บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
เส้นทางสู่การตั้งรัฐบาลประชาชน
ยิ่งพรรคประชาชนนำโด่ง ก็ยิ่งเห็นฝ่ายตรงข้ามโจมตีพรรคประชาชนด้วยสารพัดประเด็น
ตัวละครที่โจมตีมีตั้งแต่พรรคเพื่อไทย, ภูมิใจไทย, ประชาธิปัตย์, รักชาติ, คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์, คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ฯลฯ ด้วยข้ออ้างตามที่แต่ละคนสะดวก แต่ทั้งหมดยังไม่ส่งผลให้คะแนนนิยมของพรรคประชาชนลดลงแม้แต่นิดเดียว
แน่นอนว่า ข้ออ้างโจมตีพรรคประชาชนมีตั้งแต่เรื่องเก่าจากปี 2562 อย่างล้มเจ้า, ต่อต้านทหาร หรือเลิกบำนาญราชการ
เช่นเดียวกับมีเรื่องใหม่ในปี 2568 อย่างพรรคโง่ที่ไม่โหวตชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกฯ, คัดเลือกผู้สมัครห่วย หรือโจมตีว่าพรรคนี้เทาเหมือนพรรคอื่น ทั้งที่พรรคยังไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ติดคุกสักคน
เรื่องเก่าเอาพรรคประชาชนไม่อยู่ เพราะอนาคตใหม่โดนแบบนี้แต่ได้ ส.ส. 85 คน ทั้งที่เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ทั้งหมด
ส่วนก้าวไกลก็ชนะอันดับ 1 ทั้งที่ถูกโจมตีแบบนี้มาตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่
ส่วนเรื่องใหม่จะเอาพรรคนี้ลงก็ไม่ง่าย เพราะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งยังไม่มีวี่แววจะเชื่อว่าข้อหานี้เป็นเรื่องใหญ่เลย
ล่าสุด เลขาธิการพรรคประชาชน “ศรายุทธิ์ ใจหลัก” ถึงกับประกาศว่า พร้อมลาออกจากตำแหน่งถ้าเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ พรรคได้ ส.ส.ต่ำกว่า 200 ที่นั่ง
รวมทั้งมั่นใจว่าจำนวนคนลงคะแนนเลือกพรรคมีโอกาสสูงขึ้นกว่าการเลือกตั้ง 2566 จากกลุ่มเคยเลือกเพื่อไทยซึ่งไม่พอใจจุดยืนพรรคในปัจจุบัน
แหล่งข่าวพรรคประชาชนบอกว่า เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 ที่พรรคก้าวไกลมีคนเลือก 14 ล้านทั้งที่ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ยังแบ่งคะแนนระหว่างพรรคก้าวไกลกับเพื่อไทย
การเลือกตั้งปี 2569 ที่ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ไม่พอใจกรณี “รัฐบาลข้ามขั้ว” ย่อมทำให้ไม่มีการแบ่งคะแนนให้เพื่อไทยเลย
คนเคยเลือกเพื่อไทยจะย้ายมาเลือกพรรคประชาชนจนพรรคส้มจะได้ ส.ส.ถึง 200 หรือไม่คงต้องรอให้ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แต่ผู้บริหารเพื่อไทยคนหนึ่งเล่าให้ฟังคือพรรคประเมินภายในว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อกลุ่ม Safe Zone น่าจะอยู่ที่ 15-20 ขณะที่ปี 2566 พรรคได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 29 คน จาก 10.9 ล้านคะแนน
ถ้าเอาข้อมูลจากแหล่งข่าวในเพื่อไทยเป็นตัวตั้งว่าพรรคประเมินว่าตัวเองจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 15-20 คน ก็เท่ากับคะแนนเสียงของพรรคจะลดจาก 10.9 ล้านเสียง เหลือเพียง 7.3 ล้าน
