บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
โกงสอบท้องถิ่นทำให้ภาพลักษณ์มหาดไทยที่ “เทาแล้ว” ยิ่ง “เทาอยู่” และ “เทาต่อ” เพราะคนสงสัยว่าการทุจริตเรื่องนี้จะจบโดยไม่มีหัวโจกผิด
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวละครซึ่งถูกสงสัยว่าร่วมโกงก็ลามไปถึงอธิการบดี, อธิบดี, ปลัด, รัฐมนตรี รวมทั้งบุคคลชั้นสูงระดับขนหัวลุกในสังคมไทย
เห็นได้ชัดว่าโกงสอบท้องถิ่นครั้งนี้พัวพันกับการเมือง และการโกงที่เกี่ยวกับนักการเมืองส่วนใหญ่ล้วนจบแบบไม่มีการเอาผิดนักการเมืองทั้งสิ้น
ยิ่งถ้าผู้ก่อเหตุเป็นนักการเมืองระดับชาติ โอกาสที่จะดำเนินคดียิ่งเป็นศูนย์จนคดีแบบนี้มักจบแบบ “จับแพะ”, “ฆ่าตัดตอน” หรือไม่ก็ “เป่าคดี”
ล่าสุด “กฤต” ซึ่งพูดในคลิปว่าได้โควต้าโกงสอบท้องถิ่นจาก “รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย” ก็รับจบด้วยการยกมือขอโทษแล้วบอกว่ารัฐมนตรีไม่เกี่ยวไปแล้ว
จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า ตำรวจและ ป.ป.ช.จะเชื่อว่ารัฐมนตรีไม่เกี่ยวตามคำพูด “กฤต” หรือจะสืบสวนสอบสวนต่อเพื่อไม่ให้เรื่องจบแบบ “เป่าคดี”
แหล่งข่าวคนหนึ่งบอกผมว่า “กฤต” จะยอมพลีชีพเพื่อไม่ให้เรื่องนี้ลุกลามไปยังบุคคลระดับสูงต่อไป การพลีชีพยิ่งชี้เงื่อนงำของการโกงสอบครั้งนี้จนเดาได้ไม่ยากว่าตำรวจและ ป.ป.ช.จะเลือกจบเรื่องนี้อย่างไร
แต่ประชาชนไม่ควรยอมให้เรื่องนี้จบแบบหัวโจกตัวจริงลอยนวล
ในกรณีโกงสอบท้องถิ่น ตัวละครในคลิปอย่าง “กฤต” คือนักการเมืองซึ่งอ้างว่าตัวเองได้โควต้าโกงสอบ 1,500 ตำแหน่งจากทีมงานพรรคการเมือง ส่วน “ส้ม” มีรายชื่อผู้สมัครที่พร้อมจ่ายค่าโกงสอบและเมื่อทั้งสองฝ่ายดีลกัน “ส้ม” ก็อ้างว่าตัวเองมี “ที่ลงให้พร้อม” สำหรับคนที่ซื้อตำแหน่งทุกกรณี
“ส้ม” เป็นคนร้องเรียนเรื่องนี้ไปยัง ป.ป.ช. ปัญหาของ “ส้ม” จึงไม่ใช่เรื่องการได้โควต้าโกงสอบจาก “อำนาจรัฐ” ผ่านทีมงานพรรคการเมือง แต่คือเรื่องที่ “ส้ม” ถูกแฉว่ารับเงินจากผู้สมัครสอบ ขณะที่ “กฤต” คือคนที่ดีลกับอำนาจรัฐหรือเป็น “นายหน้า” ของนักการเมืองจนมีตำแหน่งมาขายเป็นพันๆ
อย่างไรก็ดี “ส้ม” อ้างว่าทำแบบนั้นเพื่อแฉว่าการสอบท้องถิ่นครั้งนี้มีการทุจริตโดยฝ่ายผู้จัดสอบคือ “มศว” ส่วน “กฤต” อ้างว่าตัวเองดีลกับส้มเพื่อทลายการโกง ซึ่งคำพูดทั้งสองคนนี้มีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือพอๆ กันว่าใครจะยอมทำชั่วจนเสี่ยงติดคุกทั้งที่ตัวเองไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเลย
เส้นทางข่าวในวังวน “กฤต” กับ “ส้ม” กลายเป็นเรื่อง “สงครามนายหน้าหักนายหน้า” ซึ่งแก๊งโกงหักแก๊งโกงโดยไม่เกี่ยวกับนักการเมืองในอำนาจ
ทั้งหมดนี้คือการขยับประเด็นให้การโกงสอบท้องถิ่นออกไปไกลจาก “อำนาจรัฐ” และทิศทางข่าวค่อยๆ ออกห่างจากตัวปลัด, อธิบดี และรัฐมนตรี
“กฤต” เป็นนักการเมืองเกรด C ที่ลงเลือกตั้งแต่ไม่เคยเข้าสภา เขาลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรกที่ขอนแก่นกับพรรคชาติไทยพัฒนาในพื้นที่ซึ่งไม่มีทางชนะ จากนั้นไปกล้าธรรมกับกลุ่ม “เอกราช ช่างเหลา” แล้วอ้างว่าเป็นอดีตคณะทำงาน “ธรรมนัส พรหมเผ่า” และปิดท้ายด้วยการมีภาพปี 2568 เป็นทีมงานพรรคเพื่อไทย
