คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีข่าวเล็กๆ เรื่องหนึ่งแต่ยิ่งใหญ่มากในความรู้สึกของคนที่สนใจในทางประวัติศาสตร์โบราณคดี
นั่นคือ ข่าวการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ได้พบแหวนทองคำซึ่งมีจารึกเป็นอักษรพราหมี (Brahmi script) อยู่ที่ตัวแหวน อ่านความได้ว่า “ปุสรขิตส” แปลเป็นภาษาไทยว่า ของปุสรขิต หรือผู้ได้รับความคุ้มครองจากดาวปุษยะ
ทำให้คาดว่าเป็นชื่อของพ่อค้าชาวอินเดียโบราณในวรรณะแพศย์ ที่เดินทางเข้ามาค้าขายในดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อประมาณเกือบ 2,000 ปีมาแล้ว
แหวนวงนิดเดียววงนี้อาจทำให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์โบราณคดีของบ้านเราเปลี่ยนแปลงไปได้หลายอย่าง
ยกตัวอย่างเช่น จะต้องอภิปรายกันไปอีกยาวครับว่า การนับเวลาสิ้นสุดยุคก่อนประวัติศาสตร์ และจุดเริ่มต้นยุคประวัติศาสตร์ของแผ่นดินไทยจะเป็นเวลาใดกันแน่
เพราะแต่เดิมมาเราถือว่าจุดตัดของยุคสมัยที่ว่านี้อยู่ตรงประมาณพุทธศักราช 1000 คือเมื่อ 1,500 ปีก่อน
แต่แหวนวงนี้อาจจะทำให้เราต้องคิดปรับตัวเลขนี้ให้ย้อนยุคเพิ่มขึ้นอีกในราวอย่างน้อยห้าศตวรรษเลยทีเดียว
ไม่เป็นไรครับ เรื่องอย่างนี้ไม่ต้องผลีผลามตัดสินใจก็ได้
นักกฎหมายตัวจริงและนักประวัติศาสตร์สมัครเล่นแบบผมพร้อมจะทำใจเย็น และรอฟังความเห็นของผู้สันทัดกรณีตัวจริงเสียงจริงต่อไป
แต่ประเด็นที่ติดตามมาจากข่าวสารเรื่องนี้ที่ไม่เป็นข่าวเลยในหน้าหนังสือพิมพ์ หากแต่ผมได้อ่านพบใน Facebook เป็นความเห็นของท่านผู้หนึ่งที่แสดงทัศนะว่า อักษรที่จารึกอยู่บนแหวนวงนั้นไม่ใช่อักษรพราหมี หากแต่เป็นอักษรไทยโบราณหรืออักษรธรรมที่ถูกดัดแปลง
และมีการขยายความต่อไปด้วยว่า แหวนวงนี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันเพิ่มเติมว่า ดินแดนสุวรรณภูมินี้เป็นถิ่นที่อยู่และที่ตั้งของคนไทยมาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว
ข้อสำคัญที่สุดคือ สมเด็จพระบรมศาสดาหรือพระสมณโคดม ก็ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน และทรงใช้ชีวิตตลอดเวลา 80 ปีในพระชนม์ชีพอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมินี้ โดยไม่เคยเสด็จไปชมพูทวีปหรือประเทศอินเดียเลย
ความเชื่อตามทฤษฎีนี้เป็นความเชื่อแบบย้อนศร คือแทนที่จะเข้าใจว่าพระพุทธศาสนาเริ่มต้นขึ้นที่ประเทศอินเดีย และเผยแผ่มายังดินแดนสุวรรณภูมิในเวลาต่อมา
กลับคิดในทางกลับกันว่า พระพุทธศาสนาเริ่มต้นขึ้นที่ดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ แล้วเผยแผ่ไปยังดินแดนอื่นรวมทั้งชมพูทวีปคือประเทศอินเดียในภายหลัง
เป็นความเชื่อแบบตีลังกากลางอากาศจริงๆ
ความมุ่งหมายของผมที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวในบทความคราวนี้ ไม่ได้ตั้งใจที่จะหักล้างกันในทางหลักฐานหรือเหตุผลต่างๆ ว่าหลักฐานของใครแม่นยำน่าเชื่อถือมากกว่ากัน เพราะผมเชื่อว่าวิญญูชนผู้มีวิจารณญาณย่อมทราบดีแล้วว่าอะไรเป็นอะไร
