bg-single

ค้าน 3 เศร้า เส้า แค้น 3 แพร่ง

13.03.2026

ในประเทศ

อีกไม่กี่อึดใจก็จะได้เห็น “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ยึดกุมขั้วอำนาจระดับสูงสุดของสถาบันทางการเมืองประชาธิปไตยไทยเกือบครบทุกฝ่าย

ตั้งแต่ประมุขฝ่ายบริหารอย่างนายกรัฐมนตรี จนถึงประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา ก็มาจากสายบ้านใหญ่บุรีรัมย์

ขณะที่ฝ่ายตุลาการ หากไม่นับสายศาลยุติธรรม วันนี้ต้องยอมรับว่าสายสีน้ำเงินส่งตัวแทนแทรกซึมเข้าสู่สายองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ อย่างชัดเจนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

การเลือกตั้งปี 2569 จึงนับเป็นใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของเครือข่ายสีน้ำเงิน-บ้านใหญ่บุรีรัมย์

อย่าแปลกใจที่แม้จะยังไม่ทันตั้งรัฐบาลเสร็จ ค่ายสีน้ำเงินประกาศจะปรับโครงสร้างบริหารประเทศครั้งแรกด้วยการยุบรวมกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และกระทรวงวัฒนธรรม เป็นกระทรวงเดียวกัน แล้วเพิ่มกระทรวงกีฬาฯ อีกกระทรวง โดยจะทำให้เสร็จภายใน 6 เดือน

สัญญาณการนำรัฐราชการนำการพัฒนากลับสู่ประเทศไทยอีกครั้ง พร้อมๆ กันนั้นก็ประกาศแช่แข็ง “มติมหาชน” กรณีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไว้ทีหลัง

ด้วยมั่นใจในเสียงผู้แทนกว่า 292 เสียง หลังดึงค่ายสีแดงและพรรคเล็กร่วมรัฐบาล ทำให้มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งไปมากโข มีเสถียรภาพทางการเมืองสูง

ถีบกลุ่มการเมืองที่เหลือไปรวมกันเป็นฝ่ายค้าน ชนิดที่ไม่รู้จะต่อกันติดไหม?

กลายเป็นฝ่ายค้าน 3 เส้า ประกอบด้วยฝ่ายสีส้ม-พรรคประชาชน พร้อม ส.ส. 120 คน ฝ่ายสีฟ้า-พรรคประชาธิปัตย์ ส.ส. 21 คน และฝ่ายสีเขียว-พรรคกล้าธรรม ส.ส. 58 คน

เส้าแรกคือค่ายสีส้ม

ที่พลาดจากการตัดสินใจโหวตเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล จนต้องออกมาขอโทษ หลังเชื่อใจ ยอมยกมือเปิดทางค่ายสีน้ำเงินยึดกุมอำนาจรัฐมีโอกาสเก็บตุนกระสุนไว้ใช้ตอนเลือกตั้ง เพราะมั่นใจในความบริสุทธิ์ เชื่อมั่นการเมืองกระแสของตัวเอง ท้ายที่สุดเจอค่ายสีน้ำเงินเก๋าเกมเก็บเรียบทั้งกระดาน

อาจจะเพราะคับแค้นที่ถูกค่ายสีแดงกระทำมานาน 2 ปี เลยทำให้ดุลพินิจโปลิตบูโรหลุดเส้นทางหลัก ยอมเชื่อทฤษฎี Grand Compromise หวังว่าสักวันฝ่ายอนุรักษนิยมจะเข้าใจ

วันนี้ค่ายสีส้มคงเห็นสัจธรรมแล้ว เพราะขนาดฐานที่มั่นอำนาจสุดท้าย อบจ.ลำพูน ยังเจอทัวร์ไอโอรัฐ ถล่มรายวันไม่ยั้ง

จะเห็นว่าช่วงนี้แกนนำค่ายส้มเงียบผิดปกติ บ้างหลบหลีกไปเลียแผลใจให้หายจากความคับแค้นจากการถูกทรยศหักหลังครั้งที่ 2 บ้างหายไปหากำลังใจให้กัน บ้างก็เปิดศึกวิวาทะกันเอง

ถึงทิศทางในอนาคตและการบริหารของพรรคอย่างดุเดือด

แม้รูปการณ์วิธีคิดจะยังมั่นคงเป็นเอกลักษณ์ แต่ค่ายส้มวันนี้ก็ดูเหมือนจะยังตั้งหลักไม่ได้ แว่วๆ ว่าอาจมีการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารพรรคครั้งใหญ่เร็วๆ นี้

คงต้องใช้เวลาตั้งหลักอีกสักพัก

ขณะที่ค่ายสีฟ้าในฐานะ “เส้าที่ 2”

ผลคะแนนปาตี้ลิสต์สะท้อนการกลับมาของ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” พร้อมทีมงานอย่างกรณ์ จาติกวณิช, สาทิตย์ วงหนองเตย, จูรี นุ่มแก้ว, หรือนักการเมืองอาวุโสอย่าง ชวน หลีกภัย, นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ได้เป็นอย่างดี