เป็นเรื่องยากจนเหลือเชื่อที่นักการเมืองสอบตกระดับ “คณะทำงาน” จะสามารถล็อกตำแหน่งข้าราชการท้องถิ่นไปขายต่อถึง 1,500 ตำแหน่งอย่างกฤตทำ
เรื่องแบบนี้ใหญ่จนระดับ ส.ส.สมัยที่ 2 หรือเลขานุการรัฐมนตรียังทำไม่ได้ ใครที่ทำได้จึงต้องมีเบื้องหลังเป็นตัวแทนคนระดับสูงกว่านั้นขึ้นไป
เบื้องหลังกฤตเป็นใครต้องไปว่ากันตามกระบวนการยุติธรรมที่ต้องไม่จบแบบมวยล้มต้มคนดู
เฉพาะรัฐมนตรีช่วยมหาดไทยที่มีชื่อพัวพันกับข่าวการขายตำแหน่งก็ปาไปแล้ว 2 ราย ประเด็นคือ รัฐมนตรีไม่มีทางเอาตำแหน่งไปขายได้เอง สิ่งที่รัฐมนตรีทำได้คือ การเอาโควต้าตำแหน่งไปกระจายให้คนอื่นขายต่อ ไม่ว่าจะโดยผ่านกลไกราชการ ผ่าน ส.ส. หรือผ่านนักการเมืองระดับท้องถิ่นก็ตาม
นักการเมืองระดับชาติคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า “ข้าราชการท้องถิ่น” และ “ส.ส.” หรือ “นักการเมืองท้องถิ่น” คือเซลส์แมนสำคัญของการขายตำแหน่งราชการ
โดยปกติชาวบ้านหรือใครที่อยากซื้อตำแหน่งมักถามข้าราชการในพื้นที่, ส.ส. หรือนักการเมืองท้องถิ่นอยู่แล้วว่าช่วยฝากลูกหลานเข้าที่นั่นที่นี่ได้หรือไม่ เรื่องแบบนี้เป็นความจริงที่คนไทยรู้กัน
ทันทีที่ชาวบ้านหรือใครก็ตามถามแบบนี้ ข้าราชการสีเทา, ส.ส.สีเทา และนักการเมืองท้องถิ่นสีเทาก็รู้ทันทีว่าคนเหล่านั้นคือ Potential Customer จากนั้นก็แค่ตัดสินใจว่าจะช่วยชาวบ้านหรือไม่ช่วย ถ้าช่วยจะช่วยฟรีๆ หรือ “ดีล” ให้ปิดการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการท้องถิ่นผ่านเบอร์โทรศัพท์หรือแอดไลน์
คนเหล่านี้ใกล้ชิดกับชาวบ้านจนคำถามเรื่องฝากลูกฝากหลานเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งกว่านั้นคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่แต่ละคนอยากซื้อตำแหน่งล้วนเป็นองค์กรที่ “ข้าราชการ” หรือ “นักการเมือง” มีเครือข่ายคุ้นเคยอยู่แล้ว หากผู้ซื้อและผู้ขายใจตรงกัน การซื้อขายก็ง่ายกว่าพลิกฝ่ามือ
ปฏิบัติการโกงข้อสอบไม่มีทางทำโดย “กฤต” เพียงคนเดียว
กฤตไม่มีปัญญามีโควต้าสอบข้าราชการท้องถิ่นมาเร่ขายถึง 1,500 ตำแหน่ง
เช่นเดียวกับ “ส้ม” ไม่มีปัญญาหาตำแหน่งมาขายแลกเงินมหาศาล แต่ทั้งหมดต้องมี “เครือข่าย” ที่อยู่สูงกว่าทั้งคู่ในแง่ Supply และต่ำกว่าทั้งคู่ในแง่ Demand
เส้นทางข่าวโกงข้อสอบนั้นชัดแล้วว่าเบื้องหลัง “กฤต” คือใคร แต่เบื้องหลังส้มยังเป็นปริศนาที่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ชัดๆ มากกว่าแชตซึ่งไม่มีผลทางกฎหมาย
เพราะถ้าเบื้องหลัง “กฤต” ใหญ่จนกฤตยอมฮาราคีรีตัวเอง เบื้องหลังส้มก็ต้องใหญ่พอที่จะทำให้ส้มกล้าชนกับกฤตและนายของกฤตด้วยเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่าคดีโกงข้อสอบกำลังจะจบที่ฆ่าตัดตอน แต่ปัญหาคือการฆ่าตัดตอนกรณีนี้ยากเพราะราชการเคยบอกว่าการซื้อขายตำแหน่งมีสูงถึง 3,000 จาก 9,000 ตำแหน่ง ซึ่งแปลว่าคดีใหญ่เกินกว่า “กฤต” จะทำคนเดียวได้ แต่จะยอมให้คดีเดินหน้าจนเอาผิดคนที่ใหญ่กว่ากฤตก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน
เป็นไปได้อย่างมากที่คดีนี้จะจบโดยไม่มีนายใหญ่ของกฤตคนไหนผิดเลย
แต่อาจต้องมีคนระดับกฤตอีกสักกลุ่มที่ทำให้การฆ่าตัดตอนดูน่าเชื่อถือว่าคนกลุ่มนี้สามารถโกงสอบจนมีเงินหมุนเวียน 4,500 ล้านได้จริงๆ