เท่ากับมีความเป็นไปได้ที่คะแนนจากกลุ่มนี้ราว 3 ล้านที่อาจจะไหลจากเพื่อไทยไปพรรคประชาชนจริง
ฐานเดิมของพรรคประชาชนคือมีคนเลือก 14 ล้านเสียงและได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 39 คน ถ้าคะแนนคนเลือกเพื่อไทยเปลี่ยนมาเลือกพรรคประชาชนอย่างต่ำ 3 ล้าน ก็เท่ากับพรรคประชาชนจะมีคนเลือก 17 ล้าน และเท่ากับมี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 49 คน และอาจมีโอกาสมี ส.ส.อย่างต่ำ 162 คน
ปัญหาของพรรคประชาชนคือตัวเลข ส.ส.เขต จะดันไปให้ถึง 200 ได้อย่างไร และทำอย่างไรที่พรรคจะชนะเลือกตั้งเพิ่มอีก 40 เขต ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ความเป็นไปได้เป็น 0 เสียทีเดียว
ไม่กี่วันที่ผ่านมา บนเวทีดีเบตก็เกิดประเด็น “ประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” ควร “ล็อก” หรือ “ไม่ล็อก” หมวด 1-2 ทั้งที่การร่างทุกฉบับก็ไม่เคยล็อก แต่รอบนี้พอพรรคประชาชนบอกว่า “ไม่จำเป็นต้องล็อก” ก็ถูกกล่าวหาว่าเตรียมแก้หมวด 1-2 ทั้งที่ “ไม่ล็อก” กับ “แก้” เป็นคนละเรื่องกัน
พูดตรงๆ การเปิดประเด็น “ไม่ล็อก” เท่ากับ “แก้” คือการใส่ความว่าพรรคเป็นพวก “ล้มระบอบ” คุณชูวิทย์ถึงกับกล่าวหาในทีวีบางช่องว่าพรรค “ประกาศล้มระบบ” ส่วน “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” บอกว่าต่อให้ล็อกก็กระทบพระราชอำนาจ พรรคที่ “ไม่ล็อก” จึงต้องชี้แจงว่าไม่กระทบพระราชอำนาจอย่างไร
ไม่มีใครรู้ว่าประเด็น “ไม่ล็อก” กับ “พระราชอำนาจ” จะถูกลากเป็นขบวนการโจมตีพรรคนี้ได้ถึงขนาดไหน และจะมีคนฟังหรือไม่ แต่ผลสำรวจไทยพีบีเอสและศรีปทุมโพลหลังดีเบตพบว่า ตอนนี้คะแนนนิยม “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” และ “พรรคประชาชน” พุ่งสู่ระดับเกือบ 60% หรือสูงที่สุดที่เคยสำรวจมา
ยิ่งกว่านั้น ผลสำรวจนี้พบว่า คนเลือกเพื่อไทยเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคประชาชนถึง 18% ซ้ำคนเลือกนายกฯ และพรรคเพื่อไทยมีไม่เกิน 20% หรือต่ำกว่าพรรคประชาชน 3 เท่า และคนเลือกภูมิใจไทย 8% หรือต่ำกว่าพรรคประชาชน 7 เท่า ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าทุกโพล
WiseSight ซึ่งเป็นผู้นำด้านการวิเคราะห์ข้อมูลในโซเชียลมีเดียพบว่า พรรคประชาชนคะแนนนำโด่ง 91% ในกลุ่ม Gen Z และพวกเพิ่งเริ่มทำงานแรกอายุไม่เกิน 30 ปี รวมทั้งนำ 56% ในกลุ่มผู้สูงอายุอีสาน ซึ่งอาจแปลว่า การโจมตีด้วยเรื่องเหล่านี้อาจไม่มีผลต่อคะแนนนิยมพรรคประชาชนเลย
ยํ้าว่าทั้งหมดนี้เป็นการสำรวจหลังพรรคประชาชนถูกกล่าวหาเรื่องด้อยค่าทหาร, โง่ที่ไม่โหวตนายกฯ เพื่อไทย และชัยเกษม, ล้มระบอบ, ผู้สมัคร ส.ส.โดนตำรวจควบคุมตัวคดีเว็บ และรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยปล่อยข่าวว่าจะมี ส.ส.โดนคดีสแกมเมอร์ 10 คน ซึ่งทั้งหมดมาจากพรรคประชาชน
