คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
เกษียร เตชะพีระ
- อ่าน ‘รัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่’ (1)
- ‘รัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่’ (2)
- ‘การเลือกตั้งมีไว้ทำไม?’
- อ่านบทความทั้งหมดของเกษียร เตชะพีระ คลิกที่นี่
ถึงจุดนี้ เราอาจสรุปประเด็นข้อคิดทฤษฎีเรื่องรัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่ได้ว่า จากรัฐราชสมบัติแบบเดิมล้วนๆ -> รัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมือง (Patrimonialism -> Electoral Neo-Patrimonialism)
รัฐราชสมบัติแบบเดิม (ในความคิดของ Max Weber)
o สิทธิอำนาจเป็นของส่วนบุคคล ใช้มันโดยพลการตามอำเภอใจและฝากฝังไว้ที่ตัวผู้ปกครอง (พ่อขุนอุปถัมภ์) ซึ่งถือตำแหน่งราชการและทรัพยากรของรัฐเป็นทรัพย์สินส่วนตัว (= ราชสมบัติ/patrimony)
o ความสัมพันธ์กำกับด้วยความจงรักภักดีส่วนบุคคล พฤติกรรมต่างตอบแทนและการใช้ดุลพินิจแทนที่จะถือประมวลกฎหมายนามธรรมเป็นที่ตั้ง
รัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่ (Patrimonialism + Electoral Democracy)
o ความเป็นจริงทางปฏิบัติของกรณีร่วมสมัยทั้งหลายกลายเป็นว่าเหล่าสถาบันเหตุผล-กฎหมายทางการ อาทิ รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง ศาลตุลาการ ระบบราชการ ฯลฯ ดำรงอยู่แต่ในกระดาษและเป็นที่รับรองตามกฎหมาย
o อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจการเมืองที่เป็นจริงยังคงมีลักษณะส่วนบุคคล ขับเคลื่อนโดยบรรดาเครือข่ายและความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ และระบบกินเมือง (prebendalism) ซึ่งอยู่เบื้องหลังและดำเนินงานผ่านหน้าฉากประชาธิปไตยทางการเหล่านั้น
เมื่อประกบประกอบรัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่เข้ากับฐานระบบราชการรวมศูนย์สูงแต่ด้อยเอกภาพ (An overcentralized but underunified state bureaucracy) ของไทยแต่เดิมแล้ว ก็จะมีลักษณะเด่นๆ ดังนี้ คือ
ระบบเลือกตั้งอุปถัมภ์ & ธุรกิจการเมือง
o เลือกแจกให้เฉพาะพรรคพวกฐานเสียง
o ซื้อสิทธิ์ขายเสียงต่างตอบแทน
การเมืองบ้านใหญ่ & เครือข่ายตระกูล
o บ้านใหญ่ครองเมืองสืบทอดตำแหน่ง
o ภักดีนาย & หัวหน้ามุ้ง ห้ามหมิ่นประมาท
การบริหารปกครองอย่างไม่เป็นทางการ & หลักนิติอำนาจ
o เลือกปฏิบัติบังคับใช้กฎหมาย : นิติสงคราม นิติศาสตราวุธ
o กฎหมายเป็นเครื่องมือสถาปนาอภิสิทธิ์ส่วนบุคคล & สายสัมพันธ์อุปถัมภ์ : ตุลาการธิปไตย
o เกิดการทับซ้อนกันของอำนาจอธิปไตย : มีองค์อธิปัตย์ทางการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย (ประชาชน & ตัวแทนจากการเลือกตั้งโดยประชาชน) กับองค์อธิปัตย์อย่างไม่เป็นทางการตามวัฒนธรรมของความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์กินเมืองเดิม (พ่อขุนอุปถัมภ์)
พลวัตอำนาจ
ของรัฐเลือกตั้ง
อุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่
ดร.อาสา คำภา นักวิจัยนักเขียนงานประวัติศาสตร์และการเมืองวัฒนธรรมโดดเด่นฝีมือดีของสถาบันไทยคดีศึกษา ธรรมศาสตร์ ได้เสนอไว้ในดุษฎีนิพนธ์ ซึ่งต่อมาปรับปรุงเป็นหนังสือเล่มเขื่องเรื่อง กว่าจะครองอำนาจนำ : การคลี่คลายขยายตัวของ เครือข่ายในหลวงภายใต้ปฏิสัมพันธ์ชนชั้นนำไทย ทศวรรษ 2490-2530 (2564) ว่าชนชั้นนำไทยในช่วงที่เขาศึกษามีฉันทมติร่วมกันอย่างหนึ่งคือ
แบ่งปันอำนาจและทรัพยากรสาธารณะกันกินกันใช้ ไม่ควบรวมผูกขาดอำนาจและทรัพยากรสาธารณะไว้เพียงคนเดียว/กลุ่มเดียว และหากใครละเมิดฉันทมติดังกล่าวเข้าก็จะถูกชนชั้นนำกลุ่มฝ่ายอื่นๆ รุมคัดค้านต่อต้านระดมถล่มเล่นงานจนมีอันเป็นไป…
เช่น กรณี พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบกช่วงก่อนและหลังการลุกขึ้นสู้ของนักศึกษาประชาชนเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 (น.221ff), นายกรัฐมนตรี พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ (น.365ff) เป็นต้น และรวมเลยไปถึงนายกฯ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในกาลต่อมาด้วย ดังที่คุณอาสาสรุปไว้ท้ายเล่มว่า
“กระแสสูงของ ‘พระราชอำนาจนำ’ นับตั้งแต่ครึ่งหลังทศวรรษ 2530 ต่อเนื่องถึงทศวรรษ 2540 นับเป็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ของสังคมการเมืองไทยภายใต้ ‘ฉันทมติภูมิพล’
“กระนั้น ฉันทมติพื้นฐานที่สุดของชนชั้นนำไทยคือ ‘ไม่ควบรวมอำนาจ’ ก็ยังคงความสำคัญไม่เสื่อมคลาย
“ดังจะพบว่า เมื่อ ‘พระราชอำนาจนำ’ เริ่มถูกท้าทายจากคนกลุ่มใหม่ที่ขึ้นมามีอำนาจพร้อมกับพลังสนับสนุนจากประชาชนในชนบทที่เป็นฐานเสียงไพศาลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อันเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่มุ่งสร้างภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง (Strong Prime Minister) ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแห่งพรรคไทยรักไทย (2544-2549) ถูกมองว่า ‘ควบรวมอำนาจ’ กระทั่งล้ำเส้น ‘ฉันทมติภูมิพล'” (กว่าจะครองอำนาจนำ, น.495)
พูดในภาษาของผมคือ เมื่อฉันทมติชนชั้นนำไทยดังกล่าวมาประกบประกอบเข้ากับพระราชอำนาจนำของในหลวงรัชกาลที่เก้า มันก็คลี่คลายขยายตัวเป็น -> ฉันทมติภูมิพล หรือ
นัยหนึ่ง พหุนิยมของชนชั้นนำภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์นั่นเอง
ปมประเด็นคำถามชวนคิดคือ แล้วฉันทมติชนชั้นนำไทยที่ไม่ควบรวมอำนาจดังกล่าวมาจากไหนกันหรือ?

ปรากฏว่าเมื่อเร็วๆ นี้ ศาสตราจารย์ ดร.สมเกียรติ วันทะนะ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำเสนอแก่นบุคลิกลักษณะของแนวคิดอนุรักษนิยมเอาไว้ในงานเสวนา “โฉมหน้าอนุรักษนิยมไทย : อะไรคืออนุรักษนิยม?” ณ คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 14 กันยายน ศกนี้ ซึ่งเราอาจเชื่อมโยงเข้ากับธรรมเนียมปฏิบัติ “ไม่ควบรวมอำนาจ” ของชนชั้นนำไทยได้ ดังมีความสำคัญตอนหนึ่งว่า
“…อนุรักษนิยมเนี่ยเค้าจะ sensitive มากเลยกับอะไรก็แล้วแต่ที่มันจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อนข้างจะใหญ่โต
“พูดง่ายๆ คือว่า ระบบอนุรักษนิยมเนี่ยผมคิดว่าที่ไหนๆ ในโลกนี่นะมันเกิดจากการกินแบ่ง อนุรักษนิยมคือการกินแบ่ง ใครก็ตามที่ท้าทายอนุรักษนิยมเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นเสรีนิยมหรือสังคมนิยมนะ กำลังเสนอสิ่งที่เรียกว่ากินรวบ
“เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ที่เกิดความรู้สึกคล้ายๆ กับว่าจะกินรวบนะ ถ้าคุณได้ absolute majority นะ ฉิบหายแน่คราวนี้ sensitivity ของอนุรักษนิยมก็จะรู้สึกเลยว่า เฮ้ย นี่ไม่เหมือนกับที่เราเคยอยู่กันมานะ เพราะฉะนั้นถ้าได้เสียงส่วนใหญ่เด็ดขาดเลย คุณมีรัฐบาลพรรคเดียวได้ คุณไม่ฟังเสียงคนอื่นแล้ว
“เพราะฉะนั้นในสภาวะที่ผมคิดว่ามีคนกลุ่มต่างๆ คอยคุมเชิงกันอยู่เยอะแยะมากมายอย่างนี้ ถ้าแต่ละกลุ่มเขาได้สิ่งที่เขาคิดว่าควรจะได้ตามฐานานุภาพของเขานะ อันนี้คืออนุรักษนิยม
“เพราะฉะนั้นมันไม่ได้แปลว่าอนุรักษนิยมเนี่ยมันจะหันกลับไปย้อนเอาสังคมอดีตกลับมาในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเรื่องบางเรื่องนี่เขาก้าวหน้าอย่างยิ่ง เขาทันกับยุคสมัยอย่างยิ่งนะฮะ
“แต่ว่าอย่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรที่มันมโหฬารพันลึกจนกระทั่งความเข้าใจร่วมกันแบบเก่าๆ เนี่ยมันระเนระนาดไปหมดเลย มันหวั่นไหวไปหมดเลย เพราะ react ไม่ถูก ไม่รู้จะจัดการพวกนี้ยังไงอะ”
(สมเกียรติ วันทะนะ, “อนุรักษนิยม อ่อนไหวกับการเปลี่ยนแปลง #MatichonTV”, https://www.facebook.com/watch/?ref=saved&v=1114029050964147)
อย่างไรก็ตาม ผมใคร่อยากลองเสนอว่า พลวัตอำนาจของรัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่ของไทยมีทั้งจังหวะ [ควบรวมศูนย์รวบริบอำนาจและทรัพยากร] กับจังหวะ
[กระจายแบ่งปันอำนาจและทรัพยากร] สลับกันไป โดยพลวัตสองจังหวะดังกล่าวมีฐานความเป็นจริงทางภาววิสัยรองรับมันอยู่มากกว่าแค่ธรรมเนียมวิธีคิด

