ในประเทศ
การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.จบลงแล้ว … มีเสียงบ่นตรงกันหลายวงว่า รอบนี้ไม่สนุก
ไม่สนุกในที่นี้ไม่ได้หมายถึงดีหรือไม่ดี แต่เป็นเรื่องของบรรยากาศ อารมณ์ของการแข่งขัน ความรู้สึกของการประชันทางนโยบาย ที่ดูจืดชืด คาดเดาได้ง่ายดาย
ผลการเลือกตั้งก็เป็นไปตามที่โพลสำนักต่างๆ ออกมาประเมินนับสิบครั้งก่อนหน้านี้ ตำแหน่งแชมป์ไม่มีคลาดเคลื่อน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คะแนนนำเหนือกว่าคู่แข่งแบบขาดลอยทุกครั้ง
นั่นคือที่มาว่าทำไมไม่สนุก เพราะผลลัพธ์ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
ชัชชาติคว้าชัยชนะถล่มทลายแบบแลนด์สไลด์ คะแนนสูงสุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 1,537,784 คะแนน ทำลายสถิติเดิมของตัวเองในปี 2565 ที่ได้ 1,386,215 คะแนน
นับเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนแรกที่ชนะด้วยคะแนนล้านแตกถึงสองครั้ง แม้ครั้งนี้เปอร์เซ็นต์ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อยมาก คือ 52.79% ลดลงจากครั้งก่อนที่คนมาใช้สิทธิ์ถึง 60.73%
คำถามตามมาหลังชัยชนะถล่มทลายคือ ทำไมคนถึงเลือกชัชชาติ?
1.ต้องยอมรับว่าในเชิงคุณสมบัติ ชัชชาติมีบุคลิกและประสบการณ์ที่โดดเด่นที่สุดในหมู่ผู้สมัคร
ตั้งแต่การเตรียมตัวเป็นผู้สมัคร หากยังจำกันได้เมื่อการเลือกตั้งปี 2565 ชัชชาติเปิดตัวเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.นานกว่า 2 ปี พร้อมชุดนโยบาย
ตรงกันข้ามกับผู้สมัครคนอื่นในรอบนี้ที่ล้วนแล้วแต่เพิ่งเปิดตัวไม่นานก่อนเลือกตั้ง บางคนยอมรับว่าลงสมัครในนามพรรคเพราะไม่สามารถหาคนมาลงสมัครได้ ยังไม่นับว่าชัชชาติมีประสบการณ์การบริหารเมืองมาแล้ว 4 ปี
เรื่องนี้สะท้อนชัดบนเวทีดีเบตช่วงโค้งสุดท้าย กลายเป็นว่ายิ่งดีเบต คะแนนนิยมนายชัชชาติยิ่งดีวันดีคืน
2. ตลอดระยะเวลาการบริหาร กทม.สมัยแรก นายชัชชาติแทบไม่เคยมี “ชื่อเสีย” ในด้านการบริหาร
แม้จะมีเรื่องปัญหาส่วยที่หลายคนพูดถึง แต่ก็มิได้กระทบกับนายชัชชาติโดยตรง แถมการออกมาแฉในบริบทเลือกตั้งก็ทำให้คน กทม.มองเป็นเรื่องทางการเมืองมากกว่า
ตามประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.แล้ว หากผู้ว่าฯ คนเดิมบริหารเมืองมาอย่างราบรื่น ไม่ได้มีอะไรด่างพร้อยใหญ่โตเกินจะรับได้ ที่ผ่านมาก็ล้วนคว้าชัยสมัยที่ 2 กันทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร, อภิรักษ์ โกษะโยธิน ควบสองสมัยทั้งนั้น
3. ผลงานเข้าตาคนส่วนใหญ่
ปฏิเสธไม่ได้ว่านายชัชชาติผลักดันระบบรับเรื่องร้องเรียนปัญหาประจำวันใน กทม.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบ Traffy Fondue ดูอาจจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง เป็นข่าวดราม่าก็หลายหน แต่อย่างน้อยนี่คือตัวอย่างของการปฏิรูประบบการแก้ปัญหาเมืองโดยใช้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นที่ตั้ง ประชาชนมีอำนาจในการส่งเสียง และลดความวุ่นวายซับซ้อนของระบบราชการ
แน่นอนว่าหากไม่นับกรณีใช้หนี้รถไฟฟ้า ต้องยอมรับว่า 4 ปีที่ผ่านคน กทม.อาจยังไม่เห็นเมกะโปรเจ็กต์ใหญ่โตจับต้องได้
