พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม
ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (จบ)
ตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” ทำหน้าที่มากกว่าการเป็นแค่หนังสืออธิบายรูปแบบและพัฒนาการโบราณวัตถุสถานในดินแดนไทย แต่ยังทำหน้าที่เป็นพาหนะในการกำหนด “จินตกรรมรัฐสยามทางศิลปะ” ที่กำกับวิธีการมองและทำความเข้าใจอดีตของสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง
สิ่งนี้ไม่ได้มีอิทธิพลเฉพาะในแวดวงนักประวัติศาสตร์ศิลปะ หากยังแทรกซึมเข้าไปสู่พิพิธภัณฑ์ ตำราเรียน ระบบการศึกษา ตลอดจนสำนึกว่าด้วยความเป็นชาติของผู้คนทั่วไป
หัวใจสำคัญของเครื่องมือในการสร้างความรู้ชุดนี้คือการจัดระเบียบอดีตผ่าน “การจัดหมวดหมู่” (Classification) และ “การเรียงลำดับเวลา” (Chronology) ให้แก่โบราณวัตถุสถานต่างๆ จนวิธีการมองแบบนี้กลายเป็นสิ่งที่ดูเสมือนเป็นธรรมชาติ
เราเรียนรู้ที่จะมองโบราณวัตถุผ่านคำถามเพียงไม่กี่ข้อ ได้แก่ งานชิ้นนี้เป็นศิลปะอะไร? อยู่ในสมัยใด? ใครเป็นผู้สร้าง? และได้รับอิทธิพลมาจากที่ใด?
คำตอบของคำถามเหล่านี้ถูกนำไปจัดวางอยู่ใน “กล่องยุคสมัย” ที่ถูกสร้างขึ้นไม่นานแต่ทำให้เราคิดว่าเป็นสัจธรรม ไม่ว่าจะเป็นศิลปะทวารวดี ศิลปะลพบุรี ศิลปะสุโขทัย ศิลปะอยุธยา และศิลปะรัตนโกสินทร์
ขอย้ำอีกครั้งว่า วิธีคิดดังกล่าวมิใช่สิ่งผิด หากแต่ในบริบทของการก่อตัวของ “รัฐ-ชาติ” สมัยใหม่ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 25 มันเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการจัดระเบียบอดีตที่กระจัดกระจายผ่านการจัดหมวดหมู่โบราณวัตถุสถาน ให้กลายเป็นประวัติศาสตร์รัฐและชาติที่มีเอกภาพ มีลำดับขั้น และมีศูนย์กลางร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป วิธีการดังกล่าวเริ่มกลายเป็นกรอบที่ครอบงำการมองเห็นอดีตเสียเอง และเข้ามาลดทอนความซับซ้อนของอดีตให้เหลือเพียงความพอใจแค่ระบุว่า “วัตถุชิ้นนี้คืออะไร” “รูปแบบเป็นอย่างไร” และเป็น “ศิลปะยุคไหน” เพื่อตอกย้ำชุมชนจินตกรรมของตนเอง มากกว่าการตั้งคำถามว่าวัตถุชิ้นนี้ดำรงอยู่ภายในเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมอะไรบ้าง
พูดให้ชัดก็คือ ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมาเป็น “ประวัติศาสตร์ของการจัดหมวดหมู่” มากกว่าการเป็น “ประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์”

ผลที่ตามมาคือ โบราณวัตถุสถานถูกทำให้กลายเป็นวัตถุที่หยุดนิ่ง ราวกับว่าความหมายของมันถูกกำหนดไว้เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่เริ่มสร้าง พระพุทธรูปองค์หนึ่งถูกทำให้กลายเป็น “ศิลปะสุโขทัย” เพื่อค้ำยันประวัติศาสตร์เอกราชของคนไทยที่ปลดแอกตนเองออกจากขอม
ปราสาทหินหลังหนึ่งถูกทำให้กลายเป็น “ศิลปะลพบุรี” เพื่อสร้างกำแพงที่แยกขาดออกจากปราสาทหินในกัมพูชา และเมื่อได้รับฉลากทางความหมายดังกล่าวแล้ว การทำความเข้าใจก็มักสิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น
แน่นอน มีงานศึกษามิติทางสังคมวัฒนธรรมอยู่ไม่น้อยในช่วงหลายสิบปีนี้ แต่ต้องยอมรับว่ายังไม่ใช่กระแสหลักและยังมีพลังทางสังคมไม่มากนัก ในขณะที่ฉลากแบบเดิมกลับถูกผลิตซ้ำจนหลายครั้งกลายเป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้งระหว่างรัฐ กรณีศิลปะลพบุรีคือตัวอย่างที่ชัดเจนจนไม่จำเป็นต้องอธิบายในรายละเอียด
รากฐานที่สำคัญประการหนึ่งของปัญหานี้ คงไม่เกินไปนักหากจะบอกว่ามีที่มาจาก “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม”
ดังนั้น การรื้อถอนจินตกรรมรัฐสยามทางศิลปะที่หนังสือเล่มนี้ออกแบบเอาไว้จึงเป็นภารกิจสำคัญมากในทัศนะผม
และผมอยากเสนอว่าเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยนการมองโบราณวัตถุสถานจากวิธีเดิมมาสู่กรอบวิธีคิดใหม่ๆ
อย่างน้อยที่คิดออกในตอนนี้ก็คือ จากประวัติศาสตร์ศิลปะที่ให้ความสำคัญกับการจัดหมวดหมู่รูปแบบ ไปสู่ประวัติศาสตร์ศิลปะที่ให้ความสำคัญกับ “ความสัมพันธ์”

ประวัติศาสตร์ศิลปะแบบเน้นความสัมพันธ์มิได้มองโบราณวัตถุสถานในฐานะวัตถุที่มีความหมายในตัวเอง หากมองว่าเป็น “จุดตัด” (node) ที่เชื่อมโยงเครือข่ายอันหลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้คน การค้า ความเชื่อ เทคโนโลยี แรงงาน การเคลื่อนย้าย วัสดุ การเมือง ตลอดจนการตีความซ้ำของผู้คนในแต่ละยุคสมัย ความหมายของโบราณวัตถุจึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดเสร็จสิ้นตั้งแต่แรกสร้าง หากเป็นสิ่งที่ถูกผลิตขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา
ข้อเสนอนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องล้มเลิกการเรียกชื่ออย่าง “ศิลปะทวารวดี” “ศิลปะลพบุรี” “ศิลปะสุโขทัย” หรือ “ศิลปะอยุธยา” เพราะในทางปฏิบัติ คำเหล่านี้ยังคงมีประโยชน์ในฐานะภาษากลางที่ช่วยให้เราสื่อสารและเข้าใจลักษณะร่วมบางประการของโบราณวัตถุได้อย่างรวดเร็ว
แต่สิ่งที่จำเป็นต้องเปลี่ยนคือการลดสถานะของคำเหล่านี้ลง จากเดิมที่ถูกทำให้เป็นความจริงทางประวัติศาสตร์ ให้กลายเป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์
กล่าวอีกอย่างคือ เราไม่ควรเริ่มต้นการศึกษาด้วยคำถามว่า “นี่คือศิลปะอะไร” แต่ควรถามก่อนว่า “วัตถุชิ้นนี้มีความสัมพันธ์กับอะไรบ้าง” แทน
พระพุทธรูปองค์หนึ่งไม่ควรได้รับความสำคัญเพียงเพราะเป็น “ศิลปะสุโขทัย” แต่ควรจะสำคัญเพราะมีบทบาทที่ดำรงอยู่ภายในเครือข่ายความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างศาสนา ผู้คน การค้า การเมือง เทคโนโลยี วัสดุ การเคลื่อนย้ายแรงงาน ตลอดจนการตีความซ้ำของผู้คนในแต่ละยุคสมัย
ในขณะที่ปราสาทหินหลังหนึ่ง เราก็ไม่ควรทำให้กลายเป็นเพียงหลักฐานที่ใช้ยืนยันว่าเป็น “ศิลปะลพบุรี” หากควรถูกพิจารณาในฐานะส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่เชื่อมต่อกันข้ามพรมแดนรัฐชาติร่วมสมัย ตั้งแต่ดินแดนกัมพูชา เวียดนาม ลาว ไปจนถึงอินโดนีเซียและอินเดีย เพราะในความเป็นจริง ผู้คนในอดีตไม่เคยมีชีวิตอยู่ภายในกรอบ “รัฐ-ชาติ” ที่เราสร้างขึ้นในปัจจุบันเลย
ดังนั้น โบราณวัตถุสถานก็ไม่ควรถูกมองในกรอบของ “รัฐ-ชาติ” เช่นเดียวกัน

การขยับมาสู่ประวัติศาสตร์ศิลปะแบบเน้นที่ความสัมพันธ์ตามตัวอย่างที่กล่าวมา จึงเป็นการเปลี่ยนคำถามพื้นฐานจาก “วัตถุนี้เป็นของใคร” ไปสู่ “วัตถุนี้เชื่อมโยงผู้คน กลุ่มอำนาจ และโลกแบบใดเข้าด้วยกัน” ซึ่งการเปลี่ยนคำถามแบบนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในวิธีการเล่าเรื่องอดีต
