เหยี่ยวถลาลม
ภาพถ่ายจำนวน 10,000 รูป ถ้านำมาวางกองไว้ให้ดูคงจะตาแฉะ แล้วถ้าภาพถ่าย 100,000 ชิ้นล่ะจะดูกันตาแตกหรือไม่
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ช่างสรรหา “แง่มุม” มาเปิดโปงกลางวงเสวนาว่า มีหลักฐานเป็นภาพถ่าย 200 ล้านภาพใน “คดีฮั้ว ส.ว.”
เหมือนกับจะถามว่า เป็นประจักษ์หลักฐานเพียงพอให้ “คดีฮั้ว ส.ว.” เดินหน้าไปอย่างปกติได้หรือยัง
“คดีฮั้ว ส.ว.” เป็นผลมาจากการเลือกตั้ง ส.ว.เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2567 ผ่านมา 2 ปีกว่าแล้วยังไปไม่ถึงไหน ไม่รู้ว่ากลไกการค้นหาความจริงติดขัดที่ตรงไหน ทำไม “ส.ว.” คณะที่ทะแม่งๆ ได้ใช้อำนาจรัฐเห็นชอบแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระต่างๆ มา 2 ปีกว่าแล้ว
“กกต.” ยังไม่มีทีท่าว่าจะปิดจ๊อบแบบไหน
12 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปฝ่ายค้าน จึงจัดเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก ส.ว. : คดีฮั้ว ส.ว.ไปถึงไหนแล้ว”
น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเจาะลึกและตีแผ่หลักฐานการฮั้วครั้งมโหฬารให้สาธารณชนได้รับฟังรับชมแล้ว ยังได้นำพยานปากสำคัญ 4 คนอดีตผู้สมัคร ส.ว. ที่ได้รู้ได้เห็นขบวนการจัดเตรียม จัดตั้ง และจัดฮั้วเลือก ส.ว.มาเปิดเผยข้อมูลวงในชัดๆ ชนิดที่ผู้เข้าร่วมวงเสวนาพากันอึ้ง ทึ่งในความอวดโอ่อหังการของ ส.ส.และอดีต ส.ส.ของพรรคการเมืองหนึ่งที่ประกาศยุทธศาสตร์ 5 ข้อ ซึ่ง 1 ใน 5 นั้นก็คือ หมายมั่นจะต้องกำกับองค์กรอิสระให้ได้ทุกองค์กรโดยเฉพาะ กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ
จริงหรือเท็จ ใช่หรือไม่ใช่
พิสูจน์ได้ถ้าให้ “กระบวนการยุติธรรม” ขับเคลื่อนไปเป็นปกติ
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ถึงกับระบุพฤติการณ์นั้นว่า เป็นการกระทำล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะการฮั้ว ส.ว.เป็นการสมคบคิดกันทั้งระบบ มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ รวมถึง กกต.ขณะนั้นที่ปล่อยให้ทำเรื่องใหญ่ มีหลักฐานโพยหลายกลุ่มที่เหมือนกัน 99% มีภาพจากกล้องวงจรปิด และภาพต่างๆ รวมประมาณ 200 ล้านภาพ
ทั้งหมดอยู่ที่ กกต.ขึ้นอยู่กับ กกต.!
“ขอให้เปิดหีบบัตรเลือกตั้ง ใช้เวลาแค่ครึ่งวัน ให้นักคณิตศาสตร์พิสูจน์ตัวเลขที่เรียงเหมือนกัน 5 ตัวในบัตรทุกใบ ไม่สลับเลขกันแม้แต่ใบเดียว”
พ.ต.อ.ทวียืนยันว่าภาพในกล้องซึ่งปรากฏชัดนั้นจะเป็นโอกาสให้ กกต.ได้ทำความสะอาดกับการเลือกตั้ง ส.ว.ของประเทศไทยครั้งที่ผ่านมา
ในที่เวทีเสวนา มีพยาน 4 คน จากจังหวัดมหาสารคาม นครพนม หนองบัวลำภู และนครศรีธรรมราช มาเปิดเผยหลักฐาน “ขบวนการฮั้ว” ทุกฉากทุกตอน ตั้งแต่การติดต่อนัดแนะ พบปะพาไปกินอาหาร เจรจาแผนดำเนินงาน แสวงหาตัวบุคคลลงสมัคร จัดจองโรงแรม จัดเตรียมอาหาร จ่ายค่าเดินทาง ค่าตอบแทน
ทั้งหมดอยู่ภายใต้การอำนวยการ การอธิบายความ การซักซ้อมและเกลี้ยกล่อมของอดีต ส.ส., ส.ส. และญาติ ส.ส.สังกัดพรรคการเมืองซึ่งใครๆ ก็รู้ว่ามุ่งมั่นจะยึดอำนาจทั้งกระดาน
โดยก่อนหน้าเลือกตั้ง ส.ว. 1 วัน มีการเชิญผู้สมัคร ส.ว.ไปที่โรงแรมมารวย การ์เด้น ให้รับโพย แล้วลอกโพยไปเขียนให้ตรงกัน บัตรเลือกทุกใบจึงลงหมายเลขเหมือนกัน เรียงลำดับตามกัน ไม่มีสลับเลขหลอกล่อเล่นเชิงแต่ประการใด
ตัวละครผู้เกี่ยวข้องที่สามารถกลายเป็น “ผู้ถูกกล่าวหา” ในคดีฮั้ว ส.ว.จึงยังมีอีกจำนวนมาก!
