ไดอารี่ดาวแดง : นักรบนิรนามของขบวนการประชาชน (1)
คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
- อ่าน หกตุลา กึ่งศตวรรษ ยังหาทางกลับไม่ถึงบ้านหรือ
- อ่าน เศรษฐกิจการเมืองของระบบทุน ภายใต้ระบอบสฤษดิ์
- อ่าน การเมืองไทยในระบอบสฤษดิ์
- อ่าน การเมืองไทยภายใต้ ‘ระบอบ’ ต่างๆ
- อ่าน ‘ผีใช้ได้ค่ะ’ การเมืองไทยในทฤษฎี ‘ผีนิยม’
- อ่านบทความทั้งหมดของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คลิกที่นี่
การรำลึกเหตุการณ์สังหารโหดวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ครบรอบ 50 ปีนี้ มีความเคลื่อนไหวใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
นั่นคือมีการเล่า พูด คุย เขียน พิมพ์ และวิจารณ์ผ่านสื่อดิจิทัลมากมาย
ที่โดดเด่นและมีความหมายมากคือการแสดงละครเรื่อง “ศาลจำลอง” ซึ่งคงได้นำมาพูดคุยกันในเวลาต่อไป
สัปดาห์นี้ผมอยากนำเรื่องประสบการณ์การเข้าป่าและร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)
คนที่เปิดประเด็นเรื่องนี้ที่ผมคิดว่ามีกระแสพอควรคือ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (สศจ.) ที่กล่าวย้ำหลายครั้งว่าเขาได้เคยเปิดประเด็นนี้มาก่อนแล้ว แต่ไม่มีใครตอบรับ หากยังพยายามปฏิเสธหรือหักล้างข้ออ้างของเขามาตลอด
กระทั่งมาถึงวาระครบ 50 ปีของกรณี 6 ตุลา ที่องค์ประกอบของเรื่องเล่านั้นได้ยกระดับและพัฒนาจากปริมาณสู่ขั้นที่เปลี่ยนเป็นคุณภาพ
นั่นคือการออกมาร่วมยอมรับในการเข้าร่วมการต่อสู้ในพื้นที่และอุดมการณ์ใหม่ภายใต้การนำของ พคท. ทำให้ผมสามารถนำเรื่องราวส่วนที่ได้ประสบโดยตนเองออกมาได้
ก่อนหน้านี้ผมได้เล่าถึงความเป็นมาของการตัดสินใจเข้าป่าไปแล้ว คราวนี้ขอนำภาพประทับใจอีกด้านมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเติมเต็มประสบการณ์อันแหวกแนวและไม่เคยคิดว่าจะได้พบเห็นในชีวิตปกติ
เรื่องต่อไปที่ผมอยากเล่าไม่ใช่เรื่องของผมหรือของคนในเมือง
หากแต่เป็นเรื่องของสหายที่เป็นชนชั้นพื้นฐานของการปฏิวัติ คือชาวนาและกรรมกรที่ตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติ
ความประทับใจแรกที่มีต่อสหายพรรคฯ คือ ในวันแรกของการเดินทางเข้าเขตป่าเขาอย่างจริงจัง หลังจากพวกลี้ภัยขวา (หอย) จากเมืองกรุงหลังการสังหารโหดวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และตามมาด้วยการรัฐประหารในนามของคณะปฏิรูปการปกครอง พวกเหยื่อและคนที่คิดว่าเป็นเหยื่อของการปราบปรามก็มาหลบรวมกันในเขตจรยุทธ์ของพรรคคอมมิวนิสต์มลายาในฝั่งไทย ไม่ไกลจากสะบ้าย้อย
เมื่อได้จำนวนมากพอสมควรราว 30 คน ฝ่ายนำของ พคท.ในเขต 2 สงขลาก็กำหนดการเดินทางเข้าสู่เขตป่าเขา เพื่อทำให้การจัดการเรื่องที่พักและอาหารและการดำเนินชีวิตของนักสู้ปฏิวัติรุ่นใหม่สามารถเป็นจริงได้เสียที
พวกเราออกเดินทางเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าและแนวป่า แกนนำคะเนว่า เมื่อถึงจุดที่อันตรายคือผ่านใกล้หมู่บ้านก็จะราวเที่ยงคืน ซึ่งชาวบ้านคงนอนหลับกันหมดแล้ว โอกาสจะได้ยินเสียงหรืออาจมองเห็นร่องรอยของการเดินเท้าที่ผ่านบ้านของคนหลายสิบคนคงน้อยลง
แต่ผู้นำทางอดกลั้นหายใจไม่ได้ เพราะทำอย่างไรก็ต้องมีเสียงที่ผิดสังเกตได้
พอใกล้ผ่านหมู่บ้าน สหายนำก็กระซิบให้เดินอย่างเงียบและเบาที่สุด ทุกคนกลั้นหายใจเพราะกลัวว่าเสียงหายใจอาจดังไปถึงคนในหมู่บ้านได้ ไม่มีการใช้ไฟนำทางเลยตลอดทาง อาศัยการดูดาวและแนวป่าของสหายที่ชำนาญป่า
หลายวันต่อมาผมได้ทราบว่า ในคืนนั้นการเดินทางขึ้นเขาของพวกเรานั้นได้เสียลับไปแล้ว บ้านหลังท้ายที่เรารีบจ้ำเท้าผ่านอย่างเร็วคือบ้านกำนัน ซึ่งเป็นผู้ไปรายงานเรื่องนี้ต่อทางการ ซึ่งจะมีผลต่อการเดินทางเข้ามาของกลุ่มลี้ภัยที่สองซึ่งมีผู้นำกลุ่มกรรมกร คือยุค ศรีอารยะ (เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ) และคณะกรรมกรฮาร่าภายใต้การนำพาของคุณมด (วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์) จะเข้ามาด้วย
เราเดินฝ่าความมืดและราวป่าโขดหินกระทั่งวันรุ่งขึ้น นักปฏิวัติหน้าใหม่พากันอ่อนระโหยโรยแรงไปตามๆ กัน
หลายคนอาจเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องเดินป่าอย่างน่าหวาดกลัว เพราะไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเจออะไร
ผมก็เหนื่อยและหิวน้ำกว่าจะเจอลำธารเล็กๆ ซ่อนอยู่ในหลืบเขา
จนเย็น ผู้นำทางถึงให้สัญญาณว่าพักนอนที่นี่หนึ่งคืนแล้วค่อยเดินต่อในวันรุ่งขึ้น ระหว่างทางมีฝนตกทำให้ทางเดินเต็มไปด้วยโคลน แม้บริเวณที่พักชั่วคราวก็ลาดชัน
สหายช่วยผูกที่นอนเปลผ้าใบให้ระหว่างต้นไม้สองต้น ผมปีนขึ้นไปนั่งบนเปล แต่ไม่มีแรงเดินลงไปที่ลำห้วยเพื่อล้างขาและร่างกาย เพราะทางเดินชันและมีดินโคลนเต็มไปหมด หากเดินกลับมาก็สกปรกอีก ผมจึงขอนอนเลย
คุณเพียงสหายหญิงร่างเล็กแต่แกร่งมาดูสภาพผม เมื่อเห็นผมไม่อาจลงไปล้างขาได้ เธอก็นำน้ำมาทำการชำระล้างเท้าให้สะอาด
ผมตะลึงเพราะคิดไม่ถึงว่าจะเจอสภาพนี้ ห้ามก็ไม่ทัน เพราะเธอทำอย่างรวดเร็ว ได้แต่กล่าวขอบคุณจากใจจริง
คิดว่านั่นคงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่มีคนมาล้างเท้าให้ผมก่อนนอน
นี่เป็นบทเรียนแรกของจิตใจปฏิวัติที่ไม่อาจลืมได้
ราวเที่ยงของวันรุ่งขึ้นเราก็เดินทางถึงค่ายที่พักบนควนแถวสะบ้าย้อย ซึ่งสหายเก่าได้ขึ้นมาตระเตรียมและจัดการปลูกขนำ โรงครัว โรงอาหาร ห้องเรียน ห้องประชุม และลานกีฬาขนาดเล็กกว่าสนามบาสเกตบอลสำหรับรวมพลตอนเช้าและเย็น