แต่ที่คน กทม.เห็นได้คือ การใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนดีขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ไม่ว่าจะเป็นทางเท้าที่ดีขึ้น (ดีขึ้นไม่ได้หมายถึงดีที่สุด) กว่าที่เคยเป็นมา, คน กทม.เจอน้ำท่วมน้อยลง (เวลาเจอน้ำท่วมก็ได้เห็นผู้ว่าฯ ลงมาบัญชาการหน้างาน มิใช่ไล่คนไปอยู่ดอยหรือประเภทหากุญแจเปิดเครื่องสูบน้ำไม่เจอ) คลองใน กทม.น้ำใสขึ้น (ยังมีดำเหม็นอยู่บ้าง แต่ระบบพร่องน้ำดีขึ้นหากเทียบกับอดีต) มีระบบไฟจราจรอัจฉริยะ มีโครงการตรวจสุขภาพฟรีโดยโรงพยาบาล กทม. ให้คนจับต้องได้ เป็นต้น
4. ชัชชาติมีจุดยืนทางการเมืองที่ดี
ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่านายชัชชาติมีจุดยืนถูกต้องที่สุด ดีสุดในทุกวาระ แต่ในเชิงการทำงาน นายชัชชาติมีภาพของการเป็น “นักประนีประนอม” เป็นผู้ว่าฯ ที่พอจะเข้าอกเข้าใจผู้ที่ถูกกระทำในทางการเมืองและการบริหารเมืองกว่าผู้ว่าฯ ในอดีตอยู่มาก
ที่ผ่านมาหลายครั้งนายชัชชาติก็แสดงให้เห็นว่าสามารถทำงานกับฝ่ายค้านของประเทศไทยได้ แม้จะถูกทีมงานค่ายสีส้มวิจารณ์หลายเรื่อง แต่นายชัชชาติก็ไม่เคยตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ (ดังเช่นผู้มีอำนาจในอดีตมักทำ)
ขณะเดียวกัน นายชัชชาติก็เคยเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับค่ายสีแดงระดับสูง แต่ก็สามารถทำงานร่วมกับรัฐบาลค่ายสีน้ำเงินได้ราบรื่น
การวางสถานะเช่นนี้ของนายชัชชาติไม่ว่าจะจงใจหรือไม่จงใจ ต้องถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในสนามเลือกตั้ง
เพราะไม่ว่าจะมีมุมมองทางการเมืองแบบขวา หรือซ้าย ไม่ว่าจะก้าวหน้าหรืออนุรักษนิยม ก็สามารถกาเลือกนายชัชชาติได้แบบไม่ขัดข้องใจ
ขนาดช่วงท้ายของการหาเสียง นายชัชชาติเจอวาทกรรมระบอบอากง, ครหาแอบเนียนหนุนผู้สมัคร ส.ก.โดยอ้างว่าอิสระ คนก็ยังให้โอกาส
5. นายชัชชาติไม่ได้มีแค่ภาพโชว์เดี่ยว แต่มีทีมงานเข้มแข็ง
นอกจากผู้ว่าฯ คน กทม.ก็สามารถจดจำทีมรองผู้ว่าฯ กทม.ได้เป็นอย่างดี แต่ละคนก็มีความชำนาญเฉพาะตัว งานรณรงค์เลือกตั้งที่เคยเป็นจุดแข็งของคู่แข่งคือค่ายสีส้ม รอบนี้กลับทำได้ไม่ดี กลายเป็นว่าทีมหาเสียงของนายชัชชาติมีประสิทธิภาพมากกว่าในหลายเรื่อง
6. คู่แข่งยังไม่มีศักยภาพเพียงพอในการท้าชนนายชัชชาติ
ไม่เหมือนกับเลือกตั้งเมื่อปี 2565 ที่คู่แข่งอย่าง ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทุกคนล้วนเป็นนักสื่อสารทางการเมืองที่เก่งกาจ มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน ทำให้การแข่งขันดูสนุก
แต่รอบนี้ยิ่งดีเบตความนิยมนายชัชชาติยิ่งทิ้งห่าง
คู่แข่งคนอื่นดูเหมือนมิได้เตรียมตัวมาแข่งขันแบบจริงจัง คนดูรู้สึกเหมือนกับว่าบางคนลงสมัครเพื่อสร้างสีสรรค์
หรือบางคนลงสมัครเพื่อประคับประคองกระแสผู้สมัคร ส.ก. มากกว่าตั้งเป้าชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ จริงๆ
แต่การบริหารเมืองหลวงของนายชัชชาติจากนี้ก็ไม่ง่าย ต้องเจอความท้าทายหลายอย่าง
1. คือความท้าทายในการเมืองของสภา กทม.