จิตวิญญาณตัวจริงประชาธิปัตย์ ทวงคืนแชมป์คะแนนนิยมพรรคภาคใต้จากค่ายส้มได้สำเร็จ แต่ก็เช่นเดียวกับค่ายส้ม พลาดการชิงจำนวน ส.ส.เขตอย่างย่อยยับ ได้ ส.ส.รวมเพียง 22 คน ไม่พอแม้แต่ขานเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ

เป็นที่รู้กันว่าพรรคสีฟ้า ที่มาที่ไปคือฐานคิดทางการเมืองแบบอนุรักษนิยมใหม่ ให้ความสำคัญเรื่องศีลธรรม จริยธรรม ย่อมต้องอ่อนไหวอย่างมากกับการเลือกตั้งรอบนี้

สัปดาห์นี้จึงได้เห็นความแค้นของนายหัวชวน ออกมาโวยถึงบทบาท อสม.กับการซื้อเสียงเลือกตั้ง วิจารณ์บทบาทกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการฝ่ายปกครองที่วางตัวไม่เป็นกลาง จนถูกฝ่ายมหาดไทยออกแถลงการณ์ตอบโต้

ขณะที่ ส.ส.ตรัง เขต 3 นายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์ ก็เจอรับน้อง เผชิญคดีเลี่ยงภาษีขึ้นมาฉับพลัน ทั้งที่เรื่องนี้เป็นคดีที่ค้างเติ่งมานับสิบปี แต่จู่ๆ ตำรวจ บก.ปอศ. ก็ขยันขึ้นมาเฉยๆ จนคนประชาธิปัตย์อดสงสัยไม่ได้ว่าโยงการเมืองหรือไม่ หลังหักบ้านใหญ่สีน้ำเงิน

นั่นคือตัวอย่างความแค้นฉบับค่ายสีฟ้า

ส่วนฝ่ายค้าน “เส้าที่ 3” ค่ายสีเขียวพรรคกล้าธรรม

อาจจะรู้สึกแปลกใจว่าทำไมค่ายสีน้ำเงินเลือกดึงค่ายแดงเข้าร่วมรัฐบาล ทิ้งค่ายสีเขียวที่เคยร่วมหัวจมท้ายตั้งรัฐบาลไว้กลางทาง ถ้าย้อนดูที่มาที่ไปก็จะพบความจำเป็นของค่ายน้ำเงิน

เพราะแกนนำค่ายสีเขียวใช้วิธีการเดียวกันกับที่ค่ายสีน้ำเงินใช้ แถมหากเจาะไปดูคะแนนระดับเขตจะเห็นความแม่นยำของค่ายผู้กองที่มีลักษณะแม่นยำกว่า

ดูจากคะแนนก็ได้ กล้าธรรมได้คะแนนพรรคน้อยมาก ทำให้ได้ ส.ส.ปาตี้ลิสต์แค่ 2 คน แต่ได้ ส.ส.เขตถึง 58 คน นี่คือตัวอย่างความแม่นยำ

ความแม่นยำดังกล่าวกลายเป็นไปทับทางค่ายสีน้ำเงิน จนเบียดหลายเขตพ่ายแพ้สร้างความโกรธแค้นให้บ้านใหญ่สีน้ำเงินหลายหลังช่วงเลือกตั้ง การผลักไม่ให้ร่วมรัฐบาลคือหนึ่งในวิธีล้างแค้น

นอกจากนี้ ด้วยวิธีการทางการเมืองของค่ายสีเขียวที่มีอัตราการเติบโตของ ส.ส.อย่างรวดเร็ว ก็จะเป็นการดีกว่าหากจะต้องตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้ร่วมรัฐบาล เพื่อไม่ให้มีกระสุนไว้ใช้งาน

จนกระทั่งโตมาเป็นคู่แข่งในการเลือกตั้งครั้งหน้า

แม้แกนนำค่ายสีเขียวจะส่งสัญญาณยอมแล้วทุกอย่าง หมอบรับทุกเงื่อนไข ผู้กองยอมถอยไม่ต่อรองอะไร ค่ายสีน้ำเงินก็ยังไม่เอา

เพราะด้วยน้ำหนักทางการเมืองวันนี้ ทำให้ต้นทุนของค่ายสีน้ำเงินในการปฏิเสธค่ายสีเขียวแทบไม่มีเลย เมื่อเทียบกับการเอา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้าร่วมรัฐบาลที่อาจมีต้นทุนสูงกว่าในอนาคต

มีคำถามต่อว่าหากฝ่ายค้าน 3 เส้า ร่วมมือกันทำงานจริง จะเกิดอะไรขึ้น

1. ค่ายสีส้มมีต้นทุนที่ดี ชำนาญการเมืองกระแส มีประชาชนจำนวนมากในประเทศหนุนหลัง

พรรคส้มมีประสบการณ์สูงจากการเป็นฝ่ายค้านหลายปีที่ผ่านมา รอบนี้จึงเป็นการเดินเกมเอาผิดค่ายสีน้ำเงิน เป้าหมายคือล้มรัฐบาลเพื่อให้ชนะเลือกตั้งครั้งหน้า

