bg-single

ธงทอง จันทรางศุ | วนเวียนในความ ‘หลง’

17.07.2026

คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีข่าวเล็กๆ เรื่องหนึ่งแต่ยิ่งใหญ่มากในความรู้สึกของคนที่สนใจในทางประวัติศาสตร์โบราณคดี

นั่นคือ ข่าวการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ได้พบแหวนทองคำซึ่งมีจารึกเป็นอักษรพราหมี (Brahmi script) อยู่ที่ตัวแหวน อ่านความได้ว่า “ปุสรขิตส” แปลเป็นภาษาไทยว่า ของปุสรขิต หรือผู้ได้รับความคุ้มครองจากดาวปุษยะ

ทำให้คาดว่าเป็นชื่อของพ่อค้าชาวอินเดียโบราณในวรรณะแพศย์ ที่เดินทางเข้ามาค้าขายในดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อประมาณเกือบ 2,000 ปีมาแล้ว

แหวนวงนิดเดียววงนี้อาจทำให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์โบราณคดีของบ้านเราเปลี่ยนแปลงไปได้หลายอย่าง

ยกตัวอย่างเช่น จะต้องอภิปรายกันไปอีกยาวครับว่า การนับเวลาสิ้นสุดยุคก่อนประวัติศาสตร์ และจุดเริ่มต้นยุคประวัติศาสตร์ของแผ่นดินไทยจะเป็นเวลาใดกันแน่

เพราะแต่เดิมมาเราถือว่าจุดตัดของยุคสมัยที่ว่านี้อยู่ตรงประมาณพุทธศักราช 1000 คือเมื่อ 1,500 ปีก่อน

แต่แหวนวงนี้อาจจะทำให้เราต้องคิดปรับตัวเลขนี้ให้ย้อนยุคเพิ่มขึ้นอีกในราวอย่างน้อยห้าศตวรรษเลยทีเดียว

ไม่เป็นไรครับ เรื่องอย่างนี้ไม่ต้องผลีผลามตัดสินใจก็ได้

นักกฎหมายตัวจริงและนักประวัติศาสตร์สมัครเล่นแบบผมพร้อมจะทำใจเย็น และรอฟังความเห็นของผู้สันทัดกรณีตัวจริงเสียงจริงต่อไป

แต่ประเด็นที่ติดตามมาจากข่าวสารเรื่องนี้ที่ไม่เป็นข่าวเลยในหน้าหนังสือพิมพ์ หากแต่ผมได้อ่านพบใน Facebook เป็นความเห็นของท่านผู้หนึ่งที่แสดงทัศนะว่า อักษรที่จารึกอยู่บนแหวนวงนั้นไม่ใช่อักษรพราหมี หากแต่เป็นอักษรไทยโบราณหรืออักษรธรรมที่ถูกดัดแปลง

และมีการขยายความต่อไปด้วยว่า แหวนวงนี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันเพิ่มเติมว่า ดินแดนสุวรรณภูมินี้เป็นถิ่นที่อยู่และที่ตั้งของคนไทยมาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว

ข้อสำคัญที่สุดคือ สมเด็จพระบรมศาสดาหรือพระสมณโคดม ก็ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน และทรงใช้ชีวิตตลอดเวลา 80 ปีในพระชนม์ชีพอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมินี้ โดยไม่เคยเสด็จไปชมพูทวีปหรือประเทศอินเดียเลย

ความเชื่อตามทฤษฎีนี้เป็นความเชื่อแบบย้อนศร คือแทนที่จะเข้าใจว่าพระพุทธศาสนาเริ่มต้นขึ้นที่ประเทศอินเดีย และเผยแผ่มายังดินแดนสุวรรณภูมิในเวลาต่อมา

กลับคิดในทางกลับกันว่า พระพุทธศาสนาเริ่มต้นขึ้นที่ดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ แล้วเผยแผ่ไปยังดินแดนอื่นรวมทั้งชมพูทวีปคือประเทศอินเดียในภายหลัง

เป็นความเชื่อแบบตีลังกากลางอากาศจริงๆ

ความมุ่งหมายของผมที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวในบทความคราวนี้ ไม่ได้ตั้งใจที่จะหักล้างกันในทางหลักฐานหรือเหตุผลต่างๆ ว่าหลักฐานของใครแม่นยำน่าเชื่อถือมากกว่ากัน เพราะผมเชื่อว่าวิญญูชนผู้มีวิจารณญาณย่อมทราบดีแล้วว่าอะไรเป็นอะไร

แต่ประเด็นที่ผมอยากจะชวนคิดในที่นี้คือ ประเด็นว่าแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร

ผมอยากเริ่มต้นว่า ความรักและความศรัทธานั้นเป็นพื้นฐานที่ทำให้เราขับเคลื่อนทำอะไรต่อมิอะไรได้มาก

ไม่ต้องดูอื่นไกลครับ บรรดาศาสนสถานทั้งหลายที่มีอยู่ในเมืองไทยก็ดี หรือประเทศทั้งหลายทั่วโลกก็ดี ที่หลายแห่งมีขนาดใหญ่โตและมีความวิจิตรบรรจง ใช้เวลาก่อสร้างหลายสิบปีหรือหลายร้อยปี