สำคัญที่สุดคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในอนาคต หากมีการปรับปรุงการจัดแสดงใหม่ ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะจัดแสดงโบราณวัตถุตามเส้นเวลาและตามการจำแนกหมวดหมู่ยุคสมัยทางศิลปะอีกต่อไป
เพราะตราบใดที่เรายังเดินเข้าพิพิธภัณฑ์แล้วพบกับเส้นทางเดินที่เริ่มต้นจากทวารวดี ลพบุรี สุโขทัย อยุธยา ไปสู่รัตนโกสินทร์ เราก็ยังคงเดินอยู่ภายในจินตกรรมรัฐสยามที่ “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” ออกแบบเอาไว้เมื่อหนึ่งศตวรรษก่อนนั่นเอง
พิพิธภัณฑ์ต้องกล้าทดลองสร้างนิทรรศการในโครงเรื่องใหม่ที่ตั้งอยู่บนประเด็นร่วมกันในมิติต่างๆ แทน เช่น การเคลื่อนย้ายผู้คน, การสร้างความศักดิ์สิทธิ์, เทคโนโลยีการก่อสร้าง, เครือข่ายการค้า, ภูมิทัศน์แห่งความตาย หรือการเมืองของการระลึกถึง ฯลฯ
วิธีการเช่นนี้จะช่วยลดพลังของเส้นแบ่งทางการเมืองที่รัฐชาติสมัยใหม่สร้างขึ้น โบราณวัตถุจะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อยืนยันความเป็นชาติ (ซึ่งมาทีหลังหลายร้อยปี) อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นหลักฐานของมนุษยชาติที่เชื่อมต่อถึงกันมาอย่างยาวนาน
ในระดับสากล มีตัวอย่างมากมายของพิพิธภัณฑ์ที่ได้ถอยออกมาจากการจัดแสดงโบราณวัตถุและชิ้นงานศิลปะตามหมวดหมู่รูปแบบและการเรียงร้อยเล่าเรื่องตามลำดับเวลา มาสู่กรอบประเด็นทางสังคม
การปรับปรุงห้องจัดแสดงศิลปะยุคกลางและเรอเนสซองส์ (Medieval and Renaissance Galleries) ของ Victoria and Albert Museum (V&A) ในปี 2009 คือตัวอย่างที่น่าสนใจ
พิพิธภัณฑ์เลือกที่จะจัดแสดงโบราณวัตถุทางศาสนาและประติมากรรมคลาสสิคมากมายผ่านบริบททางสังคมในลักษณะที่กำหนดแยกเน้นเป็น “ประเด็น” (thematic approach) เช่น ศาสนา, การอยู่อาศัย, เมือง, การบริโภค ฯลฯ มากกว่าการมองผ่านรูปแบบศิลปะตามยุคสมัยแบบเดิม
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Davies, G., Kennedy, K., & Victoria and Albert Museum. (2009). Medieval and Renaissance art : people and possessions. V&A Publishing)
จากที่อธิบายมา สิ่งที่ผมต้องการเสนอจึงไม่ใช่การประกาศว่าเราควรยกเลิกการใช้คำนิยามในการแบ่งหมวดหมู่ยุคสมัยทางศิลปะที่มีอยู่ เพราะข้อเสนอเช่นนั้นคงเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ และอาจไม่จำเป็นด้วยซ้ำ
สิ่งที่จำเป็นกว่าในวาระครบรอบ 100 ปีของหนังสือเล่มนี้ คือการ “ปอกเปลือก” ชุดคำเหล่านั้นว่าเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ไม่ใช่สัจธรรม และเปลี่ยนการจัดหมวดหมู่ให้กลายเป็นเพียงเครื่องมือเล็กๆ ชิ้นหนึ่งในการทำความเข้าใจโบราณวัตถุสถาน โดยไม่ปล่อยให้สิ่งนี้กลายเป็นกรอบวิธีหลักในการมองอดีตอีกต่อไป
บางที นี่อาจเป็นภารกิจสำคัญที่สุดที่เราต้องมอบหมายแก่นักเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะรุ่นต่อไป ว่าในทุกครั้งเมื่อพวกเขาอ่าน “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” พวกเขาต้องเปลี่ยนการมองงานชิ้นนี้จากสถานะคัมภีร์ที่ต้องบูชา ไปสู่สถานะของวัตถุทางปัญญาที่เราต้องวิพากษ์ ตั้งคำถาม และก้าวข้ามมันไปให้ได้โดยเร็ว
ท้ายที่สุดแล้ว การให้เกียรติที่แท้จริงต่อผู้สร้างองค์ความรู้ มิได้หมายถึงการสยบยอมต่อความรู้ชุดนั้นไปตลอด หากแต่ควรหมายถึงการกล้าพัฒนามันให้ก้าวไปไกลกว่าที่คนรุ่นก่อนเคยจินตนาการเอาไว้ต่างหาก