คำประกาศพร้อมลาออกของเลขาฯ พรรคประชาชนกรณีได้ ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 200 สะท้อนความมั่นใจของพรรคแน่ๆ ซึ่งเท่ากับพรรคประเมินว่าการโจมตีทุกสารทิศไม่ส่งผลให้พรรคได้เสียงโหวตลดลง
จะตัดคะแนนพรรคประชาชนอย่างไรเป็น “วาระหลัก” ของหลายพรรคและหลายเครือข่ายในการเลือกตั้งครั้งนี้
แต่ปัญหาคือการยัดข้อหาที่เป็นอาวุธหนักที่สุดอย่าง “ล้มระบอบ” ยังไม่มีวี่แววว่าจะทำให้แคนดิเดตนายกฯ คนไหนคะแนนแซงขึ้นเป็นอันดับ 1 ถ้าไม่ใช่ด้วยการใช้บ้านใหญ่หรือใช้เงิน
ปรากฏการณ์นี้เป็นหลักฐานของความกลัวว่าพรรคประชาชนชนะเลือกตั้งแน่ๆ และถึงตอนนี้ความกลัวก็ลามถึงขั้นปล่อยข่าวว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ด้วย ทั้งที่เรื่องแบบนี้จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อทหารยึดอำนาจ หรือไม่ก็มีเรื่องอัปมงคลเกิดขึ้นประเทศอย่างที่ไม่ควรเป็น
อย่างไรก็ดี ข้อหาประเภทนี้ถูกคนบางกลุ่มใช้ในการเลือกตั้งทุกครั้งมาตั้งแต่ปี 2549 แต่ไม่เคยทำให้พรรคที่ถูกกล่าวหากลายเป็นฝ่ายแพ้เลือกตั้ง สิ่งเดียวที่ข้อหานี้ทำได้จึงได้แก่ทำลายความชอบธรรมของพรรคชนะเลือกตั้ง รวมทั้งทำให้พรรคแพ้เลือกตั้งได้ตั้งรัฐบาลโดยวิธีโหนทหารโหนสถาบัน
จุดอ่อนของพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งปี 2566 คือถูกโจมตีว่าไม่มีประสบการณ์ แต่ทันทีที่พรรคประชาชนเปิดชื่อทีมบริหารจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่มีประสบการณ์บริหารจริงด้านสาธารณสุข, ศึกษา, อุตสาหกรรมนวัตกรรม ฯลฯ
ประเด็นนี้ก็เป็นจุดแข็งจนพรรคอื่นหยุดโจมตีเรื่องนี้ทันที
ขณะที่ปัญหาของพรรคประชาชนคือทำอย่างไรจะได้ ส.ส.เพิ่มถึงระดับ 200 ส่วนปัญหาของฝ่ายตรงข้ามพรรคประชาชนคือ จะใช้ข้อหาอะไรโจมตีพรรคประชาชนจนได้ ส.ส.ลดลงกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
หากเปรียบเทียบกันแล้ว โจทย์ของพรรคประชาชนดูยาก แต่ยังมี Room หรือวิธีการที่พอจะทำได้ ส่วนทำแล้วจะสำเร็จหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง แต่โจทย์ของฝ่ายตรงข้ามพรรคประชาชนนั้นยังไม่มีแววว่าจะใช้อะไรตัดคะแนนพรรคประชาชนลง
ทางเดียวที่จะทำลายพรรคประชาชนได้ คือยัดคดีจนพรรคส่งผู้สมัคร ส.ส.ในบางเขตไม่ได้เลย และถึงแม้คดีจะไม่ทำให้คะแนนนิยมพรรคระดับ “ภาพรวม” ลดลง แต่ก็ทำให้ทำจำนวน ส.ส.เขตของพรรคต่ำลงจนเป็นประโยชน์ต่อการจัดตั้งของพรรคฝ่ายตรงข้ามพรรคประชาชนทันที
รัฐมนตรีดีอี หรือดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เคยพูดว่า นักการเมืองที่จะโดนข้อหาสแกมเมอร์มี 10 คน ซึ่งอยู่พรรคเดียวกัน
ส่วนที่ปรึกษารัฐมนตรีกลาโหมย้ำว่าทุกคนอยู่พรรคซึ่ง “เราไม่เทา” หมายถึง “เราเอาเทา” ซึ่งฟังก็รู้ว่าคือการยัดคดีพรรคประชาชน
แต่คำถามคือคนเหล่านี้จะกล้ายัดคดีพรรคประชาชนถึงสิบคดีจริงหรือ?
ปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครเหมือนของไทยคือการเป็นประเทศที่ “ผลเลือกตั้ง” เป็นคนละเรื่องกับการ “ตั้งรัฐบาล”
โพลทุกสื่อและทุกสถาบันการศึกษาพบว่า “พรรคประชาชน” ชนะอันดับ 1 และ “ณัฐพงษ์” มีคนอยากให้เป็นนายกฯ สูงสุด
แต่สื่อก็ยังถามนักวิชาการและนักวิเคราะห์ว่าใครได้ตั้งรัฐบาล
ไม่ใช่ความลับว่าแคนดิเดตนายกฯ ที่สื่อ, นักวิชาการ หรือ “นักวิเคราะห์” ตอบว่ามีโอกาสเป็นนายกฯ สูงสุดคือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” และสูตรตั้งรัฐบาลที่มีโอกาสเกิดมากที่สุดคือ ภูมิใจไทย-เพื่อไทย-กล้าธรรม ซึ่งคุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทยล้วนไม่ใช่ฝ่ายที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกฯ มากที่สุดเลย
ไม่มีใครรู้ว่า โพลเลือกตั้งทำนายผลเลือกตั้งถูกหรือผิดจนกว่าจะถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์
แต่ความประหลาดของเรื่องคือการพยายามทำให้คนยอมรับว่า “ผลเลือกตั้ง” เป็นคนละเรื่องกับการ “ตั้งรัฐบาล”
ซึ่งไม่มีวันเกิดขึ้นที่ประเทศไหนในโลกได้อย่างแน่นอน
ลองนึกเล่นๆ ไม่มีทางที่ “สื่อ” หรือนักวิชาการและ “นักวิเคราะห์” การเมืองอเมริกาพูดว่า ต่อให้ทรัมป์จะชนะเลือกตั้ง ทรัมป์อาจไม่ได้เป็นประธานาธิบดี
เช่นเดียวกับเราคงไม่มีทางได้ยินคนพูดแบบนี้ในการเลือกตั้งอังกฤษ, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์ ฯลฯ ซึ่งเป็นระบอบประชาธิปไตยรัฐสภาเหมือนไทย
เป็นไปได้หรือไม่ว่า ข้อกล่าวหาที่โจมตีพรรคประชาชนทั้งหมดนี้คือหลักฐานว่า “ระบบ” หรือ “อำนาจเก่า” มองข้ามช็อตถึงการโจมตีพรรคประชาชนหลังชนะเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการทำลายความชอบธรรมของการตั้งรัฐบาลประชาชน หากคนกลุ่มนี้ได้ที่ 1 ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป
ออกไปเลือกตั้งแบบคนตาสว่างเยอะๆ เพื่อปกป้องประเทศจากการล้มผลเลือกตั้งโดยพฤตินัยอย่างที่เป็นมาเกือบสิบปี