เพราะกลุ่มคนทำงานที่สนับสนุนนายชัชชาติได้รับเลือกตั้งเพียง 11 เขต เมื่อรวมกับพรรคเพื่อไทยอีก 4 ทำให้ได้ ส.ก.ไม่เพียงพอที่จะเป็นเสียงโหวตที่มีประสิทธิภาพได้ (ยกเว้นไปดึงประชาธิปัตย์มาได้)
หากสภา กทม.จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพหนีไม่พ้นที่นายชัชชาติต้องประนีประนอมทางการเมืองกับ ส.ก.พรรคประชาชน ซึ่งก็อาจไม่ทำตามใจนโยบายทางการเมืองของนายชัชชาติมากนัก
แต่หากมีความพยายามรวมเสียงเพื่อเขี่ย ส.ก.พรรคส้มหลุดจากเก้าอี้ประธานสภาไปเป็นฝ่ายค้านสำเร็จ ดังที่มีกระแสข่าว
ปัญหาการบริหารสมัยนี้ของนายชัชชาติจะยิ่งยุ่งยากเป็นทวีคูณ
2. คือความท้าทายเชิงนโยบาย
ต้องยอมรับว่าผู้ว่าฯ สมัยแรกของนายชัชชาติ ผลักดันนโยบายที่มีคู่กรณีน้อย กล่าวคือ นโยบายต่างๆ เป็นโปรเจ็กต์ง่ายๆ ที่ไม่มีคนเสียประโยชน์มาก แต่คนได้ประโยชน์เยอะ เช่น ลอกท่อ ทำทางเท้า ทำสวน 15 นาที เหล่านี้ไม่ใช่นโยบายที่ต้องปะทะกับใคร
ผิดกับทิศทางหลังจากนี้ หากนายชัชชาติจะทำเมกะโปรเจ็กต์ ทำเมืองกรุงให้แข่งขันได้ อาจหลีกหนีไม่พ้นการกระทบกระทั่งกับคนเล็กคนน้อย หรือผู้เสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นความท้าทายจะถูกต่อต้านหลังจากนี้
3. ความท้าทายทางการเมืองระดับชาติ
ต้องไม่ลืมว่าชัชชาติเคยเป็นแคดิเดตนายกฯ มาก่อน จากความสำเร็จทางการเมืองวันนี้ คงไม่เกินจินตนาการทางการเมืองไปนักว่า 4 ปีข้างหน้าอาจเห็นนายชัชชาติถูกวางตัวให้กลับมาลงการเมืองระดับชาติ
สถานการณ์วันนี้ต้องยอมรับว่า ไม่รู้ว่าฝ่ายอนุรักษนิยมไทย จะไว้วางใจรัฐบาลค่ายสีน้ำเงินให้ครองอำนาจไปได้นานแค่ไหน เพราะขนาดเพิ่งบริหารประเทศมาได้เพียง 2 เดือน ยังเจอสารพัดวิกฤตการบริหารโผล่ขึ้นมาทุกระดับ ล่าสุด ยังมีกระแสข่าวความขัดแย้งภายในกันเองอีก
เมื่อให้ส้มขึ้นบริหารประเทศไม่ได้ ขณะที่แดงก็เคยให้บริหารจนต้องยึดอำนาจคืนแล้ว ฝั่งค่ายน้ำเงินก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทุกวัน หวยก็อาจจะออกที่ “ชัชชาติ” ก็เป็นได้
ในวันที่กระแสความนิยมของนายชัชชาติยังพุ่งขึ้นสูงปรี๊ด ตรงกันข้ามกับสภาพการเมืองไทยโดยรวมที่ตกต่ำอยู่ในวังวนของความขัดแย้งและวิกฤตศรัทธา
หากนายชัชชาติเบนเข็มเข้าการเมืองระดับชาติจริง ก็จะเป็นคำถามของคน กทม.ที่จะเสียโอกาสการพัฒนาหรือไม่?
ภาวะการเมืองไทยจ้ำเบ้า ติดลูปเดิมเกือบ 2 ทศวรรษ
จึงอาจจะเป็นปัจจัยท้าทายนายชัชชาติมากขึ้นจากนี้เช่นกัน
