bg-single

2 กรกฎาคม 2540 ลอยตัวค่าเงินบาท กับคำให้การ ‘ทนง พิทยะ’

02.07.2026

หมายเหตุ : ที่มาหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 4 ก.พ. 2548

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2540 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้นายทนง พิทยะ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แทนนายอำนวย วีรวรรณ ที่ลาออกไป โดยครั้งนั้นนายทนงได้ดำเนินการเรื่องสำคัญ 2 เรื่อง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือการลดค่าเงินบาท

กระทั่งเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 หรือหลังจากดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ 11 วัน และการปิดสถาบันการเงิน 58 แห่งเป็นการชั่วคราว “มติชน” ได้มีโอกาสพบนายทนง พิทยะ และสนทนาถึงเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งการตัดสินใจลดค่าเงินบาท การปิดสถาบันการเงิน รวมไปถึงกรณีที่มีข่าวว่าธุรกิจสื่อสารบางแห่งได้รับผลประโยชน์จากการเก็งกำไรค่าเงินบาท และนี่คือรายละเอียดจากปากคำของผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้น

• อยากให้เล่าเหตุการณ์ในการตัดสินใจลดค่าเงินบาท เมื่อปี 2540 ว่าเป็นอย่างไร

คือหลังจากที่ผมได้รับโปรดเกล้าฯ ก็ได้ไปพูดคุยกับ คุณอำนวย วีรวรรณ (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) ท่านบอกว่ามีเรื่องที่ฝากให้ทำต่อ คือเรื่องการลดค่าเงินบาท เพราะในระหว่างที่ท่านเป็นรัฐมนตรีนั้น ในที่ประชุมเรื่องนี้มีความเห็นขัดแย้งกัน 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าต้องมีการลดค่าเงินบาท แต่อีกฝ่ายหนึ่งยืนยันว่ายังไม่ต้อง

อย่างไรก็ตาม ในวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2540 หลังจากประชุมสภาเสร็จ ผมก็ได้รับแจ้งจากผู้ว่าการ ธปท. (นายเริงชัย มะระกานนท์) ให้เดินทางไปประชุมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สถานที่ประชุมคือ วังมัจฉา ครั้งนั้น ธปท. ได้แสดงฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศ ว่าเหลืออยู่เพียง 2.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้เป็นทุนสำรองของฝ่ายออกบัตรที่ต้องใช้หนุนหลังการพิมพ์ธนบัตรประมาณ 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับเราเหลือทุนสำรองที่ไร้ภาระเพียง 3-4 พันล้านเหรียญสหรัฐซึ่งไม่พอรับมือหากเกิดเหตุอะไรขึ้น

ผมรับฟังแล้วก็บอกแบงก์ชาติว่าให้ไปคิดมาว่าจะทำอย่างไร ระหว่างการขยายแบนด์หรือลอยตัวค่าเงินบาท

พอวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2540 ผู้ว่าการ ธปท. ก็โทรศัพท์มาบอกผมว่า ธปท. ได้หารือกันแล้วตกลงใจที่จะลอยตัวค่าเงินบาท แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะทำเมื่อไหร่ ผมก็บอกว่าให้ไปทำเรื่องมา

พอวันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2540 บิ๊กจิ๋ว (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) จะต้องออกทีวีเพื่อแถลงงบประมาณของรัฐบาล ท่านก็มาถามผมว่า จะให้พูดยังไงดี เพราะเรื่องนี้แม้นายกฯ จะรู้ว่าจะต้องลอยตัวค่าเงินบาทแน่ๆ แต่ก็พูดไม่ได้ ต้องเก็บเป็นความลับสุดยอด จนกว่าจะประกาศจริง

ผมก็บอกท่านว่า ให้พูดว่าจะยังไม่มีการลดค่าเงินในขณะนี้ เราพูดว่ายังไม่ลด ไม่ได้บอกว่าจะไม่ลดนี่ ก็ให้พูดอย่างนี้ไป ตอนนั้นก็ถือว่าท่านรู้แล้วว่าจะต้องทำ แต่ไม่รู้ว่าวันไหนแค่นั้นเอง

ส่วนผมเองก็คิดหนักเหมือนกันว่าจะประกาศลอยตัววันไหน ตอนนั้นคิดถึงขั้นว่าจะให้ธนาคารพาณิชย์ปิดทำการวันที่ 30 มิถุนายน 2540 แล้วประกาศ แต่เผอิญวันนั้นแบงก์ต้องปิดบัญชีงวดครึ่งปี จะยุ่งมากปิดแบงก์ไม่ได้ ก็พอดีว่าวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 เป็นวันหยุดครึ่งปีของแบงก์ไม่มีใครทำงานอยู่แล้ว ซึ่งวันนั้นมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พอประชุมเสร็จ คุณเริงชัย กับ ดร.ศิริ (นายศิริ การเจริญดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. ขณะนั้น) ก็มาขอพบ บิ๊กจิ๋ว เพื่อจะแจ้งให้ทราบว่าจะประกาศลอยตัวค่าเงินบาท วันที่ 2 กรกฎาคม 2540

