จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

ฉบับที่แล้วทิ้งท้ายด้วยพระอภัยมณีด่าไฟแลบใส่นางผีเสื้อสมุทรว่า

“เขาเบือนเบื่อเหลือเกลียดขี้เกียจตอบ ยังขืนปลอบปลุกปล้ำอีส่ำสาม

ทำแสนแง่แสนงอนฉะอ้อนความ แพศยาบ้ากามกวนอารมณ์”

นิทานคำกลอนเรื่อง “พระอภัยมณี” ใช้คำ ‘ส่ำสาม’ คู่กับ ‘แพศยา’ ไม่ต่างกับ “กากีกลอนสุภาพ” ท้าวพรหมทัตบริภาษนางกากีพระมเหสีว่ามีอะไรๆ กับผู้ชายถึงสามคน เริ่มจากพระองค์เอง พระยาครุฑ คนธรรพ์

“หนึ่งแล้วสองเล่าเจ้าซ้ำสาม ช่างทำงามพักตราน่ารับขวัญ

เมื่อเป็นหญิงแพศยาอาธรรม์ จะให้เลี้ยงนางนั้นประการใด”

ทำนองเดียวกับบทละครนอกเรื่อง “ไกรทอง” นางตะเภาทองด่านางจระเข้วิมาลา (ที่ไกรทองแอบพามาอยู่กิน) อย่างสาดเสียเทเสียเพราะพิษรักแรงหึง วิมาลาเป็นทั้งเมียจระเข้ คือ พระยาชาละวัน และเมียมนุษย์ คือ ไกรทอง แม้มีผัวแค่สอง แต่ก็ถูกด่าว่า ‘ส่ำสาม’

“ไม่เหมือนอีอุบาทว์ชาติกุมภีล์ ตัวกะลีกะลำส่ำสาม

ลอยหน้าลอยตาว่าข้างาม แต่งจริตติดตามผัวกูมา

กูจะว่าให้สาสมใจ อีจัญไรร้อยแปดแพศยา”

สังเกตไหมว่าจะ ‘ซ้ำสาม’ หรือ ‘ส่ำสาม’ ความหมายก็ครือๆ กัน หมายถึงมีหลายผัว มีตั้งแต่สองขึ้นไปจนถึงสาม จำนวนผัวทำให้หญิงที่ว่า กลายเป็น ‘หญิงแพศยา’ ไปโดยปริยาย

คำว่า ‘ซ้ำสาม’ และ ‘ส่ำสาม’ น่าจะใช้แทนกันได้ ลองพิจารณา “มหาเวสสันดรชาดก” กัณฑ์ชูชก ทั้งสองสำนวนล้วนเกี่ยวกับวัดสังข์กระจาย มีถ้อยคำสำนวนต่างกันอยู่บ้าง บรรดานางพราหมณีโกรธแค้นสาวน้อยอมิตตดาที่ปรนนิบัติชูชกผัวชราเกินหน้าเกินตาเสียจนพวกนางถูกผัวตัวเองกระหน่ำด่า

สำนวนแรกใช้ ‘ส่ำสาม’ สำนวนหลังใช้ ‘ซ้ำสาม’ กับนางอมิตตดา สื่อความหมายว่า นางมีผัวเยอะ ผ่านผู้ชายมาหลายที่ ทั้งๆ ที่มีแค่ชูชกเท่านั้น

สำนวนแรก ความ วัดสังกระจาย (จากต้นฉบับ vajirayana.org)

“มันให้เกิดกุลีลั่นสนั่นไปแล้วสิ้นทั้งบ้าน วันนี้มันช่างร้ายรุกรานรอมันไม่ติด หรือว่ามันยัดห่ายาพิษอะไรเข้าไป เรามิรู้มันได้มันจึงร้ายขึ้นจริงๆ นี่เราจะนิ่งเสียหละหรือหือหาอีชาวเรา ทั้งนี้ก็เพราะใครเล่า เพราะอีสาวส่ำสามซัดเซบ้าน ผัวเราจึงรุกรานร้ายขึ้นถึงเพียงนี้” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

สำนวนหลัง สำนักวัดสังข์กระจาย (จาก “มหาเวสสันดรชาดก” องค์การค้าของคุรุสภา)

“มันสนั่นขึ้นแล้วอยู่ทั้งบ้าน วันนี้นี่มันร้ายรุกรานเราเข้ารอมันไม่ติด เออกูก็รอมันไม่ติด หรือว่ามันยัดยาพิษกินอะไรเข้าไป เรามิรู้มันได้มันจึ่งร้ายขึ้นจริงๆ เราจะนิ่งเสียหรือหือหานะอี่ชาวเรา ทั้งนี้ก็เพราะใครเล่า เพราะอีสาวซ้ำสามซัดเซบ้าน มันให้เกิดความรำคาญแค้นถึงเพียงนี้”

