bg-single

เลือกตั้งเพื่อปิดฉากรัฐบาลห่วย | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

19.12.2025

เลือกตั้งเพื่อปิดฉากรัฐบาลห่วย | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

เลือกตั้ง 2569 เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ไม่มี ส.ว. 200 คนมาเลือกนายกฯ เท่าคนไทย 60 ล้านคน ครั้งสุดท้ายที่เรามีนายกฯ จากการโหวตของ ส.ส.ล้วนๆ คือปี 2554 สมัยคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ แต่นายกฯ ทุกคนใน 14 ปีหลังจากนั้นมาจากรัฐประหารหรือ ส.ว.แบบไม่มีที่ไหนในโลกทำกัน

ใครอยากได้ใครเป็นนายกฯ ก็ไปโหวตเลือกตั้งกันให้เต็มที่ ใครอยากได้นโยบายไหนก็ไปโหวตพรรคที่ชูนโยบายนั้น เช่นเดียวกับใครขยะแขยงใครจนไม่อยากให้เป็นนายกฯ ก็ไปโหวตเพื่อไม่ให้พรรคนั้นเป็นนายกฯ ให้เต็มที่ด้วยเช่นกัน

เลือกตั้งทุกครั้งควรแข่งกันที่นโยบาย แต่ด้วย “เทคนิคหาเสียง” ของพรรคที่คิดนโยบายไม่เป็นหรือทำตามนโยบายไม่ได้ การเลือกตั้งเชิงนโยบายกลายเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองจำนวนมากให้ความสำคัญน้อยลงเรื่อยๆ แล้วหันไปหาเสียงแค่เรื่องใครจะเป็นนายกฯ

หรือปั่นวาทกรรมบางอย่างแทน

ยกตัวอย่างง่ายๆ ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศไทย แต่เรามีบางพรรคที่เอาแต่บอกว่าบินถล่มพนมเปญให้หมด หัวหน้าพรรคอีกคนใส่ชุดลายพรางลงพื้นที่ในฐานะนายกฯ ทั้งที่ไม่ใช่ทหาร ส่วนหัวหน้าพรรคใหม่ตัดต่อภาพวันเปิดตัวพรรคให้ลูกพรรคใส่ชุดทหารทุกคน

เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ไม่ได้ปั่นวาทกรรม แต่ “เทคนิคหาเสียง” ของสองพรรคคือใช้วิธีเงียบเรื่องนี้ไปเฉยๆ หรือไม่ก็พูดแค่ด่าว่ารัฐบาลทำเรื่องนี้ห่วยอย่างไร ซึ่งก็ทำได้ ไม่ผิด แต่ก็เป็นการหาเสียงที่ไม่รับผิดชอบที่สะท้อนว่าพรรคไม่มีปัญญาคิดทางออกของเรื่องนี้จนใช้วิธีแกล้งตาย

พรรคประชาชนเป็นพรรคเดียวที่พูดเรื่องสถานการณ์ไทย-กัมพูชาอย่างจริงจัง หลักฐานคือทุกพรรคและทุกฝ่ายล้วนเถียงกันเรื่องข้อเสนอคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เรื่อง Endgame ระบอบฮุนเซนผ่าน 3 สมรภูมิ คือ สนามรบ, สนามการข่าว และสนามการทูต

ขณะที่พรรคอื่นจะพูดอะไรหรือไม่ก็ไม่มีใครจำได้เลย

เลือกตั้ง 2569 มีพรรคที่คนสนใจคือพรรคประชาชน, ภูมิใจไทย, เพื่อไทย, ประชาธิปัตย์ และกล้าธรรม แต่มีไม่กี่พรรคที่พูดเรื่องนโยบาย และในพรรคที่พูดเรื่องนโยบายก็มีทั้งพรรคที่พูดให้ครบๆ, พูดส่งเดช, พูดปั่นกระแส, พูดเพื่อสร้างภาพคิดใหญ่ทำได้ และพูดโดยผ่านการคิดและประเมินมาอย่างดี

พรรคที่แคนดิเดตนายกฯ มี “กระแส” จนถึงตอนนี้คือพรรคประชาชน, ภูมิใจไทย, เพื่อไทย และ ปชป. ส่วนแคนดิเดตของกล้าธรรมอย่างคุณธรรมนัส พรหมเผ่า นั้นมี “เสียงวิจารณ์” มากกว่าจะมี “กระแส” จึงยังไม่ถึงเวลาที่ควรพูดถึงในปัจจุบัน เพราะถึงพูดก็ยังมีใครสนใจไม่มากเท่ากับการวิพากษ์วิจารณ์

ใน 4 พรรคที่แคนดิเดตมี “กระแส” นั้นแยกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน

กลุ่มแรกคือพรรคประชาชนซึ่งทั้งพรรคและคนล้วนเป็น “คนใหม่” ที่ไม่เคยเป็นนายกฯ และแกนนำรัฐบาล