สหายทั้งหญิงและชายที่เป็นโสดนอนรวมกันในเรือนรวมใหญ่อยู่คนละทิศ
ส่วนสหายที่มีครอบครัวก็มีเรือนหรือขนำเล็กๆ ให้แยกกันไป
เรือนพักเรียงรายอยู่รอบลานประชุม ซึ่งรับแสงแดดส่องเข้ามาได้ แต่พ้นจากบริเวณนี้มีต้นไม้ใหญ่ซ้อนทับกันเป็นชั้นคลุมเพื่อไม่ให้มองเห็นจากทางอากาศ
คุณทิ้งสหายลูกที่มาจากสะบ้าย้อยอธิบายวิธีการเลือกหาที่พักให้ปลอดภัยจากกำลังของทางการ ทั้งทางภาคพื้นดินและทางอากาศ ข้อสำคัญยิ่งสำหรับการเลือกที่พักไม่ว่าจรหรือประจำต้องใกล้แหล่งน้ำ
นี่คือภูมิรัฐศาสตร์พื้นฐานของการตั้งชุมชนทั่วโลกก็ว่าได้
ในค่ายเรามีแกนนำและจัดตั้งที่เป็นฝ่ายทหารและฝ่ายการเมือง จัดตั้งสูงสุดคือคุณชาติ และรองลงมาคือคุณดุลย์ ทั้งสองคนเป็นสหายที่ทำงานกับ พคท.มาหลายสิบปี เรียกว่าเป็นระดับแกนนำ ทั้งสองเป็นคนเมือง
คุณชาติมาจากสุราษฎร์ธานี เคยทำการค้าขายบ้าง มีความรู้รอบด้านพอควรทั้งการเมืองในและต่างประเทศ ลักษณะท่าทางภูมิฐาน เป็นผู้ประกอบการธุรกิจในเมืองได้
คุณดุลย์เป็นลูกจีนพูดไทยชัดแจ๋ว ทำงานกรรมกรในกรุงเทพฯ มาก่อน จนเมื่อพรรคฯ เปลี่ยนยุทธศาสตร์การต่อสู้จากเมืองมาสู่ชนบท คุณดุลย์จึงย้ายออกจากเมืองเข้าสู่เขตป่าเขาและมาประจำที่เขตนี้ เพราะต้องติดต่อกับสหายนำของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) ด้วยการใช้ภาษาจีน
บุคลิกของสองจัดตั้งต่างกัน คุณชาตินุ่มนวลและใจเย็นกว่า มีวาทศิลป์ในการพูดและเข้าหาบรรดาแกนนำนักศึกษาและกรรมกรจากกรุงเทพฯ ที่เข้าร่วมในเวลาต่อมาได้อย่างดี
ในขณะที่คุณดุลย์ออกจะโผงผาง พูดเสียงดังและตรงไปตรงมา ทำให้เกิดลักษณะการพูดและให้การศึกษาแบบขวานผ่าซากต่อหน้านิสิตนักศึกษาและกรรมกรหลายครั้ง ทำให้บรรยากาศของการอยู่ร่วมกันระหว่างชนชั้นและประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกันดำเนินไปไม่ค่อยสดใสนัก
แต่คุณดุลย์ก็มีใจเปิดกว้าง เมื่อภายหลังทราบว่าท่าทีและการแสดงออกของเขาไม่เป็นที่ยอมรับและไม่เข้ากับบริบทของผู้ที่มาใหม่ แกก็ออกมากล่าวขอโทษและวิจารณ์ตนเอง
โดยรวมการนำของจัดตั้งในเขตนี้จึงก้าวผ่านความขัดแย้งและความไม่ลงรอยกันในหลายครั้งไปได้ แม้จะกระดอนกระโดกไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงกับทำให้การดำเนินงานของเขตงานทั้งหมดอัมพาตหรือแตกเป็นเสี่ยงๆ ไป
กระทั่งเมื่อเกิดวิกฤตของฝ่ายนำเองนั่นแหละ ที่สภาพการณ์ภายในเขตงานถึงกับง่อนแง่นเสียศูนย์ เรื่องนี้ผมจะเล่าให้ฟังในตอนท้าย
แกนนำของพรรคฯ ฝ่ายทหาร มีคุณนิกรเป็นผู้บัญชาหนึ่งคน ต่อมาจะมีสหายสมชายจากสุราษฎร์ฯ มาร่วมอีกคน เพราะต้องการยกระดับการทำงานทางการทหารของเขตงาน เพื่อตอบรับคำชี้แนะของศูนย์กลางพรรคฯ ที่ให้ยกระดับการปฏิบัติด้านการทหาร เพื่อรับสถานการณ์ใหม่ภายหลังการร่วมในวนาของนักศึกษาและปัญญาชนจากนาคร
