เปิดใจ ‘วิทวัต ปัญจมะวัต’ ซี 11 ป้ายแดง คุมบังเหียนอาชีวะ
| การศึกษา
ถูกจับตาตั้งแต่มีชื่อติดโผ ขึ้นแท่นหนึ่งในซี 11 ป้ายแดงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำหรับนายวิทวัต ปัญจมะวัต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ในขณะนั้น ก่อนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไฟเขียว ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กอศ. แทนนายยศพล เวณุโกเศศ ที่เกษียณอายุราชการไปเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา
เป็นลูกหม้อเต็งหนึ่ง นั่งคุมบังเหียนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งเป็นกลไกหลักในการผลิตกำลังคนตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ
โดยภายหลังนายวิทวัตเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ กอศ. ได้ประกาศทิศทางการทำงานที่มุ่งปรับระบบบริหารจัดการภายในองค์กร ควบคู่กับการปฏิรูปการเรียนการสอน โดยใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมจากการทำงานด้านแผนและงบประมาณใน สอศ. มาเกือบ 30 ปี เป็นฐานในการขับเคลื่อนนโยบาย
หนึ่งในแนวทางที่เริ่มดำเนินการแล้ว คือการปรับวิธีจัดหาครุภัณฑ์จากการจัดซื้อมาเป็นการเช่าในรายการที่เหมาะสม โดยก่อนหน้านี้ได้ยกเลิกการจัดซื้อรถตู้และเปลี่ยนมาใช้วิธีเช่าแทน เพื่อลดภาระค่าซ่อมบำรุง และทำให้สถานศึกษามีรถพร้อมใช้งานตามรอบการเปลี่ยนรถที่กำหนดไว้ทุก 5 ปี
ส่วนการจัดหาคอมพิวเตอร์ เตรียมปรับจากการซื้อเป็นการเช่าเช่นกัน โดยคาดว่าจะเริ่มในปีงบประมาณ 2571 เนื่องจากอุปกรณ์เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว หากจัดซื้อแล้วใช้งานไปหลายปีอาจล้าสมัย ขณะที่การเช่าจะช่วยลดภาระการซ่อมบำรุงและทำให้สามารถปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้ทันสมัยได้ง่ายขึ้น
เบื้องต้นวางแผนให้เช่าคอมพิวเตอร์ประมาณ 30 เครื่องต่อวิทยาลัย หรือเทียบเท่า 1 ห้องเรียน ในวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั้ง 433 แห่ง ก่อนขยายผลอย่างต่อเนื่องตามความพร้อมและแผนดำเนินงาน
นอกจากการบริหารงบประมาณแล้ว ยังเตรียมปรับโครงสร้างการทำงานภายใน สอศ.ให้กระจายอำนาจและความรับผิดชอบชัดเจนขึ้น
โดยมอบหมายให้รองเลขาธิการและที่ปรึกษารับผิดชอบกำกับดูแลหน่วยงานอย่างน้อยคนละ 1 สำนัก เพื่อให้การตัดสินใจและแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่กระจุกตัวอยู่ที่เลขาธิการ กอศ.เพียงคนเดียว
อีกประเด็นที่ให้ความสำคัญคือ ความปลอดภัยของนักเรียนอาชีวะ โดยเตรียมนำศูนย์ระงับเหตุทะเลาะวิวาทกลับมาดำเนินงานในรูปแบบหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ทำหน้าที่ประสานงานและเข้าระงับเหตุได้ตลอด 24 ชั่วโมง
พร้อมผนวกภารกิจป้องกันยาเสพติดและโครงการ To Be Number One เข้าไว้ด้วยกัน โดยเน้นการป้องกันมากกว่าการปราบปราม
ขณะเดียวกัน เตรียมจัดตั้งศูนย์ความปลอดภัย 4 มุมเมือง เพื่อกระจายกำลังดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่
วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง ดูแลด้านเหนือ
วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ ดูแลด้านใต้
วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี ดูแลด้านตะวันออก
และวิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม ดูแลด้านตะวันตก
เพื่อให้สามารถเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ด้านการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน วางไว้ 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ลดภาระงานครู และการพัฒนาการจัดการศึกษาระบบทวิภาคี
สำหรับ AI ต้องการให้ครูนำมาใช้ตั้งแต่การเตรียมแผนการสอน จัดทำใบงานและสไลด์ประกอบการเรียน ออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ ไปจนถึงวิเคราะห์ผลการเรียน เพื่อคืนเวลาให้ครูได้พัฒนาทักษะของตนเองและดูแลผู้เรียนได้มากขึ้น อีกทั้งช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการสอนระหว่างวิทยาลัยขนาดใหญ่ในเมืองกับวิทยาลัยการอาชีพในต่างอำเภอ
ยกระดับจัดการศึกษาระบบทวิภาคี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ นายวิทวัตระบุว่า ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ กอศ. ได้ผลักดันงบประมาณสนับสนุนจากเดิมปีละ 23 ล้านบาท เพิ่มเป็น 190 ล้านบาท และจะเดินหน้าพัฒนามาตรฐานการเตรียมความพร้อมก่อนส่งนักเรียนออกฝึกงาน