ส่วนกลุ่มสองคือภูมิใจไทย, ประชาธิปัตย์ และเพื่อไทยซึ่งเคยเป็นรัฐบาลมาแล้ว

ปัญหาของพรรคทั้งสองกลุ่มจึงไม่เหมือนกัน

พรรคประชาชนยังไม่เคยเป็นรัฐบาล ผลงานของพรรคจึงมาจากการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน, การทำหน้าที่นิติบัญญัติที่พรรคผลักดันกฎหมายสำคัญมหาศาล รวมทั้งการผลักดันวาระทางสังคมที่ก้าวหน้าในประเด็นต่างๆ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่จะพูดถึงในโอกาสถัดไป

ข้อได้เปรียบของพรรคที่เคยเป็นรัฐบาลคือมี “ผลงาน” ไว้หาเสียงเยอะกว่าพรรคที่ไม่เคยเป็นรัฐบาล พรรคไหนผลงานเยอะจึงมีเรื่องหาเสียงเยอะ

แต่ “จุดอ่อน” ของพรรคที่เคยเป็นรัฐบาลคืออาจไม่มีผลงาน, ผลงานน้อย, ผลงานห่วย, หรือแม้แต่พ้นตำแหน่งนายกฯ ด้วยความเกลียดชังของประชาชน

พรรคการเมืองมักหลอกตัวเองและหลอกประชาชนด้วยมุขตื้นๆ ว่าการเป็นรัฐบาลเท่ากับการ “มีผลงาน” แต่ถ้าพรรคไหนเป็นรัฐบาลห่วยหรือนายกฯ ห่วยก็เสี่ยงจะถูกโจมตีว่า “ดีแต่พูด” หรือ “พูดจริง ทำไม่จริง” หรือ “คิดใหญ่ทำไม่เป็น” จนคนไม่เลือกเพราะจำได้ว่าเป็นรัฐบาลแล้วไม่มีผลงาน

“จุดขาย” ของเพื่อไทยทุกครั้งคือไทยรักไทยเป็นรัฐบาลที่มีผลงาน แต่ “จุดอ่อน” ของวิธีหาเสียงนี้คือการตอกย้ำว่ารัฐบาลฝ่ายคุณทักษิณ ชินวัตร ชุดอื่นมีผลงานน้อยมาก ส่วนรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ทำผลงานที่หาเสียงไว้แทบไม่ได้ ปัญหาของเพื่อไทยจึงอยู่ที่จะทำให้คนเลือกพรรคที่ 2 ปีไม่มีผลงานได้อย่างไร

“จุดขาย” ของภูมิใจไทยคือเป็นพรรคที่ “พูดจริงทำจริง” แต่ข้อเท็จจริงคือคุณอนุทิน ชาญวีรกูล และภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลตั้งแต่ปี 2562 หรือ 6 ปี สิ่งที่คนจำได้กลับมีแค่กัญชาและคนละครึ่งพลัสซึ่งไม่แน่ว่าทำให้ได้คะแนนเพิ่มขึ้นหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงตัวคุณอนุทินในฐานะนายกฯ ว่า “พูดจริงทำจริง” เรื่องอะไร

การฉีก MOA จนการแก้รัฐธรรมนูญล่มนั้นไม่ช่วยให้คุณอนุทินได้ภาพเรื่อง “พูดจริงทำจริง” แน่ๆ เช่นเดียวกับการทำสงครามเขมรก็ไม่ช่วยให้คะแนนคุณอนุทินเพิ่มด้วย เพราะการสำรวจความเห็นของนิด้าโพลหลังไทยรบเขมรพบว่าคะแนนคุณอนุทินต่ำกว่าตอนตั้งรัฐบาลอย่างชัดเจน

ประชาธิปัตย์เคยเป็นรัฐบาลครั้งสุดท้ายปี 2554 หรือ 14 ปีที่แล้ว ผลงานที่สำเร็จและล้มเหลวจึงเป็นอดีตที่คนลืมจนประเมินได้ยากว่ามีผลต่อคะแนนเสียงหรือไม่มี

ปัญหาใหญ่ของการเลือกตั้ง 2569 คือพรรคเก่าแก่จำนวนมากยังไม่พูดเรื่องนโยบาย เพื่อไทยมีปัญหาเรื่องจะชูนโยบายอะไรในเวลาที่เป็นรัฐบาลสองปีแต่ทำนโยบายที่แถลงแทบไม่ได้ ปชป.ยังไม่ชัดเรื่องนโยบาย ส่วนภูมิใจไทยไม่โดดเด่นเรื่องนโยบายอยู่แล้ว เช่นเดียวกับพรรคอื่นๆ ที่รู้กัน

เมื่อพรรคการเมืองไม่หาเสียงด้วยเรื่องนโยบาย ประชาชนก็จะไปเลือกตั้งด้วยเงิน หรือไม่ก็คือความชอบขี้หน้าหรือไม่ชอบขี้หน้าคนของพรรคนั้นพรรคนี้

พรรคบางพรรคจึงเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.รอบนี้โดยเน้นลูกหลานนักการเมืองหน้าเก่าที่หน้าตาดีเพื่อ “รีแบรนด์” พรรคโดยไม่พูดเรื่องนโยบาย

