ในประเทศ
ประชันมือโปรฯ
OPERATION
ล่า ‘คะแนนนิยม’ ใหม่
ทําเอาทั้งโลกต้องตื่นตะลึง หลังสหรัฐเปิดฉากโจมตีเวเนซุเอลา ภายใต้ปฏิบัติการ Operation Absolute Resolve หรือปฏิบัติการจบปัญหาโดยบริบูรณ์ จับกุมนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา เมื่อ 3 มกราคม ที่ผ่านมา
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สหรัฐในฐานะตัวละครสำคัญร่วมผลักดันสร้าง “ระเบียบโลก” ขึ้นมากับมือ วันนี้กลายร่างเป็นหนึ่งใน “ผู้นำทำลายการทำลายระเบียบโลกยุคใหม่” อย่างสมบูรณ์
ตอกย้ำการต่างประเทศแบบยุคสมัย “ตัวใครตัวมัน” ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบ “หลักกู”
ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะดุเดือดแค่ไหน หันมาดูการเมืองไทย ก็ดุเดือดไม่ได้น้อยกว่ากัน
ศึกเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 นับถอยหลังใกล้เข้ามาทุกที
บริบทการเมืองภาพกว้างยังคงเป็นการต่อสู้กันของการเมือง 3 ค่าย ใน 2 ขั้วความคิด
ขั้วความคิดหลักแบ่งจากสถานการณ์ทางการเมืองภาพกว้างวันนี้ เป็นการต่อสู้กันของขั้วความคิดที่อยากจะ “เปลี่ยนแปลง” สถานะการเมืองจากระบอบรัฐธรรมนูญนี้ กับฝ่ายที่อยาก “รักษาสถานะเดิม” ทางการเมืองของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไว้
ส่วนการเมือง 3 ก๊กนั้น ประกอบด้วย ค่ายสีส้ม ที่ชัดเจนในบทบาทผู้มาท้าทายระบบ เสนอตัวอยากเปลี่ยนแปลง “สถานะทางการเมืองของรัฐธรรมนูญ 2560” ยอมทำทุกอย่าง แม้แต่กลืนเลือด เมินเสียงท้วงติงของแฟนคลับ ยอมโหวตให้ค่ายสีน้ำเงินเป็นรัฐบาล เพราะเชื่อใจว่าจะร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ตามสัญญา
ขณะที่ค่ายสีน้ำเงิน เด่นชัดในสถานะและบทบาทการมุ่งรักษาสถานะทางการเมืองเดิมของรัฐธรรมนูญ 2560 ไว้ให้นานที่สุด ยอมแม้กระทั่งการหักข้อตกลง ไม่เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่เคยสัญญาตั้งรัฐบาลกับค่ายสีส้ม เพื่อรักษาอำนาจของสภาสูงและองค์กรอิสระเดิมที่ใกล้ชิดกับเครือข่ายสีน้ำเงินไว้
ส่วนก๊กที่สาม คือ กลุ่มเป็นกลาง (หรือค่อนไปทางกลาง) นำโดยค่ายสีแดง
ลักษณะเด่นของการเมืองก๊กนี้คือ จะเปลี่ยนแปลงสถานะการเมืองตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็ได้ หรือจะไม่เปลี่ยนแปลงสถานะทางการเมืองของรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็ได้
โดยรวมคือ เข้าได้กับทุกฝ่าย เน้นเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป
ค่ายสีแดงแสดงออกชัดในการเมืองรูปแบบนี้ ตั้งแต่การพลิกขั้วเปลี่ยนข้างตั้งรัฐบาล-ดึงพรรคภูมิใจไทยมาเป็นพวก หรือแม้แต่การหันมาโหวตแก้รัฐธรรมนูญหนุนข้อเสนอค่ายสีส้ม
การเมืองในสังกัดนี้ไม่ได้มีแค่ค่ายแดง ก๊กที่ดูเหมือนจะเข้าได้กับหลายฝ่ายยังมีอีกหลายพรรค เช่น พรรคกล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ก็ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งเช่นกัน
ต้องยอมรับว่าวันนี้ค่ายสีน้ำเงินมีต้นทุนทางการเมืองดีที่สุด เส้นทางสู่การเป็นรัฐบาลอีก 4 ปี สว่างสดใสกว่าใคร
