ฝ่ายค้านจัดขุนพลชำแหละงบปี 70 ติดป้าย ‘เอไอ’ ประเคนเงิน ‘ดิจิทัลพลัส’
ในประเทศ
สัปดาห์นี้สภาผู้แทนราษฎรวางคิวไว้ 3 วัน 2 คืน เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ
โดยการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระที่ 1 (รับหลักการ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้นำเสนอแทน
เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ เพื่อถวายงานและรับพระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569
ทั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นำเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ตอนหนึ่งว่า ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2570 ตั้งไว้จำนวนไม่เกิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2569 จำนวน 7.4 พันล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 2.78 ล้านล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 7.10 หมื่นล้านบาท รายจ่ายลงทุน 7.89 แสนล้านบาท รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 1.51 แสนล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามยุทธศาสตร์ชาติ
“ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2570 ทำหน้าที่ประคองประชาชนและเศรษฐกิจ และวางรากฐานให้ประเทศแข็งแรง โดยยึดทำงบให้ตรงจุด สะท้อนโปร่งใส เปิดเผยได้ เพื่อให้ประเทศข้ามผ่านวิกฤตทั้งพลังงาน ค่าครองชีพ และระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงเอกชน และมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน ดังนั้น จึงได้คำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณที่คุ้มค่า ประหยัด เน้นประสิทธิภาพ และการทำงานต้องลดความซ้ำซ้อน รวมถึงยึดกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด” นายเอกนิติระบุ
นายเอกนิติยังระบุด้วยว่า รัฐบาลกำหนดนโยบายแก้ปัญหาเร่งด่วน ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถ เช่น เพิ่มรายได้ ลดภาระค่าใช้จ่าย โครงการคนตัวเล็กพลัส โครงการดิจิทัลเอไอ นโยบายการลงทุนพลัส ยกระดับความสามารถ เทรดพลัส เมดอินไทยแลนด์พลัส เร่งขยายตลาดส่งออก ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ให้เม็ดเงินหมุนเวียนตามนโยบายชุมชนพลัส ขณะเดียวกันยังสร้างความมั่นคงชายแดน พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ
“ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2570 มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มุ่งสร้างโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำอย่างทั่วถึง สำหรับการทำนโยบายแบบขาดดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะบริหารงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมาย ตามกรอบวินัยการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด”
“จะใช้จ่ายเงินภาษีประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้เม็ดเงินไปสู่ประชาชน สร้างการเติบโตให้เต็มศักยภาพ ทั่วถึง ยั่งยืน เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลังระบุ
สําหรับการอภิปรายของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ตลอดทั้ง 3 วัน ต้องยอมรับว่าเป็นไปด้วยความเข้มข้น
เห็นได้ชัดว่าแต่ละพรรคได้จัดเตรียมขุนพล รวมทั้งรายละเอียดและข้อมูลต่างๆ เพื่อชำแหละงบประมาณฯ 2570 กันอย่างเต็มที่ เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสในหลายๆ กระทรวง
ไฮไลต์เนื้อหาสำคัญของการอภิปราย โดยพรรคประชาชน (ปชน.) น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า การตั้งงบประมาณครั้งนี้เพิ่มขึ้นเพียง 7,400 ล้านบาท ขณะที่ส่วนของรายได้ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 79,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับงบประมาณที่เพิ่ม ทั้งที่งบเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่รัฐบาลยังกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในระดับที่สูงอยู่มาก รัฐบาลอาจจะบอกว่ามีวิกฤตพลังงานที่ซ่อนอยู่ แต่รัฐบาลเพิ่งเซ็นเช็คเปล่าที่ได้กู้เงินให้กับตัวเองไปแล้ว 4 แสนล้านบาท
“การเอาวิกฤตมาอ้างการขาดดุลสูงขนาดนี้อาจไม่ถูกต้อง เพราะจะทำให้งบประมาณเกิน 3% ต่อจีดีพีกลายเป็นความปกติใหม่ และสะท้อนว่าเรากำลังอยู่ในปัญหาที่เรื้อรังที่ค่าใช้จ่ายมีแต่จะเพิ่มขึ้น แต่ว่ารายได้ของรัฐบาลขยับตามไม่ทัน สะท้อนออกมาเป็นการจัดสรรงบประมาณของปีนี้ว่ารายจ่ายลงทุนโดนหั่นลงไป 70,000 ล้านบาท แต่รายจ่ายประจำกลับเพิ่มขึ้นสวนทางหลายแสนล้านบาท โดยรายจ่ายประจำที่ปรับไม่ได้ จนไม่สามารถใช้กลเม็ดทางงบประมาณที่จะปกปิดอำพรางได้อีกต่อไป” น.ส.ศิริกัญญาระบุ
