กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
ถ้าอเมริกาทิ้ง NATO และยุโรปต้องสร้างกองกำลังของตัวเองขึ้นมาเพื่อสกัดอิทธิพลรัสเซีย…โลกจะมีหน้าตาอย่างไร?
คำถามนี้มาพร้อมกับความสงสัยว่าถ้าอเมริกาภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์ ลดพันธกรณีทางความมั่นคงกับเอเซีย, ทวีปนี้จะจัดระบบการป้องกันตัวเองอย่างไร?
เป็นประเด็นร้อนที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี ไม่มีใครคิดว่าจะต้องพยายามหาคำตอบ เพราะไม่คิดว่าบทบาทสหรัฐจะหดตัวลงสำหรับพันธมิตรเก่าในยุโรปและเอเชียได้รวดเร็วเพียงนี้
ตอนสงครามเย็นยุติ วลีทองที่กล่าวขวัญกันทั่วคือ The End of History อันแปลว่า “ประวัติศาสตร์สิ้นสุดลงแล้ว…โลกเสรีพิชิตคอมมิวนิสต์เสร็จสิ้นแล้ว”
แต่วันนี้ผู้คนเริ่มจะพึมพำประโยค The Decline of Pax Americana หรือการเสื่อมถอยของระเบียบโลกที่สหรัฐเป็นผู้นำแต่เพียงผู้เดียว
ที่ยุโรป เขาถกเรื่องนี้กันอย่างจริงจังมาก
ในเอเชีย ผมก็เชื่อว่าเริ่มมีคนตั้งคำถามนี้บ่อยขึ้นและดังขึ้น
นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นพ้องต้องกันว่าเรากำลังจะเห็น จุดสิ้นสุดของโลกที่อเมริกาในบทบาทเป็น “หลักประกันความมั่นคง” ของ “โลกเสรี” อย่างชัดเจน
เอาเฉพาะในยุโรป (ผมเขียนขณะที่กำลังมีการประชุมสุดยอด NATO ที่อังการา, ตุรกี) เป็นเวลากว่าแปดทศวรรษที่ยุโรปดำรงอยู่ภายใต้สมมุติฐานทางยุทธศาสตร์ข้อหนึ่งซึ่งแทบไม่มีผู้ใดตั้งคำถาม
นั่นคือ หากเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง สหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้แบกรับภาระหลักในการป้องกันทวีปยุโรป
ทั้งในด้านกำลังพล เทคโนโลยี ข่าวกรอง การบัญชาการ และอำนาจการยิงจากระยะไกล
สมมุติฐานนี้แหละที่เป็นรากฐานขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1949
และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยุโรปตะวันตกสามารถลดภาระการสะสมกำลังรบของตนเอง หันไปทุ่มเททรัพยากรเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การสร้างรัฐสวัสดิการ
และการรวมตัวทางการเมืองจนพัฒนาเป็นสหภาพยุโรปในเวลาต่อมา
แต่วันนี้ กติกาเช่นว่ากำลังถูกสั่นคลอนรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
เหตุเพราะแนวทาง Transactional Strategy หรือ “ยุทธศาสตร์ธุรกรรม” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
แกบอกชัดว่าสหรัฐจะลดบทบาทในฐานะ “ผู้อุ้มชู” ยุโรป
และ NATO ในยุโรปจะต้องรับผิดชอบต่อการป้องกันตนเองมากขึ้น
สัญญาณยิ่งชัดขึ้นเมื่อทรัมป์ประกาศจะถอนกำลังทหารบางส่วนหรือการลดจำนวนยุทโธปกรณ์ที่เคยให้คำมั่นว่าจะส่งมาสนับสนุนในยามวิกฤต
เพราะสิ่งที่กำลังสั่นคลอนคือ “ความเชื่อ” ที่ว่าหลักประกันความมั่นคงจากสหรัฐอเมริกาเป็นสิ่งถาวรและไม่มีเงื่อนไข
ความเชื่ออย่างนี้เคยเป็นแกนกลางของยุทธศาสตร์ยุโรปมาตลอดช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
แต่วันนี้คำถามในมวลหมู่ผู้นำยุโรปคือ หากวันหนึ่งสหรัฐไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจ เข้ามาปกป้องยุโรปเช่นที่ผ่านมา ยุโรปจะป้องกันตนเองได้อย่างไร
เป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษที่ประเทศยุโรปเริ่มคิดอย่างจริงจังถึงความเป็นไปได้ของการทำสงครามโดยปราศจากการนำของสหรัฐอเมริกา
ทั้งในด้านการบัญชาการ การข่าว การคุ้มครองทางอากาศ และอำนาจการยิงเชิงยุทธศาสตร์
ซึ่งล้วนเป็นขีดความสามารถที่ยุโรปไม่เคยจำเป็นต้องพัฒนาด้วยตนเองในระดับเดียวกับวอชิงตัน