(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ก่อนจะไปถึงคำว่า ‘ส่ำสาม’ และ ‘ซ้ำสาม’ ลองสังเกตความหมายของคำว่า ‘สำ’ และ ‘ซ้ำ’ กันก่อน “อักขราภิธานศรับท์” ของหมอบรัดเลย์ อธิบายความหมายของคำว่า ‘สำ’ และ ‘ซ้ำ’ ซึ่งใกล้เคียงกันมาก

“สำ, สำกัน, คือ อาการที่ซ้ำสะสมลง, เช่น เรือไปมากถึงที่น้ำน้อยคลองตื้นเดิมติดเก้าลำสิบลำ, ครั้นติดอยู่หลายเวลา เรืออื่นมาอีกว่า เรือสำมาๆ นั้น

ซ้ำ, บ่อยๆ, คือความที่ว่าแล้วว่าอีก, ฤๅมาแล้วมาอีกบ่อยๆ, เหมือนอย่างคนที่ว่าหลายหน, ฤๅมาหลายหน เปนต้นนั้น” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

เป็นไปได้ไหมที่คำว่า ‘สำ’ จะกลายเป็น ‘ส่ำ’ และ ‘ซ้ำ’ ในที่สุด ความหมายยังคงเดิม คือ อาการที่ซ้ำสะสมลง หมายถึงทำอะไรซ้ำๆ เหมือนอย่างที่เคยทำนั่นแหละ

ภาพจิตรกรรมเชิงสังวาสที่ วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี

ดังจะเห็นได้จากบทละครเรื่อง “จันทโครบ” พระอินทร์ด่าประจานความชั่วช้าของนางโมราก่อนสาปให้กลายเป็นชะนีว่า

“แต่ผัวรักแล้วยังยักกระบวนบิด มาปลงจิตให้อ้ายโจรภิรมย์สม

พอโจรจดรู้รสแล้วร้างชม ยังไม่สมสากะใจฤๅไรเจียว

สองมนุษย์แล้วมิหนำยังซ้ำสัตว์ พอแก้ขัดเข็ดฟันที่คันเขี้ยว

มึงฆ่าผัวเสียจนตัวต้องเดินเดียว จะซ้ำเหยี่ยวเข้าเป็นสามยามกันดาร”

จะเห็นได้ว่าผัวเบอร์แรกของนางโมราคือ จันทโครบ เบอร์สองคือ โจร เกือบจะได้เบอร์สามคือ พระอินทร์ที่แปลงเป็นเหยี่ยวมาลองใจ ท่าทีของนางส่อไปในทางเต็มใจมีอะไรๆ กับเหยี่ยวทั้งๆ ที่ต่างสปีชีส์ (species) กัน

“๏ เยาวมาลย์ฟังสารพระยาเหยี่ยว ประโลมเกี้ยวลิ้นลมเจ้าคมสัน

อารมณ์พาลมิได้คิดว่าผิดพรรณ จึ่งเสกสรรตอบสารด้วยมารยา

พี่เหยี่ยวเห็นน้องอยากออกปากขอ จึ่งกล่าวล่อลวงเล่ห์เสน่หา

ถ้าแม้นพี่มีคุณแก่ฉันมา ธรรมดามิทจิตก็มิทใจ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ที่คิดว่า ‘สำ’ น่าจะกลายเป็น ‘ส่ำ’ เพราะสะกิดใจตงิดๆ ตรงที่กวีบรรยายถึงความคิดพระอินทร์เมื่อฟังคำตอบนางและเห็นท่าทีจงใจทอดสะพาน จึงใช้สำนวนว่า ‘ไม่มีส่ำ’ กับนางโมรา และด่าประจานไม่ไว้หน้า

“๏ เหยี่ยวพระอินทร์ฟังจินตนาสาร อีหญิงพาลกาลีไม่มีส่ำ

มัฆวานแกล้งประจานให้เจ็บจำ พี่ขอบคำที่ไม่ขัดให้เคืองใจ

อารมณ์น้องเหมือนหนึ่งท้องทะเลลึก ตามแต่นึกปรารถนาจะอาศัย

อย่าว่าแต่พี่เกี้ยวประเดี๋ยวใจ ถึงสัตว์ใดแต่บรรดาในป่าดอน

ขยับแย้มเจ้าก็เยื้อนไม่เบือนพักตร พอบอกรักก็ได้ร่วมสโมสร

มิทันจืดแต่พอจางก็ร้างจร ใจสมรมิได้เลือกสมาคม” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