ด้านนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายส่วนของงบที่เกี่ยวกับดิจิทัลทั้งหมด ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในรัฐบาลชุดนี้ ขอเรียกว่า “ดิจิทัลพลัส” ซึ่งหากดูงบดิจิทัลของปี 2570 ตัวเลขรวมสูงกว่า 33,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบปี 2569 ถึง 28% ทั้งที่ภาพรวมของงบปี 2570 ทุกกระทรวงถูกลดงบลงเกือบหมด มีเพียงกระทรวงเดียวที่ได้รับงบด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้นถึง 114% คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ส่วนเหตุผลจะเป็นเพราะว่ามีใครบางคนนั่งอยู่ที่กระทรวงดีอีหรือไม่ หรือเพราะรัฐบาลมีความจริงใจใส่ใจต่อดิจิทัล เป็นเรื่องที่ทุกคนแล้วแต่จะคิด
ทั้งนี้ นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ โครงการเกี่ยวกับดิจิทัลที่คนสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นโครงการเกี่ยวกับ AI โดยเฉพาะโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเต็มไปด้วยข้อกังขามากมาย
แต่ที่ผ่านมารัฐบาลยืนยันแข็งขันว่าสัญญาแก้ไขไม่ได้ ยกเลิกไม่ได้ แต่สุดท้ายช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเริ่มมีการปรับแก้สัญญากับภาคเอกชนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี อย่างไรก็ตาม โครงการเฟสแรกยังไม่ทันได้เริ่มอย่างเป็นทางการ ปลัดกระทรวงดีอีได้พูดไว้ก่อนแล้วว่าเตรียมงบสำหรับเฟสสองไว้แล้ว 900 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในงบปี 2570 แต่ข่าวดีคือ ในเล่มงบประมาณไม่มีโครงการ TH-AI Passport เฟสสอง ซึ่งสำนักงบประมาณได้ตัดงบประมาณก้อนนี้ทิ้ง
แต่สิ่งที่ต้องระวังอย่างมากคือ โครงการ TH-AI Passport เฟสสอง อาจจะกลับมาได้รูปแบบของเงินนอกงบประมาณ จึงขอให้ทุกคนช่วยกันจับตาดู
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า งบประมาณฉบับนี้เป็นงบประมาณที่พวกเรามองไม่เห็นอนาคต ไม่ได้ตำหนิรัฐบาล เพราะโครงสร้างงบประมาณก็สะท้อนปัญหา เพียงแต่ว่าด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกด้วยภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น จึงเป็นความท้าทายและเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษว่าจะสะสางปัญหาที่มันเหมาะสมมาอย่างไรให้เราสามารถมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการเดินไปข้างหน้า
ด้านนางการดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า มองว่างบนี้คืองบไร้อนาคต โดย
1. เป็นงบที่กระจัดกระจายซับซ้อนและหลายทิศทางเก่งหรือไม่
2. งบนี้มีคำว่า AI ติดป้ายปลอมของไม่ตรงปกหรือไม่
และ 3. งบนี้จะทำให้ไทยตกขบวนโลกจริงหรือไม่ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย
เท่าที่ตนและผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ดูมันใช่ทั้ง 3 ข้อเลย ทั้ง 3 ข้อบวกกันนี้ไม่ใช่ประเด็นที่ว่าเรามีเงินไม่พอ แต่คิดว่าเงินที่ถือ ณ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะพาประเทศไปที่ไหน และเรากำลังจะพูดงบนี้ไม่มีอนาคต
ฟากนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวขอบคุณเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล หลายคนอาจจะบอกว่าถ้าใครติดตามการอภิปราย จะมีความรู้สึกเหมือนกับว่าสีสันรสชาติของการอภิปรายในครั้งนี้อาจจะไม่เหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา
แต่หากตั้งใจฟังให้ดีจะพบว่าข้อมูลต่างๆ ที่ ส.ส.นำมาเสนอต่อสภาฯ เป็นข้อมูล เป็นตัวเลขที่คิดว่าหน่วยงานของรัฐบาลจะได้ประโยชน์จากการเอาข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ข้อท้วงติงของสมาชิกมาพิจารณา การอภิปรายงบฯ ในครั้งนี้อาจไม่มีการอภิปรายเสียดสีหรือพาดพิง จึงทำให้การอภิปรายเป็นไปได้ด้วยดี
“เห็นได้ชัดว่าฝ่ายค้านและรัฐบาลให้โอกาสกับ ส.ส.หน้าใหม่ในการลุกขึ้นทำหน้าที่อภิปรายให้ข้อเสนอแนะ ถือเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะได้เห็น ส.ส.หน้าใหม่หลายคนลุกขึ้นทำหน้าที่สลับกับ ส.ส.ที่มีประสบการณ์” นายกรวีร์ระบุ
ทั้งภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ลงมติโหวตรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอแล้ว ที่ประชุมสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ
เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