2. ค่ายสีฟ้า รู้จักกลยุทธ์ค่ายสีน้ำเงินเป็นอย่างดี

ยิ่งหลังเลือกตั้งรอบนี้ยิ่งแค้น สัปดาห์นี้จึงส่งสัญญาณถล่มเรื่องซื้อเสียงและทุจริตเลือกตั้งอย่างหนัก

ต้องไม่ลืมว่าพรรคสีฟ้าชำนาญการเมืองในระบบ เก่งในการต่อสู้ในสภาแค่ นายอภิสิทธิ์, กรณ์, นายหัวชวน ลุกขึ้นอภิปรายนายกฯ แค่คิดก็สนุกแล้ว

นโยบาย-กฎหมายทุกฉบับของค่ายสีน้ำเงิน นอกจากจะเจอค่ายสีส้มชำแหละจากมุมมองเสรีนิยมประชาไตย ยังต้องเจออนุรักษนิยมประชาธิปไตยฉบับประชาธิปัตย์สแกนซ้ำอีก

เป้าหมายของค่ายสีฟ้า 4 ปีจากนี้คือการขย่มค่ายสีน้ำเงินลงจากฐานะ “ผู้นำอนุรักษยิยมไทย”

3. ค่ายสีเขียว ที่รู้ไส้รู้พุงสีน้ำเงินอย่างดี

วิเคราะห์ตามเนื้อผ้า ค่ายสีเขียวน่าจะเป็นฝ่ายคับแค้นใจค่ายสีน้ำเงินมากที่สุด เพราะลงทุนสูงแต่อดเป็นรัฐบาล

แต่ที่เห็นและเป็นไป ก็ยังเดาใจทีมผู้กองไม่ออก

แน่นอนว่าเป้าหมายหลักของค่ายสีเขียวคือทำอย่างไรก็ได้ให้ได้เป็นรัฐบาล ดูจากสัญญาณของผู้กองตอนนี้ที่พลิกไปพลิกมา มิได้ประกาศเป็นศัตรูค่ายสีน้ำเงินจากที่โดนกระทำ แต่คล้ายกำลังส่งสัญญาณหมอบเพื่อรอเวลา

1. ร.อ.ธรรมนัสพูดชัดในสัปดาห์นี้ว่า “ผมไม่ใช่ฝ่ายแค้น”

2. ร.อ.ธรรมนัสกล่าวกับข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ว่า “ถ้าวาสนาดี อาจจะได้กลับมา และหากได้กลับมาจะทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป”

3. ร.อ.ธรรมนัสประกาศจุดยืน แม้เป็นฝ่ายค้าน ก็ต้องค้านที่ดี ไม่ค้านทุกเรื่อง ถ้ารัฐบาลทำดีก็ต้องสนับสนุน

คำพูดที่กำกวมของ ร.อ.ธรรมนัส พร้อมๆ กับการที่สีน้ำเงินเองก็ไม่ได้มีทีท่าตัดขาดกล้าธรรม เลยไม่รู้ว่า ปลายทางของความสัมพันธ์ 2 ค่ายนี้จะเป็นอย่างไร

เป็นไปได้ทั้งการที่ค่ายสีเขียววางตัวเองเป็นตัวสำรอง พร้อมเสียบเมื่อค่ายสีแดงแตกกับค่ายสีน้ำเงิน หรือเวลาผ่านไป ค่ายสีเขียวยังไม่ถูกเรียกใช้ ก็อาจจะเห็น ร.อ.ธรรมนัส ใน “ร่างเดิม” กลับมา

ดังนั้น หากจินตนาการว่าฝ่ายค้าน 3 เส้า ทำงานร่วมกันเป็นอย่างดีตลอด 4 ปีจากนี้ บอกได้คำเดียวว่าสีน้ำเงินก็เหนื่อย

สามเส้าจะกลายเป็นสามประสาน ที่ทำให้รัฐบาลสีน้ำเงิน-แดง สะเทือนได้

แต่ทั้งหมดก็แค่จินตนาการ เพราะสามเส้าเป็นปลาคนละน้ำ ดูๆ แล้วยังอาจจะเข้ากันยาก

มากกว่านั้น จะเห็นว่าสีน้ำเงินก็ฉลาดพอที่จะต่อสู้-ต่อรองกับแกนนำแต่ละเส้า 2 น.รู้ว่าจะอยู่รอดได้อย่างไร ขนาดค่ายสีแดงที่ขัดแย้งกันมากมาย หลังเลือกตั้งค่ายน้ำเงินยังดึงไปเป็นพวกได้เลย

ทางเดียวที่รัฐบาลนี้จะล้ม คือรัฐบาลยิงปืนใส่เท้าตัวเอง ไม่ก็เจอวิกฤตเศรษฐกิจการเมือง สังคม ที่ควบคุมไม่ได้เล่นงานเท่านั้น

วันนี้ต้องยกให้เขาจริงๆ สีน้ำเงินเขาวาสนาดีจริงๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)
ชีวิตทางการเมือง ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)
E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์