“อักขราภิธานศัพท์” อธิบายความหมายคำว่า ‘ส่ำ’ และ ‘ส่ำสาม’ ดังนี้

“ส่ำ, คือชาติ, เช่น คนมีชาติเชื้อกำพืชน์กำเนิดเกิดมาเปนชายเปนหญิงนั้น

ส่ำสาม, คือคนชาติไม่ดี ชนิดไม่ดี เช่น ชั่วนั้น.” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ความหมายของคำว่า ‘ชาติ’ ข้างต้น เป็นได้ทั้ง การเกิด หรือกำเนิด รวมไปถึงเหล่ากอ เทือกเถา เผ่าพันธุ์ สำนวน ‘ไม่มีส่ำ’ ใน “จันทโครบ” ตอนนี้น่าจะใช้ในความหมายว่า นางโมราพร้อมมีอะไรๆ กับใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นคน หรือสัตว์ประเภทใดเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม ความหมายของคำว่า ‘สำ’ และ ‘ซ้ำ’ ที่ยังอยู่ในคำว่า ‘ส่ำ’ คือทำอะไรซ้ำแล้วซ้ำอีก ในที่นี้คือร่วมรักกับใครต่อใครเรื่อยไป ไม่คำนึงถึงความเหมาะสม สอดคล้องกับคำว่า ‘สำ’ ใน “พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน” ที่หมายถึง “ปะปนกัน, ไม่เป็นลำดับ, ไม่เป็นระเบียบ”

น่าสังเกตว่าคำและข้อความที่ใช้กับนางโมราไม่ว่าจะเป็น ‘อีหญิงพาลกาลีไม่มีส่ำ’ ‘สองมนุษย์แล้วมิหนำยังซ้ำสัตว์’ และ ‘จะซ้ำเหยี่ยวเข้าเป็นสามยามกันดาร’ ล้วนบ่งบอกพฤติกรรมสมคำ ‘แพศยา’ ที่พระอินทร์ใช้ตอนสาปแช่งนาง คำว่า ‘แพศยา’ ในที่นี้จึงมิได้หมายความว่ามากชู้หลายผัวเท่านั้น แต่ยังหมายถึง สำส่อนมีอะไรๆ ได้ไม่เลือกทั้งกับคนและสัตว์ อีกทั้งจิตใจโหดเหี้ยมฆ่าผัวได้ลงคอ ความหมายสรุปสั้นๆ คือ เลว

“ว่าหญิงกาลกินีกาลีทวีป จนสิ้นชีพมิให้ชายปรารถนา

ให้ฝูงค่างกลางดงเป็นภัสดา ชาวโลกาให้เขาเรียกชะนีนาง

ให้สมจิตแพศยาที่ฆ่าผัว ทั้งกายตัวก็ให้คล้ายกับกายค่าง”

(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ที่น่าคิดคือ ‘ส่ำสาม’ และ ‘ซ้ำสาม’ ทำไมต้องลงจำนวนสาม สำนวนโบราณก็มี ‘ชายสามโบสถ์ หญิงสามผัว’ ซึ่งมีความหมายทางลบ สังคมไม่นิยมเนื่องจากเป็นคนโลเล จิตใจไม่หนักแน่นมั่นคง เปลี่ยนใจง่าย โดยเฉพาะ ‘หญิงสามผัว’ คือ หญิงรักง่ายหน่ายเร็ว ไม่น่าคบหาเพราะจะนำความเดือดร้อนมาให้ วรรณคดีมีข้อห้ามไว้ชัดเจน “โคลงโลกนิติ” สอนว่าหนึ่งในตัวอย่างคนเลวไม่ควรคบ คือหญิงชั่วที่ผัวสามคนหย่าร้าง

“๏ หญิงชั่วผัวอย่าร้าง สามคน (อย่าร้าง = หย่าร้าง)

ข้าหลีกหนีสามหนี จากเจ้า

ลูกศิษย์ผิดครูตน สามแห่ง

เขาหมู่นี้อย่าเข้า เสพส้องสมาคม ฯ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ไม่ต่างกับ “สุภาษิตอิศรญาณ” ที่ว่า “บรรพชาสามปางนางสามผัว ข้าเก่าชั่วเมียชังเขายังห้าม”

‘ส่ำสาม’-‘ซ้ำสาม’ (= 3 ผัว) ล้วนเป็นคำพ้นสมัย ไม่ทันสถานการณ์ทุกวันนี้ที่ไปไกลเกินสามนานแล้ว คำว่า ‘ส่ำสาม’ ใช้เฉพาะผู้หญิงเท่านั้นหรือ? ฉบับหน้าอย่าพลาด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | เงื่อนงำ อำพราง การเมือง สภาวะ 152 ย้อนมาสู่ 151
ตึกแถวโบราณ
เกี่ยวกับดีลใหญ่ เอสซีจี-ปตท. (3)
Evolutionary Scale เมื่อเอไอเริ่มอ่านและเขียนภาษาของชีวิต (1)
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
การ์ตูน san_d1196
ไขปริศนา : สิ่งที่ดูคล้ายดาวตก-ผีพุ่งไต้
การ์ตูน โกหน่อง
เปิดใจ ‘วิทวัต ปัญจมะวัต’ ซี 11 ป้ายแดง คุมบังเหียนอาชีวะ
นั่งรถเข็น…ไปญี่ปุ่น (1)
ออปโตเจเนติกส์ (3) : จากการควบคุมสมอง สู่เทคนิคกล้องจุลทรรศน์แบบยืดได้
แพศยา (2)