ด้วยสามารถเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ครองอำนาจรัฐบาล มีโอกาสในการสะสมทรัพยากรทางการเมืองช่วงก่อนเลือกตั้งได้มากกว่าใคร
ตลอดช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เป็นที่แน่ชัดว่าสารพัดบ้านใหญ่ตบเท้าเข้าพรรคจนหัวกระไดไม่แห้ง มีคนที่เป็น ส.ส.ลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้จำนวนมาก ตามสถิติ จึงมีโอกาสรักษาเก้าอี้ ส.ส.ไว้ได้สูง
แต่แน่นอนว่า แกนนำค่ายสีน้ำเงินก็รู้จุดอ่อนของตัวเองดี ในสถานะที่คนมองค่ายสีน้ำเงินว่าเป็นชุมนุมของบ้านใหญ่ เครือข่ายอิทธิพลการเมืองท้องถิ่น รอบนี้จึงได้เห็นการผลักดันบทบาทของบรรดา “เทคโนแครต” นักบริหารระดับ “มือโปรฯ” เพื่อล้างวาทกรรมนักการเมืองบ้านใหญ่ ลดภาพการเมืองแบบโควต้า
ตั้งแต่การชูบทบาทด้านเศรษฐกิจของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ พร้อมสั่งการลงพื้นที่กรุงเทพฯ เจาะกล่องดวงใจพรรคประชาชน หวังดึงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์จากชนชั้นกลางกลับคืนจากค่ายส้ม
หรือจะเป็นการผลักดันบทบาทของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นั่งเก้าอี้ฝ่ายบริหารการต่างประเทศ ตามยุทธศาสตร์โหนกระแสชาตินิยม ที่ค่ายสีน้ำเงินทำแต้มได้สูงลิ่วจากสถานการณ์ชายแดน
ทั้ง 3 คนได้ชิมลางนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นที่เรียบร้อย แม้จะเป็นระยะเวลาแค่ 2-3 เดือน แต่ก็สร้างการจดจำในผลงานได้ดี โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับรัฐมนตรีจากระบบโควต้า
ค่ายสีน้ำเงินจึงจำเป็นต้องหันมาชูบทบาทของ “มือโปรฯ” เพื่อแก้จุดอ่อนในการแข่งขันทางการเมืองของค่าย
โดยเฉพาะการต่อสู้บนเวทีดีเบต ที่ค่ายสีน้ำเงินมีประวัติการหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด
ขณะที่ฝั่งค่ายสีแดง วันนี้เป็นสถานการณ์กอบกู้พรรค ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต
เพราะเป็นรัฐบาลมาแล้ว 2 ปี แต่กลับไม่สามารถผลักดันนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ซ้ำร้าย ในสถานการณ์การบริหารประเทศตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังถอยห่างจากพรรค จากที่พลิกขั้วเปลี่ยนข้างตั้งรัฐบาล
สุดท้ายก็ถูกนิติสงครามปิดเกม จากการยิงปืนใส่ขาตัวเองกรณีปัญหาไทย-กัมพูชา ยิ่งทำคะแนนนิยมค่ายแดงตกต่ำ
ช่วงเดียวกัน นายทักษิณ ชินวัตร ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคยังต้องเข้าไปรับโทษในเรือนจำอีก ทำให้บ้านใหญ่หลายหลังถอดใจ ทิ้งไปอยู่ค่ายใหม่
หนีไม่พ้นตระกูลชินวัตรต้องดันบทบาทของ เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บุตรชายของเจ๊แดง ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเพื่อไทยมานำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง
รอบนี้เพื่อไทยเน้นการชูวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะการใช้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์มาขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โชว์บทบาทความเป็น “มือโปรฯ” ด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษา ของ เชน ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค
เป็นความพยายาม “แก้เกม” เพื่อดึงคะแนนนิยมกลับคืนให้ได้มากที่สุด และรักษาอำนาจต่อรองทางการเมืองของตระกูลชินวัตรไว้
ค่ายสีแดงรู้ดีว่าเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงอยู่ของพรรคเพื่อไทย รอบนี้จึงต้องทุ่มสุดตัว พร้อมที่จะประนีประนอมทางการเมืองกับทุกค่าย มิได้ออกตัวแรง ไม่ขอร่วมกับใคร เช่นที่ค่ายอื่นๆ ทำ
จึงใช้ความเป็น “มือโปรฯ” เพื่อรักษาอำนาจต่อรองไว้ให้ได้มากที่สุด
ส่วนยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของค่ายส้มรอบนี้เป็นความท้าทายครั้งใหม่ที่ไม่เหมือนค่ายอื่น
ด้วยความเป็นแชมป์เก่า โจทย์ของค่ายส้มรอบนี้จึงเป็นการรักษาแชมป์ จากผู้ท้าชิงจำนวนมาก
หลังขั้วอำนาจเก่าขัดขวางไม่ให้ค่ายสีส้มเข้าสู่อำนาจรัฐได้สำเร็จ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ยังสามารถแก้เกมทางการเมืองกับค่ายส้มได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนแกนนำค่ายส้มต้องยอมประกาศ “ยุทธศาสตร์ Grand Compromise”
ยอมปรับลดยุทธศาสตร์ วาระทางการเมืองที่เคยพูดอย่างเข้มแข็งตั้งแต่ปี 2562-2566 ลงจากเดิม
ในทางปฏิบัติก็ยอมดึงบรรดาเทคโนแครตเข้ามาทำงานการเมืองมากขึ้น เพื่อโชว์บทบาทความเป็น “มือโปรฯ”
ล่าสุดก็คือ การดึง มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
ตามด้วย พิศาล มาณวพัฒน์ นักการทูตคนดัง มาเป็นทีมบริหารการต่างประเทศ หรือการเปิดตัว ดร.อนุชาติ พวงสำลี ประธานบริหารโรงเรียนสาธิต ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งจะมานั่งเก้าอี้กระทรวงศึกษาธิการ หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล
แต่ก็มิวายถูกวิจารณ์เรื่องหลักการเอาคนนอกมาเป็นรัฐบาล แทนที่จะรักษาหลักการคนที่จะมาเป็นรัฐบาลต้องยึดโยงประชาชน
เรื่องนี้พรรคส้มก็ชี้แจงว่า บรรดา “มือโปรฯ” ที่พรรคเปิดตัว คือคนที่อยู่เบื้องหลังทางนโยบายของพรรคมานาน มิใช่คนที่ไม่เคยทำงานกับพรรค แต่รอบนี้คือการเปิดตัวให้ประชาชนรับรู้แบบโปร่งใส ก่อนการเลือกตั้ง ไม่ได้จู่ๆ ก็ลอยมาหลังเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม “มือโปรฯ” ก็มิวายถูกตั้งคำถามและถูกตรวจสอบ อย่างทูตพิศาล มาณวพัฒน์ ที่ถูกย้อนอดีตทั้งการปฏิบัติหน้าที่เอียงๆ ไปทางคณะรัฐประหาร รวมทั้งประเด็นส่วนตัวในเรื่องผู้หญิง ทำให้สะเทือนยุทธศาสตร์มือโปรฯ อยู่ไม่น้อย
แต่ยุทธศาสตร์ของพรรคส้มวันนี้ยังต้องเดินหน้าและยังเดินตามกรอบ Grand Compromise ดึงเทคโนแครตคนนอกมาทำงาน เพื่อหวังสร้างภาพลักษณ์ความเป็น “มือโปรฯ” ให้แจ่มชัด
มีเป้าหมายไม่ต่างกัน คือรักษาคะแนนนิยมจากชนชั้นกลาง เพื่อไม่ให้ค่ายสีน้ำเงินและค่ายสีแดง มาแย่งชิงไปได้
ศึกประชันมือโปรฯ เปิด “โอเปอเรชั่นล่าคะแนนนิยม” จึงเกิดขึ้นอย่างเข้มข้น
และจะเข้มข้นยิ่งๆ ขึ้นไปนับจากนี้