แต่ปัญหาก็มีอยู่ว่า ถ้าคดีนี้มี ส.ส.และพรรคการเมืองเข้าไปพัวพันแน่นหนาระดับ “ตัวการ” ในกระบวนการฮั้ว ส.ว. “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีต กกต.ผู้คร่ำหวอดถามว่า “นั่นเป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ถึงขั้น ‘ยุบพรรค” เหมือนกับที่เคยใช้กับพรรคการเมืองอื่นหรือไม่”
2 ปีมาแล้วที่ “คดีฮั้ว ส.ว.” คาราคาซังเป็นแผลเหวอะหวะของระบบการเมืองประเทศไทย
แม้ 4 จาก 7 ของ “กกต.” จะมาใหม่ และมาจากการรับรองให้เข้าสู่อำนาจจาก “ส.ว.” ชุดที่กำลังมีปัญหา แต่ “กกต.” ก็มีหน้าที่โดยตรงในการสะสางกรณีที่เกิดขึ้นให้กระจ่างอย่างโปร่งใส
กล่าวในแง่เกียรติภูมิองค์กร “กกต.” เป็นอิสระและมีอิสระ
ไม่ผูกมัดผูกพันว่าจะต้องรับใช้กลุ่มบุคคลใด
“กกต.” จึงต้องแสดงตัวให้ประจักษ์ด้วย “เจตนา” ว่าได้ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งอย่างสุจริต และเที่ยงธรรม และเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็ลงมือสะสางอย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้
กกต.มีหน้าที่ในการนำสำนวนไต่สวนพร้อมผู้เกี่ยวข้องคดีฮั้ว ส.ว.กับหลักฐานที่มีท่วมหัวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ระบบการเมืองจะพัฒนาไปสู่ความมีอารยะขึ้นก็ด้วยการทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งของ “กกต.”
ทว่า ขณะนี้ คณะกรรมการชุดที่ 26 ของ กกต. ไต่สวนเสร็จสิ้นแล้วมีความเห็นว่า มีผู้เกี่ยวข้อง 229 คนซึ่งต้องชำระความ
แต่คณะกรรมการชุดที่ 36 ของ กกต. แก้กลับว่า “ให้ยกคำร้องทั้งหมด”
แม้มุมมองจะกลับหัวกลับหาง ไปคนละทิศละทาง แต่ทุกปมปัญหาลุล่วงได้ด้วยความกล้าหาญและความซื่อตรง
กลไกการค้นหาความจริงในประเทศไทยจะติดขัดเป็นครั้งคราว มาจาก 3 ปัจจัย
หนึ่ง คนพอมีอำนาจก็เลอะหลง ถือเอาหน่วยงานเป็นประดุจสมบัติของครอบครัว ไม่แยกแยะประโยชน์ส่วนตัวออกจากองค์กรหรือส่วนรวม
สอง คนมีอุปนิสัย “จำนน” กับตำแหน่งที่เหนือกว่า และ
สาม คนมีทัศนคติต่อความสุจริตและยุติธรรม พร่ามัว
การวางแผนฮั้วเลือก ส.ว.เข้าไปทำหน้าที่ใช้อำนาจรัฐในรัฐสภาเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงยิ่งกว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ไทยติดอันดับ 116 ของโลก
สองปีที่ผ่านไป ถ้าหากความเชื่อมั่นต่อความสุจริตเที่ยงธรรมในการจัดการเลือกตั้งพังพินาศ “กกต.” ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ!?!!!