สำหรับพรรคที่ใช้เงินเพื่อชนะเลือกตั้ง “ราคา” ของการย้ายพรรคครั้งนี้ขยับจาก 50 ล้านในช่วงก่อนยุบสภาเป็น 70 ล้านหลังยุบสภา พร้อมกับ “ดีล” ให้ดึงคนจากพรรคเดียวกันในเขตอื่น

ยิ่งกว่านั้นคือบางพรรคให้ผู้สมัครออกเงินก่อนแล้วจ่ายทีหลังเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สมัครอมเงินโดยไม่หาคะแนน

เพื่อให้เห็นภาพยิ่งขึ้น ผู้สมัครจากพรรคใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดอีสานตกลงย้ายพรรคทันทีที่พรรคเดิมไม่ได้เป็นรัฐบาล ราคาในการย้ายพรรคเบื้องต้นคือ 50 ล้านซึ่งมากจนผู้สมัครตกลงไปแล้ว แต่ในที่สุดพรรคเดิมมาพร้อมข้อเสนอ 70 ล้าน หากผู้สมัครคนนั้นดึงคนจากพรรคใหม่ให้มาพรรคเดิม

พรรคใหญ่หาเงินจากไหนมาจ่ายให้คนย้ายกลับมาพรรคเดิม?

คำตอบคือพรรคใหญ่ดึง “อาเฮีย” จากพรรคเล็กมาเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อในอันดับซึ่งประกันที่นั่งในสภาให้ “อาเฮีย” โดยเลขาพรรคมีข้อตกลงว่าให้อาเฮีย “ดูแล” ผู้สมัครไม่ให้ย้ายไปพรรคอื่นจำนวน 2-3 เขตตามที่ตกลงกัน

เห็นได้ชัดว่าโมเดลเลือกตั้งด้วยเงินทำให้พรรค “เซ้ง” ตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งโดยเอาเงินตรงๆ และให้ “อาเฮีย” เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ผู้สมัคร ส.ส.ระดับเขต

ส่วนผลประโยชน์ที่ “อาเฮีย” จะได้รับตอบแทนคือตำแหน่ง ส.ส.และตำแหน่งรัฐมนตรี

ถ้าไม่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็น “การเลือกตั้งนโยบาย” สิ่งที่จะเกิดจนถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้งคือการใช้ AI ทำภาพปลอมเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามเหมือนที่ผู้ช่วยรัฐมนตรียุคแพทองธารทำกับ “ลิซ่า” กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ หรืออดีตรัฐมนตรี DE โพสต์ภาพตัดต่อโจมตีพรรคประชาชน

แคนดิเดตนายกฯ คือเรื่องที่ทุกพรรคชูในการเลือกตั้ง 2569 แต่การชูแคนดิเดตนายกฯ ตอนนี้เน้นไปที่คุณสมบัติตัวบุคคลจนเรื่อง “นโยบาย” หายไปอย่างไม่ควรเป็น เพราะคุณสมบัติตัวบุคคลไม่ได้บอกความสามารถบริหาร และกระทั่งอาจเป็นเครื่องมือปกปิดความห่วยของพรรคในฐานะองค์กร

เมื่อการเลือกตั้งไม่ใช่การแข่งขันเชิงนโยบาย สังคมไทยก็ถูกล้างสมองให้เชื่อเหมือนพรรคเก่าแก่ว่าชัยชนะในการเลือกตั้งมาจากการดูด ส.ส., การใช้เงิน, การปลุกกระแสชาตินิยม หรือการใช้สื่อปล่อยเฟกนิวส์ ทั้งที่การเลือกตั้งปี 2566 คือตัวอย่างว่าพรรคที่ชนะเลือกตั้งคือพรรคซึ่งหาเสียงด้วยนโยบาย

ถ้าปล่อยให้การเลือกตั้งปี 2569 เป็นแบบนี้ รัฐบาลที่จะเกิดหลังเลือกตั้งคือรัฐบาลห่วยที่ประกอบด้วยพรรคห่วยและรัฐมนตรีห่วยที่วนเวียนเป็นรัฐบาลภายใต้นายกฯ 4 คนตั้งแต่ปี 2562 จนประเทศไทยไม่ไปไหน ไม่ว่าจะเปลี่ยนนายกฯ กี่คน เปลี่ยนแกนนำรัฐบาลกี่พรรค และเปลี่ยวขั้วการเมืองกี่ขั้วก็ตาม

ช่วยกันทำให้การเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งเชิงนโยบายเพื่อหาทางออกให้ประเทศ อย่าปล่อยให้การเลือกตั้งเป็นแค่การเปลี่ยนนายกฯ ภายใต้โฉมหน้ารัฐมนตรีหน้าเดิมๆ อย่างที่ประเทศเป็นมาติดต่อกันแล้วหกปีในยุคคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา, คุณเศรษฐา ทวีสิน, คุณแพทองธาร และคุณอนุทิน

อายุรัฐบาลที่สั้นกว่าแผงขายขนมครกและการเปลี่ยนนายกฯ ถึง 4 คนในรอบหกปีคือหลักฐานว่ารัฐบาลห่วยและรัฐมนตรีห่วยไม่ใช่สิ่งที่คนไทยต้องการอีกต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน