bg-single

คนมองหนัง : อวสาน “บุพเพสันนิวาส” “ประวัติศาสตร์จะต้องซ้ำ ประวัติศาสตร์จะไม่เปลี่ยน”

23.04.2018

ดังได้เคยอภิปรายไปแล้วในพื้นที่คอลัมน์นี้ว่า จุดเด่น ณ ช่วงแรกๆ ซึ่งปรากฏขึ้นอย่างน่าตื่นเต้นเร้าใจในละคร “บุพเพสันนิวาส” คือ การปะทะชนกันของความเชื่อ/ค่านิยม/วิถีชีวิตสองแบบ ระหว่าง “อดีต” กับ “ปัจจุบัน”

อาจกล่าวด้วยภาษาสมัยใหม่ได้ว่า “อดีต” หรืออยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์นั้นถูก “disrupt” อย่างหนัก (แต่ไม่ถึงกับถูกทำลาย) ด้วยอาการผิดที่ผิดทาง ผิดฝาผิดตัวต่างๆ นานา ซึ่งก่อขึ้นโดย “เกศสุรางค์” ในร่าง “การะเกด”

นี่ไม่ได้หมายความว่าละครเรตติ้งสูงสุดในยุคทีวีดิจิตอลจากช่อง 3 จะเดินทางไปสู่ภาวะ “ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน” เหมือนดั่งเนื้อหาอันคมคายในเพลง “ประวัติศาสตร์” ของ “คริสติน่า อากีล่าร์”

แต่อย่างน้อยที่สุด “ประวัติศาสตร์” ในบุพเพสันนิวาสช่วงต้น ก็ค่อยๆ ถูกลากดึงลงจากหิ้ง กระทั่งมิได้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง หากสามารถถูกรบกวนป่วนปั่นได้แบบขำๆ

แม้ว่าสถานการณ์หลักๆ ผู้ชนะ และผู้แพ้ ในหน้าประวัติศาสตร์ จะยังคงสภาพเดิม ไม่แปรผันก็ตาม

อย่างไรก็ดี ลักษณะเด่นข้อนี้กลับค่อยๆ แผ่วหายไป เมื่อละครดำเนินมาถึงช่วงท้าย

เพราะการะเกด/เกศสุรางค์เริ่มตระหนักและพยายามโฆษณาชี้ชวนให้ผู้ชมเชื่อตามเธอว่า โลกในอดีตที่ตัวเองพลัดหลงเข้าไปอยู่นั้น กำลังเคลื่อนหน้า/คลี่คลายไปตามเนื้อหาและโครงสร้างเรื่องราวของ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ชุดหนึ่งที่เธอเคยอ่านพบ (ขณะมีชีวิตในโลกปัจจุบัน) ทุกกระเบียดนิ้ว!

“ประวัติศาสตร์” จึงยังเป็น “ประวัติศาสตร์” เสมอ และทุกข้อสงสัยหรือข้อถกเถียงในบุพเพสันนิวาส ล้วนยุติลงทันที เมื่อการะเกด/เกศสุรางค์อ้างอิงถึง “ประวัติศาสตร์” อันเป็นสัจจะสูงสุด ยากต้านทานประหนึ่งมนต์กฤษณะกาลี

พระเพทราชา หลวงสรศักดิ์ โกษาปาน ไล่มาจนถึงอีผิน-อีแย้ม ต่างยอมรับ เชื่อฟัง และพร้อมเจริญรอยตาม “มนต์ประวัติศาสตร์” ที่การะเกด/เกศสุรางค์เอื้อนเอ่ยเจื้อยแจ้วครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่การยอมจำนนต่ออำนาจของ “ประวัติศาสตร์” ในบุพเพสันนิวาส ก็นำไปสู่ปัญหาสองประการ

ข้อแรก เหมือนการะเกด/เกศสุรางค์จะเชื่อมั่นยึดมั่นว่า “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ชุดใดชุดหนึ่งหรือบางชุด คือ “ประวัติศาสตร์” สูงสุดอันเป็นสัจจะ

ทุกสิ่งทุกอย่างต้องดำเนินไปตามโครงสร้างของ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ชุดนั้น อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงขัดแย้งเป็นอื่นได้

แน่นอนว่าการรัฐประหารโค่นล้มอำนาจสมเด็จพระนารายณ์ การเข้ามาของฝรั่งเศสและขุนนางชำนัญการต่างชาติในราชสำนักอยุธยา ตลอดจนชัยชนะของพระเพทราชา-หลวงสรศักดิ์ คือ “ความจริงทางประวัติศาสตร์” ที่มิอาจปฏิเสธหรือพลิกหัวกลับหาง

และตัวละครจาก “ปัจจุบัน/อนาคต” เช่น เกศสุรางค์ ก็ไม่มีศักยภาพมากพอจะไปเปลี่ยนแปลงภาพรวมขนาดใหญ่เช่นนั้นได้

นี่เป็นกฎกติการ่วมที่หนัง/ละคร/นิยายย้อนอดีตเกือบทั้งหมดต่างยึดถือ (อาจมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง เช่น ตัวละครในหนังบางเรื่องของ “เควนติน แทแรนติโน”)

ทว่าข้อเท็จจริงปลีกย่อยอื่นๆ ที่ลงลึกไปถึงความรู้สึกนึกคิดของบรรดาตัวละครสำคัญ ผู้เป็นปัจเจกบุคคล ในหน้าประวัติศาสตร์นั้น ล้วนขึ้นอยู่กับการ “เขียน/ตีความ” ตามทัศนะหรือจุดยืนที่แตกต่างกันไปของผู้สร้างสรรค์ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” แต่ละชุด

ปฏิกิริยาตอบสนองที่การะเกด/เกศสุรางค์ จะมีต่อความคิด-จุดยืน-การกระทำของบุคคลเหล่านั้น ภายหลังเธอได้มีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาจริงๆ จึงสามารถพลิก/ดิ้น/ไหลเลื่อนจาก “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ที่เธอเคยอ่านหรือเชื่อถือ

พระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์อาจเป็นผู้ชนะ แต่ความชอบธรรมทางการเมืองของพวกเขาอาจมิใช่ “ความจริงสูงสุด” และการกระทำของพวกเขาอาจไม่ได้ “ถูกต้อง” ไปเสียทุกเรื่อง

ส่วนการะเกด/เกศสุรางค์ก็ไม่จำเป็นจะต้องเดินทางย้อนอดีตกลับไปมอบคำอธิบายใดๆ ที่ช่วยเสริมสร้างความชอบธรรมทุกประการให้แก่พระเพทราชา-หลวงสรศักดิ์

ในทางกลับกัน ถ้าการะเกด/เกศสุรางค์อยาก “เล่นการเมือง” จริงๆ ก็น่าตั้งคำถามว่าทำไมเธอจึงไม่ลองย้อนไปอธิบายกระบวนการตัดสินใจหรือแนวทางการต่อสู้ของฝั่งผู้แพ้ เช่น สมเด็จพระนารายณ์ ฟอลคอน หรือพระปีย์ ฯลฯ ดูบ้าง

ว่าการกระทำและทางเลือกของพวกเขาก่อนจะปราชัย มีความสมเหตุสมผลอย่างไร หรือมีความจำเป็นในบริบทแบบไหน

ข้อสอง แม้การะเกด/เกศสุรางค์จะยึดถือเชื่อฟัง “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างแน่วแน่ นั่นก็ยังไม่ใช่ “จุดผิดพลาดบกพร่อง” ที่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์มากนัก

เช่น เธออาจเชื่อว่าพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์มีความชอบธรรมในการก่อรัฐประหาร เธอจึงเชียร์พวกเขา เมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จ เธอย่อมรู้สึกดีใจและพลอยโล่งอกตามไปด้วย

แต่สิ่งที่หนักหนาสาหัสกว่า ซึ่งค่อยๆ บังเกิดขึ้นในช่วงท้ายของละคร และเห็นชัดเจนแจ่มแจ้งในตอนจบ ก็คือ การะเกด/เกศสุรางค์ ดันนำ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ที่เธอเชื่อว่าถูกต้องทุกรายละเอียด มารับใช้/สนับสนุนการก่อรัฐประหารของพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์

จนอาจกล่าวได้ว่ารัฐประหารในละคร/นิยายเรื่องนี้ จะแทบไม่มีความชอบธรรมใดๆ เลย (หรือกระทั่งอาจจะล้มเหลว) หากปราศจากการยืนกรานถึงความถูกต้องเหมาะสมและความสุกงอมตามวงล้อ “ประวัติศาสตร์” จากปากการะเกด/เกศสุรางค์

แม้จะเริ่มต้นเรื่องราวด้วยการล้อเลียน “ประวัติศาสตร์” ผ่านกระบวนท่า “เทียบเคียง/หยอกเย้า” ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน/อนาคต โดยยังไม่ถึงขั้น “แทรกแซง” อดีต

ทว่าตัวละครนำอย่างการะเกด/เกศสุรางค์ก็ค่อยๆ ถลำลึก จากบทบาทผู้ดู/ผู้สร้างเสียงหัวเราะครื้นเครงอยู่ห่างๆ ในวงนอก ไปสู่การเป็นผู้มีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมืองหรือผู้ชี้แนะยุทธศาสตร์ระดับวงใน

เธอกลายเป็นผู้เข้าไป “แทรกแซง” อดีต ด้วยความหวัง/ความทึกทักเข้าใจที่ว่าตนเอง (ในฐานะผู้รู้ “ประวัติศาสตร์”) ควรช่วยผลักดันให้ “ประวัติศาสตร์” ดำเนินไปตามครรลองของมัน (หมายถึง “ครรลองของประวัติศาสตร์นิพนธ์ชุดหนึ่ง”) อย่างเป๊ะๆ หมดจดงดงาม และปราศจากข้อสงสัยคลางแคลงใจใดๆ

พระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ในบุพเพสันนิวาสไม่ควรเป็นเพียงผู้ชนะ แต่ต้องชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สมเหตุสมผล ใสสะอาด และล่วงรู้ความลับของศัตรู คือ ฟอลคอน

ผ่านความช่วยเหลือของ “ศาสดาพยากรณ์” ผู้หยั่งรู้อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ซึ่งไม่ใช่พระเจ้าเบื้องบนที่ไหน หากเป็นหญิงสาวชนชั้นกลางเนิร์ดๆ คนหนึ่งที่หลุดมาจากอีกยุคสมัย

การะเกด/เกศสุรางค์มิได้ “แทรกแซง” อดีต เพื่อทำให้ (มุมมองต่อ) “ประวัติศาสตร์” เปลี่ยนแปลงไป แต่เธอได้ “แทรกแซง” อดีต เพื่อทำให้ “ประวัติศาสตร์” จำหลักอยู่ในรูปรอยของ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์บางฉบับ” อย่างฝังลึกและหนักแน่นยิ่งขึ้น

บางทีบทเพลงที่เหมาะสมคู่ควรกับการะเกด/เกศสุรางค์ และละครเรื่องบุพเพสันนิวาส อาจต้องร้องว่า “ประวัติศาสตร์จะต้องซ้ำ ประวัติศาสตร์จะไม่เปลี่ยน”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

2 โจทย์ ‘สุรเกียรติ์’ ฝากให้คิด
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์