แต่ประเด็นที่ผมอยากจะชวนคิดในที่นี้คือ ประเด็นว่าแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร
ผมอยากเริ่มต้นว่า ความรักและความศรัทธานั้นเป็นพื้นฐานที่ทำให้เราขับเคลื่อนทำอะไรต่อมิอะไรได้มาก
ไม่ต้องดูอื่นไกลครับ บรรดาศาสนสถานทั้งหลายที่มีอยู่ในเมืองไทยก็ดี หรือประเทศทั้งหลายทั่วโลกก็ดี ที่หลายแห่งมีขนาดใหญ่โตและมีความวิจิตรบรรจง ใช้เวลาก่อสร้างหลายสิบปีหรือหลายร้อยปี
ถ้าไม่มีความรักความศรัทธาเป็นรากฐานแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้หรอกครับ
ถ้ายังสงสัยว่าความรักความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนไทยทำให้เกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ขอให้จัดเวลาตารางชีวิตของตัวเองไปเดินวัดพระแก้วสักหนหนึ่ง
ไปเหลียวซ้ายแลขวาที่นั่นไม่เกิน 1 ชั่วโมงจะถึงบางอ้อทีเดียวว่า ที่ผมกล่าวมาข้างต้นไม่เกินไปจากความจริงเลยแม้แต่นิดเดียว
อย่างไรก็ดี ความรักและความศรัทธานี้มีข้อต้องควรระวังไว้อย่างหนึ่ง กล่าวคือ ในบางกรณีอาจจะกลายเป็นความหลงขึ้นมาได้โดยไม่ทันรู้ตัว
“ความหลง” ในที่นี้ ผมนิยามเอาเองว่า เป็นความรักหรือความศรัทธาที่เกินขนาด จนกระทั่งมองข้ามเหตุผลหรือข้อเท็จจริงต่างๆ ไป มุ่งที่จะยกย่องเทิดทูนสิ่งที่เรารักและศรัทธาให้สูงสุดและอยู่เหนือสิ่งอื่นใด
ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา จิตใต้สำนึกอาจปฏิเสธไม่ยอมรับว่า พระพุทธเจ้าเป็นคนอินเดีย และทำไมเราจึงจะต้องรับพระพุทธศาสนามาจากเมืองแขกด้วยเล่า พระพุทธเจ้าต้องเป็นคนไทยสิ และไทยเรานี้ต้องยิ่งใหญ่พอที่จะส่งออกหรือเผยแผ่พระพุทธศาสนาออกไปยังประเทศต่างๆ ในโลกนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้แล้ว เจ้าของความคิดก็จะสบายใจและมีความสุขมาก
ชะดีชะร้าย เรื่องนี้อาจจะนำเอาความรักความศรัทธาในพระพุทธศาสนามาผนวกรวมกับความรักความศรัทธาในชาติบ้านเมือง ในความเป็นเมืองไทยคนไทยของตัวเองด้วย เพราะชาติไทยของเราก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครนี่นา
พอนำสองอย่างมาผูกรวมกันเข้าอย่างนี้แล้วก็จะเกิดคำอธิบายกับตัวเองว่า ประเทศไทยนี้แสนประเสริฐยิ่งนัก เพราะเป็นแดนพุทธภูมิ พระสมณโคดมได้ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานบนแผ่นดินนี้
ลักษณะแบบนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องของ “ความหลง” ที่เกินขีดของ “ความรักความศรัทธา” ไปแล้วแบบกู่ไม่กลับ และจะไปห้ามปรามอะไรคงหยุดไม่ไหวแล้วละครับ ต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติก็แล้วกัน
นอกจากประเด็นในเรื่องพระพุทธศาสนาแล้ว ความรักชาติที่กลายเป็นความหลงชาติก็อยู่ในทิศทางเดียวกัน ดังเราจะเห็นว่า ในนามของความรักชาติที่ยกระดับไปจนถึงความหลงชาติแล้ว อาจทำให้เรามองข้ามเหตุผลที่แท้ของวิญญูชนทั้งหลายไปได้อย่างง่ายดาย
และเมื่อคิดอย่างนั้นแล้วก็ไม่เห็นหนทางเลยว่าตัวเองจะคิดผิดได้อย่างไร ในเมื่อความคิดดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากเจตนาบริสุทธิ์ คือความรักชาติซึ่งเป็นของดีวิเศษและไม่มีทางจะที่จะหลงทางไปได้
เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมไปอยู่ในวงสนทนาแห่งหนึ่ง มีการพูดคุยกันถึงเรื่องความรักชาติ ซึ่งพ่วงเอาประเด็นเรื่องการมีวินัยของคนในชาติเข้าไปอยู่ในหัวข้อของการสนทนาด้วย
ผู้ให้ความเห็นท่านหนึ่งบอกว่า เพื่อให้บ้านเมืองของเรามีความเข้มแข็ง สถาบันต่างๆ มีความยั่งยืนสถาพร เราจำเป็นต้องมีกติกาที่เคร่งครัด สำหรับพลเมืองทุกคน
เปรียบเหมือนดั่งว่าถ้าเราจะฝึกทหารในกองร้อยหรือกองพลของเราให้มีความพร้อมเพรียงร่วมใจกันทำหน้าที่โดยไม่บกพร่อง เราก็ต้องเข้มงวดกวดขันในเรื่องการฝึกวินัย เพื่อจะได้ไม่มีใครทำอะไรหลุดออกไปนอกกรอบหรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
ตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งที่ท่านยกขึ้นกล่าวคือ การประกวดสุนัข สุนัขที่จะชนะการประกวดนอกจากจะต้องมีรูปร่างลักษณะสวยงามแล้ว ยังต้องเป็นสุนัขที่มีวินัย ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เชื่อฟังคำสั่งของครูฝึก สั่งให้หมอบให้คลานอย่างไรก็ทำได้ครบถ้วนถูกจังหวะไปหมด ถ้าสุนัขตัวไหนทำได้อย่างนี้แล้วย่อมได้รับรางวัลและคำชมเชย
ผมฟังแล้วก็อึ้งไปครับ
ผมเชื่อโดยสุจริตใจว่าความเห็นที่ท่านแสดงในวงสนทนาแห่งนั้นเป็นไปด้วยความรักชาติเต็มเปี่ยมในหัวใจ
แต่ผมไม่แน่ใจนักว่าความรักชาตินั้นทะลุดีกรีไปจนถึงความหลงชาติแล้วหรือยัง
เพราะสำหรับผมแล้ว ประเทศทั้งประเทศที่มีประชากรกว่าหกสิบล้านคน มีข้อเท็จจริงสารพัดอย่างที่ไม่เหมือนกันกับการหัดแถวทหารร้อยคนในกองร้อยหรือการฝึกสุนัข 10 ตัวในค่ายฝึกสุนัข
การใช้กติกาในเรื่องใดก็ตามที่เข้มงวดกวดขันกับคนนับล้าน อาจทำให้เกิดผลในทางตรงกันข้ามก็เป็นได้
ผมไม่ปฏิเสธว่า “ความรักชาติ” ที่เราควรช่วยกันปลูกฝังเพื่อให้คนทุกรุ่นมีความตั้งใจที่จะช่วยกันพัฒนาบ้านเมือง เป็นเรื่องดีงามที่ควรทำให้เกิดขึ้น
แต่ข้อสำคัญอยู่ตรง “วิธีการ” ต่างหากที่ต้องพิจารณาให้เหมาะสม ว่าทำอย่างไรเราจึงจะไปถึงจุดหมายปลายทางนั้นได้
สมัยหนึ่งเราเคยเห็นการใช้ไม้เรียวเฆี่ยนตีเด็กในโรงเรียนเป็นวิถีชีวิตปกติ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป การเฆี่ยนตีเด็กในโรงเรียนก็เป็นของพ้นสมัยเสียแล้ว การอบรมสั่งสอนลูกหลานของเรามีวิธีอื่นอีกสารพัดที่สามารถนำมาใช้แทนไม้เรียว และเมื่อใช้แล้วก็ทำให้เกิดความรักความผูกพันได้ไม่แพ้หรือดียิ่งกว่าไม้เรียวเสียด้วยซ้ำ
กติกาต่างๆ ที่ใช้อยู่ในโรงเรียนก็ต้องมีการทบทวนอยู่เสมอว่ามีความเหมาะสมกับยุคสมัยหรือไม่ เราจะหลงคิดว่าขึ้นชื่อว่าเป็นกติกาของโรงเรียนแล้วต้องถูกเสมอไป จะเป็นไปได้จริงหรือ
การกำหนดกติกาที่เคร่งครัดหรือเลยเถิดไปจนถึงขั้นการมีกฎหมายบอกว่าให้คนต้องรักชาติ ใครไม่รักชาติจะต้องติดคุกติดตะราง
แน่ใจหรือครับว่า เราจะทำอย่างนั้นกันอย่างจริงจังและทำตลอดไป
อย่าให้ความรักกลายเป็นความหลงขึ้นมานะครับ
ขึ้นชื่อว่า “หลง” แล้ว เดินไปกี่วันก็ไม่ถึงปลายทางครับ ได้แต่เดินวนเวียนอยู่อย่างนี้
น่าสงสารและเป็นอันตรายมาก โปรดตรองดูเถิด