คุณนิกรจากสุราษฎร์ฯ เป็นจัดตั้งดูแลการทหารของเขต พื้นฐานจากชาวนา ลักษณะเด่นคือเป็นคนสุขุมเยือกเย็นกระทั่งไม่พูดจาทั้งทีเล่นและจริงเลยหากไม่ใช่เรื่องงาน แทบเรียกว่าเป็นเตมีย์ใบ้ได้ นับคำพูดที่ออกจากปากคุณนิกรได้ในแต่ละวัน
แต่ในช่วงที่สหายในเมืองกับในชนบทเริ่มมีปากมีเสียงกัน คุณนิกรเล่าให้ฟังว่าอดจะคับข้องใจไม่ได้ เพื่อไม่ให้ต้องทำอะไรที่ขัดหลักการ แกจึงถือปืนออกไปล่าสัตว์เพื่อมาเป็นอาหารทุกเช้า ก่อนที่พวกเราจะตื่น กลับมาก็หลังจากกินข้าวเช้ากันไปแล้ว ทำให้โอกาสในการพบหน้าสังสรรค์กันกับคนอื่นๆ ในค่ายแทบไม่มี
นั่นเป็นวิธีการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองในค่ายของคุณนิกร
เมียคุณนิกรคือสหายณา เป็นพลาธิการของค่าย มีหน้าที่ดูแลการจับจ่ายใช้สอยข้าวของเครื่องใช้ไปถึงยาสูบและสบู่ที่คนจะมาเบิกเอาจากพลาฯ
คุณณาต้องรับผิดชอบในการสนองตอบความต้องการของสมาชิกให้ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมกำกับการใช้จ่ายไม่ให้ฟุ่มเพือยเกินไป เพราะข้าวของทุกอย่างต้องแบกและหาทางลำเลียงจากหมู่บ้านขึ้นมาด้วยความยากลำบาก
แกจึงต้องซักถามว่าทำไมใช้หมดเร็วจัง คนอื่นไม่เห็นใช้มากอย่างนี้
ไม่ต้องสงสัยว่าในเวลาประชุม กลุ่มที่คุณณาร่วมอยู่ด้วยจะมีการวิพากษ์และวิจารณ์ท่าทีของคุณณาอย่างหนัก
ต่อมาผมจึงทราบว่า สหายเพียงที่เคยล้างเท้าผมนั้นแท้จริงแล้วมีฐานะเป็นสมาชิกพรรคฯ คนหนึ่ง
หลังจากได้ใช้ชีวิตกับชาวคอมมิวนิสต์พักหนึ่ง ผมจึงพอเข้าใจเรื่องความสำคัญของสมาชิกพรรคฯ นี่เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง
เพราะเป็นตำแหน่งที่ได้มายากยิ่ง ไม่มีการสมัครหรือขอ หากแต่ได้มาจากการแนะนำภายในพรรคกันเองโดยผู้ที่เป็นสมาชิกก่อนแล้ว ได้ทำการติดตามและค้นหาคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและเข้าเกณฑ์
จากนั้นจึงทำการทดสอบกระทั่งแน่ใจก็เสนอต่อหน่วยพรรคในเขต หลังจากหน่วยพรรคอนุมัติก็ดำเนินการทาบทามผู้ที่อยู่ในเป้าหมายต่อไป
โดยทั่วไปการเสาะหาสมาชิกเริ่มจากการหาคนที่จะเหมาะสมเป็นสันนิบาตเยาวชนหรือ “ย.” ก่อน
หลังจากผ่านการเป็น “ย.” แล้ว ขั้นต่อไปถึงจะได้เป็น “ส.” หรือสมาชิก
นี่เป็นแนวทางการสร้างพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งใช้กันทั่้วไปในหมู่ชาวคอมมิวนิสต์ทั่วโลก
การที่รู้ว่าคุณเพียงเป็นสมาชิกพรรคทำให้ผมเริ่มตระหนักถึงความเป็นคอมมิวนิสต์ในด้านบวกและเป็นรูปธรรมมากขึ้น จากแต่ก่อนที่คิดว่าคงแค่กล้าสู้และไม่กลัวความยากลำบากใดๆ กระทั่งความตาย มาสู่มิติของความเป็นมนุษย์ที่แท้ที่เหนือการเมือง
(ยังมีต่อ)