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ยังสะท้อนความจริงอีกประการหนึ่งว่ามหาอำนาจทุกประเทศล้วนจัดลำดับความสำคัญของผลประโยชน์แห่งชาติตามบริบทของยุคสมัย
สำหรับสหรัฐวันนี้ ความท้าทายหลักมิใช่รัสเซีย หากคือการผงาดขึ้นของจีนในฐานะคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ที่มีทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และกำลังทหารที่สามารถท้าทายความเป็นผู้นำของอเมริกาในระดับโลกได้โดยตรง
นั่นแปลว่ายุโรปจะต้องเตรียมการอย่างเร่งด่วนในการสร้างกองกำลังที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับรัสเซียด้วยตนเอง
แต่การเพิ่มงบประมาณกลาโหมเพียงอย่างเดียวมิได้หมายความว่าจะสามารถสร้างศักยภาพทางทหารได้ทันเวลา เพราะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศต้องใช้เวลาหลายปีในการขยายกำลังการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการเพิ่มงบประมาณ คือการที่นักยุทธศาสตร์ยุโรปเริ่มตั้งคำถามกับหลักนิยมทางทหารที่ตนเองยึดถือมาตลอดสามทศวรรษหลังสงครามอ่าวเปอร์เซีย
โจทย์ใหญ่คือถ้าไม่สามารถสร้างกองทัพให้มีขนาดและศักยภาพเทียบเท่าสหรัฐอเมริกาได้ การพยายามลอกแบบ “การทำสงครามแบบอเมริกัน” จะยังเป็นแนวทางที่ถูกต้องอยู่หรือไม่
หรือถึงเวลาแล้วที่จะต้องออกแบบและสร้าง “สงครามแนวยุโรป” เอง
เพื่อให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านทรัพยากร โครงสร้างอุตสาหกรรม และสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ของยุโรปเอง
คําถามนี้มิใช่เรื่องของยุโรปเท่านั้น หากเป็นคำถามเดียวกันที่ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วโลก (รวมทั้งประเทศไทย) ควรตั้งกับตนเอง
เพราะในยุคที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจกลับมาเป็นแกนหลักของการเมืองระหว่างประเทศ ไม่มีประเทศใดสามารถตั้งอยู่บนสมมุติฐานได้อีกต่อไปว่าจะมีมหาอำนาจคอยปกป้องตนเองตลอดไป
ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 จึงมิได้ขึ้นอยู่กับการมีพันธมิตรเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำให้ผู้คิดจะรุกรานต้องเชื่อว่า ต้นทุนของการใช้กำลังจะสูงเกินกว่าผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
เป็นที่มาของแนวคิด Porcupine Strategy หรือ “ยุทธศาสตร์เม่น”
ซึ่งมิได้ตั้งอยู่บนความทะเยอทะยานที่จะเอาชนะมหาอำนาจ หากตั้งอยู่บนหลักการที่ลุ่มลึก, เจียมตัวและปฏิบัติได้จริง
นั่นคือต้องเป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้มหาอำนาจไม่กล้าเปิดศึกสงครามตั้งแต่แรก
และนี่อาจเป็นการปฏิวัติแนวคิดด้านการป้องปรามที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น
สงครามยูเครนได้ทำลายสมุติฐานเดิมที่ว่าการจะชนะสงครามต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีพลังทำลายสูงและราคาแพง
สงครามยูเครนไม่เพียงเป็นการเผชิญหน้าระหว่างรัสเซียกับยูเครน หากเป็นการปะทะกันระหว่างหลักนิยมทางทหารของศตวรรษที่ 21 กับเทคโนโลยีราคาถูกของยุคสมัย
ภาพรถถังมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ถูกทำลายด้วยโดรนพลีชีพที่มีต้นทุนเพียงไม่กี่หมื่นดอลลาร์ กลายเป็นภาพที่เกิดขึ้นแทบทุกวัน
สนามเพลาะซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นสิ่งล้าสมัยกลับหวนคืนมาอีกครั้ง