ถ้าไม่มีความรักความศรัทธาเป็นรากฐานแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้หรอกครับ

ถ้ายังสงสัยว่าความรักความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนไทยทำให้เกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ขอให้จัดเวลาตารางชีวิตของตัวเองไปเดินวัดพระแก้วสักหนหนึ่ง

ไปเหลียวซ้ายแลขวาที่นั่นไม่เกิน 1 ชั่วโมงจะถึงบางอ้อทีเดียวว่า ที่ผมกล่าวมาข้างต้นไม่เกินไปจากความจริงเลยแม้แต่นิดเดียว

อย่างไรก็ดี ความรักและความศรัทธานี้มีข้อต้องควรระวังไว้อย่างหนึ่ง กล่าวคือ ในบางกรณีอาจจะกลายเป็นความหลงขึ้นมาได้โดยไม่ทันรู้ตัว

“ความหลง” ในที่นี้ ผมนิยามเอาเองว่า เป็นความรักหรือความศรัทธาที่เกินขนาด จนกระทั่งมองข้ามเหตุผลหรือข้อเท็จจริงต่างๆ ไป มุ่งที่จะยกย่องเทิดทูนสิ่งที่เรารักและศรัทธาให้สูงสุดและอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา จิตใต้สำนึกอาจปฏิเสธไม่ยอมรับว่า พระพุทธเจ้าเป็นคนอินเดีย และทำไมเราจึงจะต้องรับพระพุทธศาสนามาจากเมืองแขกด้วยเล่า พระพุทธเจ้าต้องเป็นคนไทยสิ และไทยเรานี้ต้องยิ่งใหญ่พอที่จะส่งออกหรือเผยแผ่พระพุทธศาสนาออกไปยังประเทศต่างๆ ในโลกนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้แล้ว เจ้าของความคิดก็จะสบายใจและมีความสุขมาก

ชะดีชะร้าย เรื่องนี้อาจจะนำเอาความรักความศรัทธาในพระพุทธศาสนามาผนวกรวมกับความรักความศรัทธาในชาติบ้านเมือง ในความเป็นเมืองไทยคนไทยของตัวเองด้วย เพราะชาติไทยของเราก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครนี่นา

พอนำสองอย่างมาผูกรวมกันเข้าอย่างนี้แล้วก็จะเกิดคำอธิบายกับตัวเองว่า ประเทศไทยนี้แสนประเสริฐยิ่งนัก เพราะเป็นแดนพุทธภูมิ พระสมณโคดมได้ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานบนแผ่นดินนี้

ลักษณะแบบนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องของ “ความหลง” ที่เกินขีดของ “ความรักความศรัทธา” ไปแล้วแบบกู่ไม่กลับ และจะไปห้ามปรามอะไรคงหยุดไม่ไหวแล้วละครับ ต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติก็แล้วกัน

นอกจากประเด็นในเรื่องพระพุทธศาสนาแล้ว ความรักชาติที่กลายเป็นความหลงชาติก็อยู่ในทิศทางเดียวกัน ดังเราจะเห็นว่า ในนามของความรักชาติที่ยกระดับไปจนถึงความหลงชาติแล้ว อาจทำให้เรามองข้ามเหตุผลที่แท้ของวิญญูชนทั้งหลายไปได้อย่างง่ายดาย

และเมื่อคิดอย่างนั้นแล้วก็ไม่เห็นหนทางเลยว่าตัวเองจะคิดผิดได้อย่างไร ในเมื่อความคิดดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากเจตนาบริสุทธิ์ คือความรักชาติซึ่งเป็นของดีวิเศษและไม่มีทางจะที่จะหลงทางไปได้

เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมไปอยู่ในวงสนทนาแห่งหนึ่ง มีการพูดคุยกันถึงเรื่องความรักชาติ ซึ่งพ่วงเอาประเด็นเรื่องการมีวินัยของคนในชาติเข้าไปอยู่ในหัวข้อของการสนทนาด้วย

ผู้ให้ความเห็นท่านหนึ่งบอกว่า เพื่อให้บ้านเมืองของเรามีความเข้มแข็ง สถาบันต่างๆ มีความยั่งยืนสถาพร เราจำเป็นต้องมีกติกาที่เคร่งครัด สำหรับพลเมืองทุกคน

เปรียบเหมือนดั่งว่าถ้าเราจะฝึกทหารในกองร้อยหรือกองพลของเราให้มีความพร้อมเพรียงร่วมใจกันทำหน้าที่โดยไม่บกพร่อง เราก็ต้องเข้มงวดกวดขันในเรื่องการฝึกวินัย เพื่อจะได้ไม่มีใครทำอะไรหลุดออกไปนอกกรอบหรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

ตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งที่ท่านยกขึ้นกล่าวคือ การประกวดสุนัข สุนัขที่จะชนะการประกวดนอกจากจะต้องมีรูปร่างลักษณะสวยงามแล้ว ยังต้องเป็นสุนัขที่มีวินัย ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เชื่อฟังคำสั่งของครูฝึก สั่งให้หมอบให้คลานอย่างไรก็ทำได้ครบถ้วนถูกจังหวะไปหมด ถ้าสุนัขตัวไหนทำได้อย่างนี้แล้วย่อมได้รับรางวัลและคำชมเชย

ผมฟังแล้วก็อึ้งไปครับ

ผมเชื่อโดยสุจริตใจว่าความเห็นที่ท่านแสดงในวงสนทนาแห่งนั้นเป็นไปด้วยความรักชาติเต็มเปี่ยมในหัวใจ

แต่ผมไม่แน่ใจนักว่าความรักชาตินั้นทะลุดีกรีไปจนถึงความหลงชาติแล้วหรือยัง

เพราะสำหรับผมแล้ว ประเทศทั้งประเทศที่มีประชากรกว่าหกสิบล้านคน มีข้อเท็จจริงสารพัดอย่างที่ไม่เหมือนกันกับการหัดแถวทหารร้อยคนในกองร้อยหรือการฝึกสุนัข 10 ตัวในค่ายฝึกสุนัข

การใช้กติกาในเรื่องใดก็ตามที่เข้มงวดกวดขันกับคนนับล้าน อาจทำให้เกิดผลในทางตรงกันข้ามก็เป็นได้

ผมไม่ปฏิเสธว่า “ความรักชาติ” ที่เราควรช่วยกันปลูกฝังเพื่อให้คนทุกรุ่นมีความตั้งใจที่จะช่วยกันพัฒนาบ้านเมือง เป็นเรื่องดีงามที่ควรทำให้เกิดขึ้น

แต่ข้อสำคัญอยู่ตรง “วิธีการ” ต่างหากที่ต้องพิจารณาให้เหมาะสม ว่าทำอย่างไรเราจึงจะไปถึงจุดหมายปลายทางนั้นได้

สมัยหนึ่งเราเคยเห็นการใช้ไม้เรียวเฆี่ยนตีเด็กในโรงเรียนเป็นวิถีชีวิตปกติ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป การเฆี่ยนตีเด็กในโรงเรียนก็เป็นของพ้นสมัยเสียแล้ว การอบรมสั่งสอนลูกหลานของเรามีวิธีอื่นอีกสารพัดที่สามารถนำมาใช้แทนไม้เรียว และเมื่อใช้แล้วก็ทำให้เกิดความรักความผูกพันได้ไม่แพ้หรือดียิ่งกว่าไม้เรียวเสียด้วยซ้ำ

กติกาต่างๆ ที่ใช้อยู่ในโรงเรียนก็ต้องมีการทบทวนอยู่เสมอว่ามีความเหมาะสมกับยุคสมัยหรือไม่ เราจะหลงคิดว่าขึ้นชื่อว่าเป็นกติกาของโรงเรียนแล้วต้องถูกเสมอไป จะเป็นไปได้จริงหรือ

การกำหนดกติกาที่เคร่งครัดหรือเลยเถิดไปจนถึงขั้นการมีกฎหมายบอกว่าให้คนต้องรักชาติ ใครไม่รักชาติจะต้องติดคุกติดตะราง

แน่ใจหรือครับว่า เราจะทำอย่างนั้นกันอย่างจริงจังและทำตลอดไป

อย่าให้ความรักกลายเป็นความหลงขึ้นมานะครับ

ขึ้นชื่อว่า “หลง” แล้ว เดินไปกี่วันก็ไม่ถึงปลายทางครับ ได้แต่เดินวนเวียนอยู่อย่างนี้

น่าสงสารและเป็นอันตรายมาก โปรดตรองดูเถิด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ประเทศไม่ได้ ‘คดงอ’
ประเทศไม่ได้ ‘คดงอ’ | เหยี่ยวถลาลม
MatiTalk “พลพีร์ สุวรรณฉวี” มท.2 กับ KPI ใน “กระทรวงมหาดไทย” ที่ร้อนที่สุดเวลานี้!
ธงทอง จันทรางศุ | วนเวียนในความ ‘หลง’
โค้งสุดท้ายลุ้น! ผบ.ตร.คนที่ 16 ‘นิรันดร- สำราญ’ ชิงดำ ใครจะฝ่าโครงสร้างหลวมเข้าวิน?
5 เหตุการณ์ที่โลกจับตา ในครึ่งหลังปี 2569
รัฐบาลประหลาดรัฐบาลที่โลกลืม
วันที่สหรัฐทิ้ง…ยุโรปจะสู้อย่างไร?
จีนจะเป็นคนกลางไหม ? | สุรชาติ บำรุงสุข
‘ชาติ-ชุมชน-ความใฝ่ฝัน’ ของประเทศ ‘นอร์เวย์’ | ปราปต์ บุนปาน
ความตายของพระธุดงค์บนถนนไทยไทย | กวีกระวาด : วรากรณ์ พูลสวัสดิ์
สุสาน