bg-single

วันที่สหรัฐทิ้ง…ยุโรปจะสู้อย่างไร?

17.07.2026

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

ถ้าอเมริกาทิ้ง NATO และยุโรปต้องสร้างกองกำลังของตัวเองขึ้นมาเพื่อสกัดอิทธิพลรัสเซีย…โลกจะมีหน้าตาอย่างไร?

คำถามนี้มาพร้อมกับความสงสัยว่าถ้าอเมริกาภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์ ลดพันธกรณีทางความมั่นคงกับเอเซีย, ทวีปนี้จะจัดระบบการป้องกันตัวเองอย่างไร?

เป็นประเด็นร้อนที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี ไม่มีใครคิดว่าจะต้องพยายามหาคำตอบ เพราะไม่คิดว่าบทบาทสหรัฐจะหดตัวลงสำหรับพันธมิตรเก่าในยุโรปและเอเชียได้รวดเร็วเพียงนี้

ตอนสงครามเย็นยุติ วลีทองที่กล่าวขวัญกันทั่วคือ The End of History อันแปลว่า “ประวัติศาสตร์สิ้นสุดลงแล้ว…โลกเสรีพิชิตคอมมิวนิสต์เสร็จสิ้นแล้ว”

แต่วันนี้ผู้คนเริ่มจะพึมพำประโยค The Decline of Pax Americana หรือการเสื่อมถอยของระเบียบโลกที่สหรัฐเป็นผู้นำแต่เพียงผู้เดียว

ที่ยุโรป เขาถกเรื่องนี้กันอย่างจริงจังมาก

ในเอเชีย ผมก็เชื่อว่าเริ่มมีคนตั้งคำถามนี้บ่อยขึ้นและดังขึ้น

นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นพ้องต้องกันว่าเรากำลังจะเห็น จุดสิ้นสุดของโลกที่อเมริกาในบทบาทเป็น “หลักประกันความมั่นคง” ของ “โลกเสรี” อย่างชัดเจน

เอาเฉพาะในยุโรป (ผมเขียนขณะที่กำลังมีการประชุมสุดยอด NATO ที่อังการา, ตุรกี) เป็นเวลากว่าแปดทศวรรษที่ยุโรปดำรงอยู่ภายใต้สมมุติฐานทางยุทธศาสตร์ข้อหนึ่งซึ่งแทบไม่มีผู้ใดตั้งคำถาม

นั่นคือ หากเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง สหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้แบกรับภาระหลักในการป้องกันทวีปยุโรป

ทั้งในด้านกำลังพล เทคโนโลยี ข่าวกรอง การบัญชาการ และอำนาจการยิงจากระยะไกล

สมมุติฐานนี้แหละที่เป็นรากฐานขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1949

และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยุโรปตะวันตกสามารถลดภาระการสะสมกำลังรบของตนเอง หันไปทุ่มเททรัพยากรเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การสร้างรัฐสวัสดิการ

และการรวมตัวทางการเมืองจนพัฒนาเป็นสหภาพยุโรปในเวลาต่อมา

แต่วันนี้ กติกาเช่นว่ากำลังถูกสั่นคลอนรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

เหตุเพราะแนวทาง Transactional Strategy หรือ “ยุทธศาสตร์ธุรกรรม” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

แกบอกชัดว่าสหรัฐจะลดบทบาทในฐานะ “ผู้อุ้มชู” ยุโรป

และ NATO ในยุโรปจะต้องรับผิดชอบต่อการป้องกันตนเองมากขึ้น

สัญญาณยิ่งชัดขึ้นเมื่อทรัมป์ประกาศจะถอนกำลังทหารบางส่วนหรือการลดจำนวนยุทโธปกรณ์ที่เคยให้คำมั่นว่าจะส่งมาสนับสนุนในยามวิกฤต

เพราะสิ่งที่กำลังสั่นคลอนคือ “ความเชื่อ” ที่ว่าหลักประกันความมั่นคงจากสหรัฐอเมริกาเป็นสิ่งถาวรและไม่มีเงื่อนไข