• พล.อ.ชวลิตว่าอย่างไร 

บิ๊กจิ๋ว ถามว่า จริงหรือน้อง? ผมก็บอกว่าเรื่องนี้ผมรับผิดชอบเองถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เพราะผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

พอวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 แบงก์ชาติก็โทร.หานายแบงก์ตั้งแต่เช้ามืด ตี 4 ได้มั้ง เรียกนายแบงก์ทุกคนมาที่แบงก์ชาติ แล้วประกาศลอยตัวค่าเงินบาท

ส่วนเรื่องการปิด 56 ไฟแนนซ์นั้น ความตั้งใจของผมคือปิดชั่วคราว เพื่อหยุดการถอนเงินออกจากแบงก์ เพราะตอนนั้นเงินไหลออกจากแบงก์วันละ 2 หมื่นล้านบาท ถ้าไม่ทำอะไรแย่แน่ ตอนนั้นเราตั้งใจว่าจะแยกสินทรัพย์ดี สินทรัพย์เสียออกจากกัน ออกเป็น Good Bank กับ Bad Bank แล้วเอา Good Bank มารวมกัน อาจจะตั้งเป็นธนาคารขึ้นก็ได้ ก็ให้คุณบันเทิง(นายบันเทิง ตันติวิทย์) เป็นคนไปศึกษา

• แสดงว่า พล.อ.ชวลิตทราบมาตลอดว่าจะต้องมีการลดค่าเงินบาท 

ท่านรู้ตลอดแหละ เพราะมันมีบทศึกษามากมาย เอกสารของไอเอ็มเอฟ (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ก็ระบุไว้แต่ท่านพูดไม่ได้

• รู้เรื่องการแต่งตั้งคณะทูตลับไปเจรจาขอกู้เงินจากจีนไหม 

รู้ แต่วันที่เขาเดินทาง ผมต้องไปประเทศญี่ปุ่น คือตอนนั้นพอรู้ว่ามีทุนสำรองที่ไม่มีภาระเพียง 3-4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ก็ถามแบงก์ชาติว่าต้องกู้อีกเท่าไหร่ ถึงจะพอรับมือ แบงก์ชาติก็บอกว่าประมาณ 14.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ บิ๊กจิ๋วก็เรียกประชุม ซึ่งมีบางคนคิดว่าจีนเป็นบ้านพี่เมืองน้อง และบิ๊กจิ๋วก็สนิทกับจีนตั้งแต่เมื่อครั้งยังรับราชการเป็นทหาร น่าจะกู้ได้

ถ้าต้องการกู้ 14.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ แล้วทำไมตัวเลขที่ไปเจรจาถึงกลายเป็น 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

บางคนเขาคิดว่า ไหนๆ จะไปกู้แล้ว ก็เอา 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเลยแล้วกันแล้วสุดท้ายจีนก็ไม่ได้ให้คำตอบอะไรมา มีเพียงจดหมายฉบับหนึ่งเท่านั้น ในส่วนของผมก็คิดว่ากระบวนการกู้เงินเป็นหมื่นล้านเหรียญสหรัฐจากประเทศอื่นไม่ใช่เรื่องง่ายและการทำตามมาตรฐานสากลที่ทำกันจะง่ายกว่า ผมจึงเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ไปพบกับ นายฟุกุดะ ซึ่งเป็นลูกของอดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและเป็นวุฒิสมาชิก พอเขารู้ก็ติดต่อรัฐมนตรีคลังของเขาทันที คือมิตสึซิกะ ให้เราได้คุยกัน ก็มีการหารือกันในหลักการโดยญี่ปุ่นตกลงที่จะช่วยไทยภายใต้กรอบของไอเอ็มเอฟ

หลังจากนั้นอีก 2 อาทิตย์ ผมก็บินไปญี่ปุ่นอีกที เพื่อร่วม Tokyo Round ที่ทางญี่ปุ่นจัดให้เพื่อให้เราเจรจาขอกู้เงิน ซึ่งนอกจากญี่ปุ่น ก็มีตัวแทนจากสหรัฐ แคนาดา จีน และกลุ่มประเทศอาเซียน มาร่วม

Tokyo Round ครั้งนั้น ไอเอ็มเอฟ บอกว่าจะให้เรากู้ 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ญี่ปุ่นแจ้งว่าให้กู้ 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ พอมาถึงสหรัฐ บอกว่าเขาไม่มี อาจจะเป็นเพราะว่าเขาเพิ่งเข้าไปช่วยเหลือเม็กซิโกอยู่ และกระบวนการให้กู้ของเขาต้องผ่านสภา แต่เขารับว่าจะช่วยทางไอเอ็มเอฟเพราะเขาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่