ขณะเดียวกัน จะปรับรูปแบบความร่วมมือกับภาคเอกชน จากการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จำนวนมากแต่ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ มาเป็นการสร้างพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง ตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตร การฝึกทักษะ ไปจนถึงการรับผู้เรียนเข้าทำงานหลังสำเร็จการศึกษา
“เราต้องการให้ความร่วมมือกับสถานประกอบการเกิดผลจริง ไม่ใช่มีเพียงตัวเลข MOU แต่ต้องเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่น และช่วยให้เด็กได้ทักษะตรงกับการทำงานจริง เรียนจบแล้วมีงานทำ” เลขาธิการกอศ.กล่าว
นายวิทวัตกล่าวต่อว่า ส่วนเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนอาชีวะเมื่อเทียบกับสายสามัญนั้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและอัตราการเกิดที่ลดลงทำให้การเพิ่มจำนวนผู้เรียนเป็นโจทย์ที่ควบคุมได้ยาก จึงต้องปรับแนวคิดจากการมุ่งเพิ่มปริมาณมาเป็นการยกระดับคุณภาพ
“ผมเชื่อว่าหากเราพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ ผู้ปกครองก็จะไว้วางใจส่งบุตรหลานเข้ามาเรียน เหมือนคำเปรียบที่ว่า อย่าวิ่งไล่จับผีเสื้อ เพราะจะเหนื่อย แต่จงสร้างสวนดอกไม้ให้สวย แล้วผีเสื้อจะบินมาเอง”
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่เน้นว่า ผู้เรียนต้องมีงานทำ โดย สอศ.ต้องทบทวนสาขาวิชาที่เปิดสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน สาขาที่ไม่ตอบโจทย์อาจต้องทยอยปรับหรือยุติการจัดการศึกษา ขณะที่สาขาใหม่ซึ่งเป็นที่ต้องการของประเทศต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
สาขาที่มีแนวโน้มตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์และวงจรไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบราง และการบิน ซึ่งล้วนต้องการกำลังคนที่มีทักษะเฉพาะทางและปรับตัวทันเทคโนโลยี
อีกสาขาที่มีความสำคัญมากขึ้นคือ การบริบาลและดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ซึ่งสอดรับกับการเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยอาจพัฒนาหลักสูตรแบบโมดูล (Module) ให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ทักษะเฉพาะด้านและนำไปประกอบอาชีพได้ทันที ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการเรียนเพื่อให้ได้วุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว
ขณะที่การพัฒนาสถาบันการอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรี จะเน้นการปรับหลักสูตรให้ทันสมัย โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและไอที จากเดิมที่ทบทวนหลักสูตรทุก 5 ปี จะปรับเป็นการพิจารณาทบทวนทุกปี เพื่อลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรียนกับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ พร้อมเพิ่มสัดส่วนการฝึกทักษะวิชาชีพที่นำไปใช้ได้จริง
ในระยะเวลาอีกประมาณ 3 ปีก่อนเกษียณอายุราชการ ตั้งเป้าปรับโครงสร้างองค์กรให้ทันสมัย จัดตั้งศูนย์ความร่วมมือกับต่างประเทศอย่างเป็นทางการ และผลักดันการทำงานร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (กรอ.อศ.) ให้มีบทบาทในการกำหนดทิศทางการผลิตกำลังคนมากขึ้น
อีกภารกิจสำคัญคือ การยกระดับการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ให้สามารถสร้างอาชีพและรายได้เพื่อพึ่งพาตนเองได้ รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารภายในองค์กร และยกระดับคุณภาพการศึกษาให้มีมาตรฐานอย่างเท่าเทียมทั้งสถานศึกษาของรัฐและเอกชน
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจัดทำข้อสอบกลางวัดสมรรถนะก่อนสำเร็จการศึกษา ทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โดยเปิดให้สถานประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานและประเมินทักษะของผู้เรียน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานจริง
“การทำงานยุคใหม่ต้องกล้าคิด กล้าทำ และกล้าเปลี่ยน ต้องทดลองทำแล้วประเมินผลทุก 3-6 เดือน หากไม่สำเร็จก็ต้องพร้อมปรับเปลี่ยน เพราะการทำวิธีเดิมจะได้ผลลัพธ์แบบเดิมเสมอ”
เป้าหมายของการปั้นอาชีวะยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้เรียน แต่คือการสร้างคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของประเทศ มีคุณภาพ และพร้อมทำงานจริง เพื่อให้อาชีวะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