ความเชื่ออย่างนี้เคยเป็นแกนกลางของยุทธศาสตร์ยุโรปมาตลอดช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

แต่วันนี้คำถามในมวลหมู่ผู้นำยุโรปคือ หากวันหนึ่งสหรัฐไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจ เข้ามาปกป้องยุโรปเช่นที่ผ่านมา ยุโรปจะป้องกันตนเองได้อย่างไร

เป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษที่ประเทศยุโรปเริ่มคิดอย่างจริงจังถึงความเป็นไปได้ของการทำสงครามโดยปราศจากการนำของสหรัฐอเมริกา

ทั้งในด้านการบัญชาการ การข่าว การคุ้มครองทางอากาศ และอำนาจการยิงเชิงยุทธศาสตร์

ซึ่งล้วนเป็นขีดความสามารถที่ยุโรปไม่เคยจำเป็นต้องพัฒนาด้วยตนเองในระดับเดียวกับวอชิงตัน

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ยังสะท้อนความจริงอีกประการหนึ่งว่ามหาอำนาจทุกประเทศล้วนจัดลำดับความสำคัญของผลประโยชน์แห่งชาติตามบริบทของยุคสมัย

สำหรับสหรัฐวันนี้ ความท้าทายหลักมิใช่รัสเซีย หากคือการผงาดขึ้นของจีนในฐานะคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ที่มีทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และกำลังทหารที่สามารถท้าทายความเป็นผู้นำของอเมริกาในระดับโลกได้โดยตรง

นั่นแปลว่ายุโรปจะต้องเตรียมการอย่างเร่งด่วนในการสร้างกองกำลังที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับรัสเซียด้วยตนเอง

แต่การเพิ่มงบประมาณกลาโหมเพียงอย่างเดียวมิได้หมายความว่าจะสามารถสร้างศักยภาพทางทหารได้ทันเวลา เพราะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศต้องใช้เวลาหลายปีในการขยายกำลังการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการเพิ่มงบประมาณ คือการที่นักยุทธศาสตร์ยุโรปเริ่มตั้งคำถามกับหลักนิยมทางทหารที่ตนเองยึดถือมาตลอดสามทศวรรษหลังสงครามอ่าวเปอร์เซีย

โจทย์ใหญ่คือถ้าไม่สามารถสร้างกองทัพให้มีขนาดและศักยภาพเทียบเท่าสหรัฐอเมริกาได้ การพยายามลอกแบบ “การทำสงครามแบบอเมริกัน” จะยังเป็นแนวทางที่ถูกต้องอยู่หรือไม่

หรือถึงเวลาแล้วที่จะต้องออกแบบและสร้าง “สงครามแนวยุโรป” เอง

เพื่อให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านทรัพยากร โครงสร้างอุตสาหกรรม และสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ของยุโรปเอง

คําถามนี้มิใช่เรื่องของยุโรปเท่านั้น หากเป็นคำถามเดียวกันที่ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วโลก (รวมทั้งประเทศไทย) ควรตั้งกับตนเอง

เพราะในยุคที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจกลับมาเป็นแกนหลักของการเมืองระหว่างประเทศ ไม่มีประเทศใดสามารถตั้งอยู่บนสมมุติฐานได้อีกต่อไปว่าจะมีมหาอำนาจคอยปกป้องตนเองตลอดไป

ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 จึงมิได้ขึ้นอยู่กับการมีพันธมิตรเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำให้ผู้คิดจะรุกรานต้องเชื่อว่า ต้นทุนของการใช้กำลังจะสูงเกินกว่าผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

เป็นที่มาของแนวคิด Porcupine Strategy หรือ “ยุทธศาสตร์เม่น”

ซึ่งมิได้ตั้งอยู่บนความทะเยอทะยานที่จะเอาชนะมหาอำนาจ หากตั้งอยู่บนหลักการที่ลุ่มลึก, เจียมตัวและปฏิบัติได้จริง

นั่นคือต้องเป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้มหาอำนาจไม่กล้าเปิดศึกสงครามตั้งแต่แรก

และนี่อาจเป็นการปฏิวัติแนวคิดด้านการป้องปรามที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น

สงครามยูเครนได้ทำลายสมุติฐานเดิมที่ว่าการจะชนะสงครามต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีพลังทำลายสูงและราคาแพง

สงครามยูเครนไม่เพียงเป็นการเผชิญหน้าระหว่างรัสเซียกับยูเครน หากเป็นการปะทะกันระหว่างหลักนิยมทางทหารของศตวรรษที่ 21 กับเทคโนโลยีราคาถูกของยุคสมัย

ภาพรถถังมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ถูกทำลายด้วยโดรนพลีชีพที่มีต้นทุนเพียงไม่กี่หมื่นดอลลาร์ กลายเป็นภาพที่เกิดขึ้นแทบทุกวัน

สนามเพลาะซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นสิ่งล้าสมัยกลับหวนคืนมาอีกครั้ง

ขณะที่ท้องฟ้าซึ่งเคยเป็นพื้นที่ผูกขาดของเครื่องบินรบ กลับเต็มไปด้วยโดรนลาดตระเวน โดรนโจมตี และระบบอากาศยานไร้คนขับนับพันลำที่สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวของกำลังพลแทบทุกหน่วยแบบต่อเนื่องตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

สงครามครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ความได้เปรียบทางเทคโนโลยียังคงมีความสำคัญ แต่เทคโนโลยีที่กำหนดผลของสงครามอาจมิใช่เทคโนโลยีราคาแพงที่สุด

หากเป็นเทคโนโลยีที่สามารถผลิตได้จำนวนมาก ปรับปรุงได้รวดเร็ว และนำเข้าสู่สนามรบได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์

ยูเครนสามารถพัฒนาโดรนรุ่นใหม่ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ขณะที่กระบวนการจัดซื้ออาวุธของหลายประเทศในยุโรปยังคงต้องใช้เวลาหลายปี

ความแตกต่างนี้เองที่สะท้อนว่า ในสงครามยุคใหม่ ความเร็วของนวัตกรรมอาจมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าคุณภาพของอาวุธเอง

ทเรียนนี้มิได้จำกัดอยู่เพียงยูเครน หากยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในยุโรปและสหรัฐ ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับการผลิตยุทโธปกรณ์ชั้นสูงในปริมาณจำกัด มากกว่าการผลิตอาวุธจำนวนมหาศาลเพื่อรองรับสงครามยืดเยื้อ

ในทางกลับกัน ยูเครนกลับสร้างระบบการผลิตที่ยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนขนาดเล็ก มหาวิทยาลัย และสตาร์ตอัพด้านเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาอาวุธอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ผลที่เกิดขึ้นคือ วงจรการคิดค้น ทดลอง ปรับปรุง และนำเข้าสู่สนามรบสั้นลงอย่างมาก จนหลายประเทศใน NATO ต้องส่งคณะผู้แทนไปศึกษาบทเรียนจากยูเครนโดยตรง

บทเรียนจากยูเครนไม่ได้ทำให้ยุโรปสรุปว่าต้องสร้างกองทัพให้ใหญ่กว่าเดิม หากกลับนำไปสู่คำถามพื้นฐานว่า ประเทศที่มีทรัพยากรจำกัดควรแข่งขันกับมหาอำนาจด้วยวิธีใด

การทุ่มงบประมาณเพื่อสร้างกองเรือขนาดใหญ่ เครื่องบินทิ้งระเบิด หรือรถถังรุ่นล่าสุดอาจเป็นแนวทางที่เหมาะสำหรับมหาอำนาจซึ่งมีฐานอุตสาหกรรมและงบประมาณมหาศาล

แต่สำหรับประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก การพยายามแข่งขันในเกมเดียวกันย่อมเป็นการแข่งขันที่ไม่มีวันชนะ

ผมติดตามความเห็นของเหล่านักยุทธศาสตร์ด้านสงครามและการเมืองหลายสำนักก็เริ่มเห็นว่าแนวคิดที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่นักวางแผนทางทหารจึงไม่ใช่การสร้าง “กองทัพที่ใหญ่กว่า” หากเป็นการสร้าง “กองทัพที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการรุกรานได้”

หลักการใหม่มิได้ตั้งอยู่บนคำถามว่า “เราจะทำลายศัตรูได้หรือไม่” หากตั้งอยู่บนคำถามที่สำคัญกว่า คือ “เราจะทำให้ศัตรูเชื่อได้อย่างไรว่าการเริ่มสงครามจะไม่คุ้มค่าตั้งแต่แรก”

จากจุดนี้เอง แนวคิด Porcupine Strategy หรือ “ยุทธศาสตร์เม่น” จึงมิได้เป็นเพียงยุทธวิธีของไต้หวันหรือยูเครนอีกต่อไป

หากกำลังพัฒนาเป็นหลักนิยมทางทหารใหม่ของ NATO ทั้งองค์กร เพราะสำหรับยุโรปในวันที่ไม่สามารถพึ่งพาอเมริกาได้ดังเดิม

การพยายามสร้าง “อเมริกาจำลอง” ย่อมเป็นไปไม่ได้

สิ่งที่เป็นไปได้คือการสร้างระบบป้องกันประเทศที่ใช้ต้นทุนต่ำกว่า คล่องตัวกว่า ผลิตได้เร็วกว่า และสามารถสร้างความเสียหายแก่ผู้รุกรานในระดับที่ทำให้การใช้กำลังหมดความคุ้มค่าทางยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์เม่นเป็นอย่างไร? สัปดาห์หน้าผมชวนมาร่วมกันคิดในภาวะโลกกำลังปรับเปลี่ยนไปอย่างที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้อีกต่อไปจริงๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ศ.สุชาติ ชี้ควรปฏิรูป​สตง.​จาก“องค์กรตรวจจับความผิด สู่องค์กรพิทักษ์เงินของประชาชน”
พระคเณศ เทวดามหาชน—มีงานที่ปราจีนบุรี
ไพร่สมใหม่ : จากโกงสอบสู่การยึดกุมราชการ
ขุดพบ Proposal คู่แฝด คดีลอกงานวิจัย “เมืองฮอด”
วิกฤตกะลาสีเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln กระโดดหนีจากเรือ เพราะอยู่ในทะเลนานกว่า 250 วัน
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (1)
ดินแดง ราชปรารภ แนวรุก แนวรับ พื้นที่ ประตูน้ำ ปากทาง ก่อนเข้า ราชประสงค์
เมื่อเงินรัฐมีจำกัด ถึงเวลาชั่งน้ำหนัก ‘ประคอง’ หรือ ‘ปรับ’ เศรษฐกิจ!!
‘บิ๊กปู’ รื้อ โผ ทบ. หลังส่ง ‘เสธ.ปูด้วง’ นั่งเลขาฯ สมช. ยึดแผงมั่นคง ตท.26 เบิ้ล ปลัด กห. ‘บิ๊กใหญ่’ สุดต้าน พลัง ตท.26 ข้ามห้วย ทัพไทย ลุ้น ชิง ผบ.เสือป่า
‘วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร’ ‘พรรคประชาชน’ ต้องไม่คิดแค่เรื่อง ‘สิทธิ’ จนลืม ‘แข่งขันกับโลก’
เปลี่ยนแลนด์สเคป ‘เกาะรัตนโกสินทร์’ พลิกโฉมทำเลราชดำเนิน ภารกิจร่วม รัฐ-ราชการ-เอกชน
E-DUANG | จากอาทิตย์ 30 สิงหาคม ไปยังจันทร์ 14 กันยายน