ต่อมาแคนาดา บอกว่าจะให้ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนออสเตรเลีย แจ้งว่ายังไม่รู้ จีนก็แจ้งว่ายังไม่รู้ อินโดนีเซีย แจ้งว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ สิงคโปร์ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วก็มีมาเลเซีย และประเทศอื่นๆ

พอ 4 โมงเย็น ออสเตรเลียก็บอกมาว่า เขาจะช่วย 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนจีน กว่าจะรู้ก็ 6 โมงเย็น ว่าเขาตกลงช่วยเรา 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะตัวแทนที่จะมาร่วมประชุมให้คำตอบอะไรไม่ได้ เขาต้องโทรศัพท์ไปปรึกษารัฐบาลเขาก่อนก็เลยมาล่าที่สุด

สุดท้ายเราได้ 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพราะหลังจากนั้นก็มีผู้ให้กู้เพิ่มอีกส่วนหนึ่ง

รู้สึกอย่างไรที่มีข่าวว่าสนิทสนมกับธุรกิจสื่อสารบางแห่ง ทำให้ข่าวรั่ว 

ผมคงหยุดความคิดใครไม่ได้ เปลี่ยนความคิดเขาไม่ได้ แต่คำถามคือ ผมเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า? และนับแต่วันที่ผมเป็นรัฐมนตรีคลัง ถึงวันลอยตัวค่าเงินบาท ถ้าสมมุติว่าตอนนี้มีใครรู้ว่าเราจะลอยตัว เขาจะไปหาซื้อดอลลาร์เพื่อเก็งกำไรได้ที่ไหน ตอนนั้นแบงก์ชาติเขาไม่ขายดอลลาร์แล้ว หมดหน้าตักแล้ว

แล้วทำไมมีข่าวว่ากลุ่มนี้ไม่ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเลย ไม่เหมือนธุรกิจอื่น

ใครบอกว่าเขาไม่ขาดทุน คุณไปดูบัญชีของแต่ละบริษัทในกลุ่มช่วงนั้นสิ ก็บางแห่งที่ไม่ขาดทุนแม้จะกู้เงินดอลลาร์มาทำโครงการ แต่เนื่องจากรายได้จากการให้เช่าเครื่องมือสื่อสารของเขาก็รับเป็นเงินดอลลาร์เหมือนกัน ก็ไม่เป็นไร เหมือนการบินไทย ที่กู้เงินต่างประเทศแต่รายได้ก็เป็นเงินตราต่างประเทศ ก็ไม่ขาดทุน แต่มีบางบริษัทที่รายได้เป็นเงินบาท งบการเงินปีนั้นเขาก็ขาดทุนเหมือนกัน ส่วนอีกบริษัทหนึ่งเผอิญเขาขายกิจการในต่างประเทศได้ในราคาแค่ 50% ของราคาทุน แต่เนื่องจากได้เป็นเงินดอลลาร์ ตีกลับเป็นเงินไทยก็เลยเท่าทุน ทั้งหมดนี้ไปดูบัญชีเขาได้ คนที่พูดส่วนใหญ่ก็เดาเอา เขารู้อย่างที่ผมรู้หรือเปล่า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภูมิธรรม–จักรพงษ์” ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ย้ำเดินหน้ากระชับความร่วมมือทุกมิติ เพื่อการพัฒนาร่วมกัน
2 กรกฎาคม 2540 ลอยตัวค่าเงินบาท กับคำให้การ ‘ทนง พิทยะ’
E-DUANG | สปอต์ไลต์ ฉายจับ เรือฟรีเกต กองทัพเรือ พรรคประชาชน
อำลาผู้สร้างตำนาน “เด็กหนุ่มแว่นดำชุดยูโด” โก๋แก่… มันทุกเม็ด ด้วยหัวใจนักสู้ ออกเดินทางไกล
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (37)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับคดีอาชญากรสงคราม (20)
33 ปี ชีวิตสีกากี (182) | ข้อสงสัยต่อ ‘อัยการ’
E-DUANG | “ลิ่ม” แหลม จาก ไอติม พริษฐ์ ทะลวงใส่ ภูมิใจไทย เพื่อไทย
วิชา ‘วรรณกรรมแห่งความสิ้นหวัง’ ชั้นเรียนยอดนิยมใน ‘ไอวีลีก’
พลิกแฟ้มข่าว ‘เช่าคอมพ์ฉาว’ มูลค่า 3,490 ล้านบาท ตีแผ่ยุคมืดมหาดไทย ใครขวาง ‘ดับ’
ไทยประกันชีวิตเดินหน้าโครงการ “เสริมโอกาส สร้างอาชีพ” ปี 4 ชูวัตถุดิบท้องถิ่นต่อยอดสร้างรายได้ชุมชน