ขณะที่ท้องฟ้าซึ่งเคยเป็นพื้นที่ผูกขาดของเครื่องบินรบ กลับเต็มไปด้วยโดรนลาดตระเวน โดรนโจมตี และระบบอากาศยานไร้คนขับนับพันลำที่สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวของกำลังพลแทบทุกหน่วยแบบต่อเนื่องตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
สงครามครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ความได้เปรียบทางเทคโนโลยียังคงมีความสำคัญ แต่เทคโนโลยีที่กำหนดผลของสงครามอาจมิใช่เทคโนโลยีราคาแพงที่สุด
หากเป็นเทคโนโลยีที่สามารถผลิตได้จำนวนมาก ปรับปรุงได้รวดเร็ว และนำเข้าสู่สนามรบได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์
ยูเครนสามารถพัฒนาโดรนรุ่นใหม่ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ขณะที่กระบวนการจัดซื้ออาวุธของหลายประเทศในยุโรปยังคงต้องใช้เวลาหลายปี
ความแตกต่างนี้เองที่สะท้อนว่า ในสงครามยุคใหม่ ความเร็วของนวัตกรรมอาจมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าคุณภาพของอาวุธเอง
บ
ทเรียนนี้มิได้จำกัดอยู่เพียงยูเครน หากยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในยุโรปและสหรัฐ ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับการผลิตยุทโธปกรณ์ชั้นสูงในปริมาณจำกัด มากกว่าการผลิตอาวุธจำนวนมหาศาลเพื่อรองรับสงครามยืดเยื้อ
ในทางกลับกัน ยูเครนกลับสร้างระบบการผลิตที่ยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนขนาดเล็ก มหาวิทยาลัย และสตาร์ตอัพด้านเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาอาวุธอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ผลที่เกิดขึ้นคือ วงจรการคิดค้น ทดลอง ปรับปรุง และนำเข้าสู่สนามรบสั้นลงอย่างมาก จนหลายประเทศใน NATO ต้องส่งคณะผู้แทนไปศึกษาบทเรียนจากยูเครนโดยตรง
บทเรียนจากยูเครนไม่ได้ทำให้ยุโรปสรุปว่าต้องสร้างกองทัพให้ใหญ่กว่าเดิม หากกลับนำไปสู่คำถามพื้นฐานว่า ประเทศที่มีทรัพยากรจำกัดควรแข่งขันกับมหาอำนาจด้วยวิธีใด
การทุ่มงบประมาณเพื่อสร้างกองเรือขนาดใหญ่ เครื่องบินทิ้งระเบิด หรือรถถังรุ่นล่าสุดอาจเป็นแนวทางที่เหมาะสำหรับมหาอำนาจซึ่งมีฐานอุตสาหกรรมและงบประมาณมหาศาล
แต่สำหรับประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก การพยายามแข่งขันในเกมเดียวกันย่อมเป็นการแข่งขันที่ไม่มีวันชนะ
ผมติดตามความเห็นของเหล่านักยุทธศาสตร์ด้านสงครามและการเมืองหลายสำนักก็เริ่มเห็นว่าแนวคิดที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่นักวางแผนทางทหารจึงไม่ใช่การสร้าง “กองทัพที่ใหญ่กว่า” หากเป็นการสร้าง “กองทัพที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการรุกรานได้”
หลักการใหม่มิได้ตั้งอยู่บนคำถามว่า “เราจะทำลายศัตรูได้หรือไม่” หากตั้งอยู่บนคำถามที่สำคัญกว่า คือ “เราจะทำให้ศัตรูเชื่อได้อย่างไรว่าการเริ่มสงครามจะไม่คุ้มค่าตั้งแต่แรก”
จากจุดนี้เอง แนวคิด Porcupine Strategy หรือ “ยุทธศาสตร์เม่น” จึงมิได้เป็นเพียงยุทธวิธีของไต้หวันหรือยูเครนอีกต่อไป
หากกำลังพัฒนาเป็นหลักนิยมทางทหารใหม่ของ NATO ทั้งองค์กร เพราะสำหรับยุโรปในวันที่ไม่สามารถพึ่งพาอเมริกาได้ดังเดิม
การพยายามสร้าง “อเมริกาจำลอง” ย่อมเป็นไปไม่ได้
สิ่งที่เป็นไปได้คือการสร้างระบบป้องกันประเทศที่ใช้ต้นทุนต่ำกว่า คล่องตัวกว่า ผลิตได้เร็วกว่า และสามารถสร้างความเสียหายแก่ผู้รุกรานในระดับที่ทำให้การใช้กำลังหมดความคุ้มค่าทางยุทธศาสตร์
ยุทธศาสตร์เม่นเป็นอย่างไร? สัปดาห์หน้าผมชวนมาร่วมกันคิดในภาวะโลกกำลังปรับเปลี่ยนไปอย่างที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้อีกต่อไปจริงๆ
