10 เท่า
ตัวเลขห่างกันขนาดนี้ไม่มีคำถามเรื่องใครชนะ ไม่มีคะแนนสูสีให้ต้องนับซ้ำ
ผมจึงอดถามไม่ได้ว่า เลือกกันเดือนตุลาคม จะต้องนับคะแนนยาวไปถึงปีใหม่เลยหรือ
ก่อนจะพูดถึงเหตุผลที่ผมกังวล
ต้องเล่าให้ทุกคนเห็นก่อนว่าบอร์ดประกันสังคมทำงานกันอย่างไร
เพราะเรื่องนี้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ และมันสำคัญมาก
วาระแรกที่สำคัญของการประชุมคณะกรรมการประกันสังคมทุกชุด คือการตั้ง “อนุกรรมการ” และเลือกประธานอนุกรรมการ
ลองคิดว่าประกันสังคมเป็นประเทศหนึ่ง ซึ่งก็ใกล้เคียงประเทศขนาดกลางเลยทีเดียว ทั้งงบประมาณและจำนวนคนที่เกี่ยวข้อง
อนุกรรมการก็เทียบได้กับกระทรวง ประธานอนุกรรมการก็คล้ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้น
ลองดูว่าแต่ละกระทรวงถืออะไรอยู่
อนุกรรมการงบประมาณพิจารณาเงินบริหารงาน 5,000 ล้านบาท
อนุกรรมการบริหารการลงทุนดูกรอบการลงทุนของกองทุนที่ใหญ่ถึง 3 ล้านล้านบาท
อนุกรรมการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศดูงบประมาณระดับพันล้านบาท
อนุกรรมการสิทธิประโยชน์ดูงบสวัสดิการที่เกินแสนล้านบาท
อนุกรรมการประชาสัมพันธ์ดูงบการสื่อสารราว 300 ล้านบาท
และยังมีอีกรวมกันประมาณ 15 ชุด
สิ่งที่ผมอยากให้ผู้ประกันตนเข้าใจคือ เรื่องที่ผ่านอนุกรรมการมาแล้ว ส่วนมากจะผ่านที่ประชุมบอร์ดชุดใหญ่ เว้นแต่จะมีความเห็นต่างกันจริงๆ
นั่นแปลว่าการตัดสินใจเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในห้องเล็กๆ เหล่านี้ ใครได้นั่งในห้องไหน ใครได้เป็นประธาน คนนั้นกำหนดได้ว่าเรื่องไหนขึ้นวาระ เรื่องไหนถูกตั้งคำถาม และเรื่องไหนผ่านไปเงียบๆ
ผมเห็นกลไกนี้ทำงานมาแล้วในวาระที่ผ่านมา ตอนที่ทีมของเราเข้าไปทำงานในอนุกรรมการเหล่านี้ เราผลักดันให้ขยายสิทธิทันตกรรมจนครอบคลุมการผ่าฟันคุด ปรับเงินสงเคราะห์บุตรจาก 800 เป็น 1,000 บาทต่อเดือน และลดสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างความเสี่ยงสูงจากราว 11% เหลือ 1.59%
ผลเหล่านี้ไม่ได้มาจากการปราศรัยในห้องประชุมใหญ่
ผลเหล่านี้มาจากการนั่งอ่านเอกสารทีละหน้า ถามตัวเลขทีละบรรทัด ในห้องอนุกรรมการ และเรื่องนี้ทำให้เห็นว่าสิทธิประโยชน์ การบริหาร และการลงทุนเป็นเรื่องเดียวกันที่ตัดแยกไม่ได้
เงินที่รั่วไหลจากการบริหารที่ไม่โปร่งใสคือเงินที่ควรเป็นสิทธิประโยชน์ ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีขึ้นคือสิ่งที่ทำให้จ่ายสิทธิประโยชน์เพิ่มได้โดยไม่ต้องเพิ่มภาระให้ผู้ประกันตน
คนที่เห็นเป็นงานคนละกระทรวงจะมองไม่เห็นความเชื่อมโยงนี้ แต่คนที่อยู่ในระบบจริงรู้ดี
ทีนี้มาถึงเรื่องที่ผมกังวล
ตอนนี้ได้สัญญาณมาว่า ที่ประกาศผลช้า ช้าจนบราซิลเลือกประธานาธิบดีจบไปแล้ว 2 รอบ อาจมีความพยายามนำคุณสมบัติของว่าที่กรรมการทั้ง 14 คนมากางดูแล้วตีความกฎหมาย เพื่อสกัดไม่ให้บางคนลงไปทำหน้าที่ในอนุกรรมการ หรือไม่ให้เป็นประธานอนุกรรมการ
ผมไม่พบกฎหมายใดที่บอกให้ทำแบบนี้ การตั้งอนุกรรมการเป็นอำนาจของที่ประชุมคณะกรรมการ ไม่มีบทบัญญัติที่ให้ใครมาคัดกรองล่วงหน้าว่ากรรมการคนไหนควรไปนั่งตรงไหน
ถ้ามีการตีความเช่นนั้นจริง ก็คือการสร้างเงื่อนไขขึ้นมาเองโดยไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ
ผมหวังว่าจะไม่ใช่เรื่องจริง
และขอย้ำว่าตอนนี้ยังเป็นสัญญาณ ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ แต่เมื่อมีสัญญาณเช่นนี้ ผมเห็นว่าควรพูดออกมาก่อนที่เรื่องจะเกิดขึ้น
เพราะถ้ารอให้เกิดแล้วค่อยพูด ก็สายเกินไป
อีกเรื่องที่ต้องจับตาคือ การสรรหาที่ปรึกษา 7 คนที่จะนั่งประชุมบอร์ดประกันสังคม ซึ่งมีความพยายามสรรหาในช่วงเวลาที่ประหลาดมาก คือก่อนที่จะมีการรับรองผลและตั้งบอร์ดชุดใหม่ด้วยซ้ำ
ผมอยากให้ทุกคนจับตาดูว่าใครจะกล้ารับการสรรหาก่อนการตั้งบอร์ด เพราะคนที่ตอบรับเป็นที่ปรึกษาให้คณะกรรมการชุดที่ยังไม่ได้ถูกตั้งขึ้น ควรตอบได้ว่าเขากำลังทำงานให้ใคร
และใครเป็นผู้มอบหมายให้เขามานั่งตรงนั้น
เมื่อย้อนกลับไปที่ตัวเลข คะแนนที่ห่างกันเกือบ 900,000 ในฝั่งผู้ประกันตนมีความหมายมากกว่าผลแพ้ชนะ
มันคือคำสั่งจากผู้ประกันตนหลายแสนหลายล้านคนที่ยอมไปลงคะแนน
คนเหล่านั้นไม่ได้มอบเสียงให้ใครเพื่อให้ไปรอเฉยๆ เขามอบให้เพื่อให้ไปทำงานในห้องที่มีเงินของเขาอยู่
ทุกเดือน ผู้ประกันตนถูกหักเงินสมทบจากเงินเดือนโดยไม่ต้องมีใครมาถามว่าอยากหรือไม่
ระบบนี้อยู่ได้เพราะคนจ่ายเชื่อมั่นว่าเงินของเขาจะถูกดูแลโดยคนที่เขาเลือก เมื่อผลเลือกตั้งชัดเจนแต่ยังไม่ประกาศ ความเชื่อมั่นนั้นก็สั่นคลอนทุกวัน
หลักการที่ผมคิดว่าควรยึดมีข้อเดียว คือเมื่อประชาชนตัดสินใจแล้ว กระบวนการที่เหลือต้องเดินตามเวลาและตามกฎหมาย ประกาศผล รับรองผล เรียกประชุมนัดแรก ให้ที่ประชุมตั้งอนุกรรมการตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ และให้กรรมการที่ประชาชนเลือกลงไปทำหน้าที่ด้วยอำนาจเต็มวาระ
การประกาศรับรองผลและนำสู่การปฏิบัติหน้าที่ด้วยอำนาจเต็มวาระจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
เพื่อให้ข้อสงสัยต่างๆ หมดไป
เพื่อให้ผู้ประกันตนมั่นใจว่าเสียงของเขามีความหมาย
และเพื่อให้กองทุนที่ใหญ่ระดับ 3 ล้านล้านบาทได้กลับมามีผู้ดูแลที่ถูกเลือกมาอย่างชอบธรรมโดยเร็วที่สุด
